- หน้าแรก
- ร่างแปลงพู่กันแห่งปรโลก
- บทที่ 21 – สหาย
บทที่ 21 – สหาย
บทที่ 21 – สหาย
ก่อนที่หอพักจะปิด เกาเฟิงกลับมาถึงห้องพัก
หลินเซินฮ่าวก็ยังไม่อยู่
แม้ว่าเทียนเหม่ยจะห้ามนักเรียนพักค้างคืนนอกสถานศึกษา แต่หลินเซินฮ่าวก็มี “บัตรผ่านตาย” ไม่ใช่เพียงเพราะบ้านเขาอยู่ในเมืองนี้
แต่คงเป็นเพราะพ่อของเขาเป็นผู้บริจาคห้องสมุดหลังนั้นให้แก่เทียนเหม่ยด้วย
หลินเซินฮ่าวจัดว่าเป็นคนมีวินัย ไม่ค่อยละเมิดกฎของมหาลัย ระยะนี้ที่เขาไม่มานอนหอพัก อาจจะเป็นเพราะ…เมื่อคืนวานตกใจเจ้าแมลงวันมนุษย์ในโรงอาหารก็เป็นได้?
เกาเฟิงส่ายหน้า คงไม่ใช่กระมัง เมื่อวานหลินเซินฮ่าวยังกล้าพุ่งเข้าใส่มันอย่างกล้าหาญอยู่เลย
อาศัยช่วงที่ยังพอมีเวลา เกาเฟิงเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา แล้วเริ่มต้นสืบหาต้นตอของภาพ “ประตูสู่นรก” ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่เขามีในมือในตอนนี้ คือคำอธิบายภาพ “ประตูสู่นรก” ที่ระบุว่า สร้างขึ้นในช่วงราวปี 1920 ที่มาของภาพคือคฤหาสน์เก่าแห่ง
หนึ่งในเมืองนี้
เริ่มจากจุดนี้ เกาเฟิงใช้เสิร์ชเอนจิ้นค้นหาอย่างคร่าวๆ ก่อน ผลที่ได้คือโฆษณาขายอสังหาริมทรัพย์เต็มหน้า เขาต้องค่อยๆ ปรับคำค้นให้ซับซ้อนและแม่นยำขึ้น
จึงจะค้นเจอคำใบ้เล็กๆ น้อยๆ ในสารบบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมือง…คืนนั้นผ่านไปโดยไร้ความฝัน
เมื่อค่าความมีเหตุผล (SAN) สูงขึ้น การนอนหลับย่อมดีขึ้นเป็นพิเศษ
เช้าวันต่อมา เมื่อเกาเฟิงตื่นขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองมีสติแจ่มชัดเป็นพิเศษ เขาจึงจัดลำดับแผนการของวันลงไปทีละข้อ
“I am sher locked”
เขาพูดกับตนเองหน้ากระจก เป้าหมายแรกคือหอสมุดประจำเมือง ไปค้นคว้าประวัติท้องถิ่น หากสามารถหาตำแหน่งของคฤหาสน์เก่าแห่งนั้นเจอ แล้วตามไปตรวจสอบดู อาจจะพบเบาะแสบางอย่าง
นอกจากนี้ เขายังสามารถไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติได้ด้วย เพื่อสอบถามว่า ใครกันที่เป็นผู้บริจาคภาพผลงานของจิตรกรนิรนามผู้นั้น
ทว่าแผนการอันรอบคอบทั้งหมดนี้ ต้องมาสะดุดลงที่ป้อมยามหน้าประตูมหาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาเฟิงไม่คาดคิด
“ไม่ได้หรอก ช่วงนี้นักเรียนเทียนเหม่ยห้ามออกนอกมหาลัยในวันปกติ เว้นแต่จะมีใบลาจากหัวหน้าภาค” ยามหน้าประตูแจ้งเกาเฟิง
“เมื่อก่อนไม่เห็นต้องมีกฎแบบนี้นี่ครับ” เกาเฟิงพยายามแย้ง
แต่ก่อนประตูมหาลัยเทียนเหม่ยแทบจะเหมือนประตูเมืองที่ไม่ได้ล็อก ใครจะเข้าออกก็สะดวก
“นักเรียน โลกเปลี่ยนไปแล้ว” ยามพูดกับเกาเฟิงด้วยน้ำเสียงปนเสียดาย
เกาเฟิงโดนถ้อยคำชวนหดหู่กระแทกเข้าเต็มหน้า เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็จนคำพูด ทำได้เพียงยอมถอยกลับมา
แต่ก็ไม่เป็นไร มหาลัยเทียนเหม่ยตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีประวัติยาวนาน ส่งผลให้กำแพงรอบมหาลัยในแต่ละด้านไม่ได้สูงนัก เกาเฟิงเดินไปยังด้านหลังกำแพงโรงอาหาร
มองดูความสูงของกำแพงที่สูงกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อย ประเมินทักษะของตนเอง แล้วก็คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา
อีกฟากของกำแพงเป็นย่านที่พักอาศัย หากผ่านย่านนี้ไป ก็สามารถหารถ
เข้าสู่ตัวเมืองได้แล้ว
ระหว่างที่เกาเฟิงกำลังใช้มือเท้าปีนขึ้นไป พร้อมคิดในใจว่าไม่รู้ระบบจะมีสกิลอย่าง “ศิลปะการต่อสู้” หรือ “เหินเบา” ให้ใช้งานบ้างไหม
ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงใส ๆ ดังขึ้นจากด้านล่าง
“เกาเฟิง นายกำลังทำอะไรอยู่เหรอ?”
เกาเฟิงนั่งคร่อมอยู่บนยอดกำแพง พอได้ยินเสียงก็หันไปมอง เห็นหญิงสาวขายาวท่าทีสบายๆ ยืนพิงข้างกำแพง พอสังเกตชัด ๆ ก็พบว่าเป็นลวี่จื้อ ช่างน่าขัดใจเสียจริง
“เธอมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง?”
เกาเฟิงรู้สึกเหมือนโดนจับได้ จึงออกอาการกระอักกระอ่วน
“ก็เพราะเมื่อวานมีคนไม่พาฉันไปแนะนำสถานที่ในมหาลัย วันนี้ฉันเลยหลงทาง แล้วก็บังเอิญมาเห็นใครบางคนกำลังหนีเรียนแบบนี้ สมควรจะรายงานหัวหน้าภาคหรือเปล่านะ?” ลวี่จื้อเห็นตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ กล่าวพลางจิบชานมอย่างสบายใจ
“หลงทางจริงๆ เหรอ หรือเธอตั้งใจมาจับตาฉันกันแน่?” เกาเฟิงกล่าวขึ้นอย่างเฉียบคม “คุณลวี่จื้อ นักสืบจาก STK”
หืม?
ลวี่จื้อแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ยิ้มเล็กน้อย
“นักสืบเหรอ? หมายถึงฉันเนี่ยนะ? เป็นเกียรติมากเลย เสียแต่ฉันก็แค่สาวมหาลัยขายาวผิวดีหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง ยังไม่ถึงระดับจะเป็นนักสืบได้หรอกนะ”
เธอตรงไหนขาวกันล่ะ… เกาเฟิงไม่เชื่อ “เธอไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาหรอก มือของเธอมันฟ้อง”
มือ?
ลวี่จื้อก้มมองมือตนเอง นิ้วเรียวยาวสวย…แล้วมันยังไง? เธอมองเกาเฟิงอย่างงุนงง
“ฉันเคยเห็นมือของนักศึกษาประติมากรรมมาก่อน พวกเขาถือมีดแกะสลักจนมีตาปลาขึ้น แต่จะขึ้นที่กลางฝ่ามือกับตรงโคนนิ้วโป้ง แต่เธอมีตาปลาขึ้นหนาที่โคนแม่มือกับนิ้วชี้ นั่นเป็นรอยจากการฝึกใช้อาวุธปืนอย่างต่อเนื่อง”
“อีกอย่าง ขาเธอสวยก็จริง แต่เจอกันสองครั้งในอากาศร้อนแบบนี้ เธอไม่ใส่กระโปรงเลย เป็นเพราะมีแผลใช่ไหม? ตรงข้อเท้าของเธอมีรอยจาง ๆ อยู่นิดหนึ่ง นั่นไม่ใช่รอยสักก็ต้องเป็นแผลเป็นขนาดใหญ่…เธอเคยผ่านการฝึกฝนมา อาจเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน เธอคือเจ้าหน้าที่ STK”
สายตากับคำพูดของเกาเฟิงจากที่สูง เปรียบเสมือนใบมีดที่คมกริบ ค่อย ๆ ลอกหน้ากากของลวี่จื้อออกทีละชั้น
“แท้จริงแล้ว ตอนที่เราพบกันเมื่อวาน เธอบีบมือฉันแรง ๆ ก็เพื่อจะทดสอบความหนาของตาปลาที่ฝ่ามือใช่ไหม”
ลวี่จื้อมีท่าทีผิดหวังเล็กน้อย “ฉันนึกว่านายหมายตาความงามของฉันเสียอีก”
นั่นมันประเด็นตรงไหนกัน? แล้วผิดหวังเรื่องนี้เนี่ยนะ? เกาเฟิงงงงวย
“สายตาเฉียบแหลมมาก” ลวี่จื้อปรบมือชม
“แต่เธอเดาผิดนะ ฉันไม่ใช่เจ้าหน้าที่ STK อย่างเป็นทางการ ฉันได้ภาพคืนนั้นกลับคืนมา เพราะพ่อแม่ฉันมีตำแหน่งสูงใน STK ดังนั้นฉันเองก็เคยผ่านการฝึกฝนมาบ้าง ทำให้รู้จัก STK ดี พอเรียนจบแล้วก็คงเข้าร่วมแน่”
“ตอนนี้ ฉันหวังว่าจะใช้เหตุการณ์ระดับ C ครั้งนี้เป็นโอกาส สืบความ
จริงบางอย่างก่อนที่เจ้าหน้าที่ตัวจริงจะมาถึง เอาไว้ใส่ไว้ในประวัติส่วนตัวเพื่อสร้างแต้มต่อในอนาคต”
“ก็เท่ากับว่า เป้าหมายของเธอไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเหตุการณ์ระดับ C ครั้งนี้ ดีมาก ไม่ว่าเธอจะพูดจริงหรือไม่ เราก็ถือว่าเห็นตรงกันแล้ว”
ตอนนี้ค่า SAN ของเกาเฟิงอยู่ในระดับสูง เขาจึงยิ่งมีเหตุผลมากขึ้น
เขากล่าวว่า “ตราบใดที่เธอไม่มาขัดขวางฉัน เราก็สามารถร่วมมือกันเป็นสหาย เพื่อสืบสวนเรื่องนี้ต่อไปได้”
“แน่นอน”
ลวี่จื้อตอบตกลง แม้ในใจจะรู้สึกแปลกอยู่บ้าง เดิมทีเธอน่าจะเป็นฝ่ายคุมเกมอยู่ แต่สุดท้ายกลับเหมือนถูกอีกฝ่ายตีโต้กลับเสียอย่างนั้น
เกาเฟิงตรงหน้าขณะนี้ วิธีการจัดการปัญหาของเขานั้นเป็นเหตุเป็นผลเกินคาด แตกต่างจากนิสิตมหาวิทยาลัยทั่วไปที่เวลาเกิดเรื่องก็มักจะจับต้นชนปลายไม่ถูกหรือทำอะไรบุ่มบ่าม
ไม่เสียแรงที่ฉันไม่ประเมินเขาต่ำไป… ลวี่จื้อเผยรอยยิ้มมีเสน่ห์ออกมา
“เฮ้! ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ!”
เสียงตะโกนของยามดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เกาเฟิงได้ยินเสียงนั้น อีกทั้งเห็นว่ายามกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ เขาจึงรีบกระโดดลงจากกำแพงทันที เสียง
โครม!
ดังขึ้นเมื่อขาทั้งสองข้างกระแทกพื้นอย่างจังจนเขารู้สึกมึนหัวไปชั่วขณะยัยนั่นคงลงมาไม่ได้หรอกมั้ง… ขณะที่เกาเฟิงคิดอยู่เช่นนั้น
ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงแรงลมพัดผ่านกับเสียงผ้าสะบัด ลวี่จื้อยืนอยู่ต่อหน้าเขาเรียบร้อยแล้ว สีหน้าไม่แดงไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย
เธอ…
เกาเฟิงมองลวี่จื้อ แล้วหันไปมองกำแพง
วิชาตัวเบา?
“ยังจะยืนเซ่ออะไรอีก รีบวิ่งสิ” ลวี่จื้อคว้าตัวเกาเฟิง แล้วทั้งสองก็วิ่งเคียงกันออกไป เบื้องหลังคือเสียงยามที่ยังคงไล่ตะโกนอยู่ ทั้งคู่วิ่งต่อเนื่องไปได้สักพัก ราวกับวิ่งมาหลายกิโลเมตร
กระทั่งหลุดพ้นจากย่านที่พักด้านหลังของเทียนเหม่ย มาถึงบริเวณใกล้
กับถนนสายหลักที่มุ่งเข้าสู่เขตเมือง เกาเฟิงใช้มือนึงเท้าเข่าพร้อมกับอีกมือโบกไปมาเป็นเชิงว่า
“ไม่ไหวแล้ว ๆ ขอตั้งหลักแป๊บ”
ลวี่จื้อที่ยังคงไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย มองเขาอย่างอ่อนใจ
“สภาพร่างกายนายแย่ไปหน่อยนะ”
“อย่า…อย่าวิ่งต่อเลย เรียก…เรียกรถไปหอสมุดประจำเมืองกันเถอะ” เกาเฟิงหายใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ มองลวี่จื้ออย่างหวั่นๆ
“เธอเป็นหุ่นยนต์แน่ๆ ใช่ไหม? แอบเสียบสายชาร์จมือถือชาร์จตัวเองทุกคืนล่ะสิ?”
“การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองแบบนี้เพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเองนี่มันน่าสงสารจริง ๆ”
ลวี่จื้อประชดเข้าให้
(จบบท)