- หน้าแรก
- ร่างแปลงพู่กันแห่งปรโลก
- บทที่ 19 – การเก็บเกี่ยวค่า SAN ด้วยมือ
บทที่ 19 – การเก็บเกี่ยวค่า SAN ด้วยมือ
บทที่ 19 – การเก็บเกี่ยวค่า SAN ด้วยมือ
ลวี่จื้อ คือลูกสาวของลูกชายลวี่กั๋วยิ่ง
ชื่อของเธอเหมือนกับผู้ปกครองหญิงผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นชื่อที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร
หากมีหมอดูมาเห็นชื่อนี้ คงต้องคำนวณดูสักหน่อยว่า เด็กคนนี้จะสามารถแบกรับน้ำหนักของชื่ออันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้หรือไม่
แต่ดูจากเรียวขาที่ยาวอย่างน่าเหลือเชื่อของลวี่จื้อแล้ว คงไม่ใช่ปัญหาแน่นอน
เกาเฟิงเคยเจอลวี่จื้อที่งานนิทรรศการศิลปะร้อยปี หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เคยได้ยินเสียงของลวี่จื้อมาก่อน แต่ตอนนั้นมัวแต่ตั้งใจสร้างสรรค์ผลงาน จึงไม่ได้มองหน้าของเธอ
จำได้เพียงว่าเธอสูงมาก พอมาตอนนี้ได้เห็นจริงๆ ก็พบว่าไม่ใช่แค่สูง…แต่ยังสวยอีกด้วย
น่าเสียดายที่ใส่กางเกงยีนส์…เกาเฟิงมองลวี่จื้อตั้งแต่หัวจรดเท้า เสียดายที่เรียวขาอันงดงามนั้นน่าจะกลายเป็นผลงานศิลปะได้หากได้แต่งกายต่างไปจากนี้
ถัดจากนั้น หัวหน้าภาควิชาก็กล่าวขอบคุณ ลวี่กั๋วยิ่งและลวี่จื้อ แทนเกาเฟิง เพราะเป็นทั้งสองคนที่ช่วยติดต่อให้เอาภาพคืนจาก STK ได้
จากบทสนทนาระหว่างกัน ดูเหมือนว่าลูกชายของลวี่กั๋วยิ่ง หรือก็คือพ่อของลวี่จื้อ จะมีความเกี่ยวข้องกับ STK อย่างลึกซึ้ง
จากนั้นหัวหน้าภาควิชาก็ให้เกาเฟิงตอบแทนลวี่จื้อเล็กน้อย
“ลวี่จื้อเพิ่งย้ายมาจากวิทยาลัยศิลปะอังกฤษ มาเข้าภาควิชาประติมากรรมของเทียนเหม่ย
ยังไม่ค่อยคุ้นกับสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน เกาเฟิง เธอช่วยพาเธอเดินดูรอบ ๆ โรงเรียนหน่อยสิ”
หัวหน้าภาควิชากล่าว
เกาเฟิงพยักหน้า ลวี่จื้อยิ้มแล้วเดินตรงมาหาเกาเฟิง ในตอนนั้น เกาเฟิงยื่นมือออกไป ลวี่จื้อรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
แต่ก็เข้าใจในทันทีว่าเกาเฟิงต้องการจับมือ ซึ่งมารยาทแบบนี้ไม่ค่อยพบในหมู่นักศึกษา เพราะมันเป็นพิธีการเกินไป
ทั้งสองคนจับมือกัน
เกาเฟิงออกแรงบีบฝ่ามือลวี่จื้อเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของลวี่จื้อชะงักไปเล็กน้อย จากนั้น ทั้งสองก็ออกจากห้องอธิการบดี
เทียนเหม่ยเป็นโรงเรียนที่ไม่ใหญ่ เพราะจำนวนนักเรียนมีไม่มาก พื้นที่รวมของโรงเรียนมีประมาณแปดหมื่นตารางเมตร
อาคารต่าง ๆ ประกอบด้วยอาคารเรียน หอพัก ห้องสมุด สนามกีฬา โรงอาหาร…เกาเฟิงยืนอยู่ที่สี่แยกแห่งหนึ่ง
ชี้ไปยังแผนที่ของโรงเรียนที่แขวนอยู่ตรงทางแยกเพื่อแนะนำให้ลวี่จื้อรู้จักสถานที่ต่าง ๆ ลวี่จื้อพยักหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“งั้นพาฉันไปดูห้องสมุดก่อน…หืม?”
ลวี่จื้อเพิ่งตัดสินใจได้ว่าจะไป ‘ทำความคุ้นเคย’ กับที่ไหนเป็นที่แรก แต่พอหันกลับไปก็เห็นเพียงแผ่นหลังของเกาเฟิง
เขาเดินหนีไปแล้วจากไปอย่างสง่างาม โบกมือลาโดยไม่ทิ้งแม้แต่เงาไว้เบื้องหลัง ราวกับว่าเขาได้ทำหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว
ซึ่งเขาก็…พาลวี่จื้อ “ทำความคุ้นเคย” กับเทียนเหม่ยไปเรียบร้อยแล้วจริง ๆ
ผ่านแผนที่…ใช่แล้ว
ลวี่จื้อทั้งขำทั้งโมโห
…
เกาเฟิงไม่มีเวลาว่างมาคอยพาลวี่จื้อเดินเที่ยวหรอก พรุ่งนี้ ภาพลอกเลียนของเขาก็จะถูกส่งไปแสดงในนิทรรศการแล้ว
แต่จนถึงตอนนี้ ภาพลอกเลียนนั้นก็ยังมอบค่า SAN ให้เขาได้เพียง 10 แต้มเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับแรงที่เขาทุ่มลงไป
ถ้าหากนักศึกษาชั้นปีสามทั้งภาควิชาศิลปะของเทียนเหม่ยได้ดู “ผลงานชิ้นเอก” ของเขาทุกคน เกาเฟิงคงจะได้ค่า SAN มากกว่านี้แน่นอน
เกาเฟิงเดินดูรอบห้องเรียนประจำชั้น แล้วก็ไปต่อที่ห้องศิลป์ เขาพบเพื่อนร่วมชั้นอยู่ประมาณยี่สิบคน
ตอนนี้เป็นเวลาเรียนเสริมช่วงเย็น บางคนอ่านหนังสือ บางคนฝึกวาดรูป
เกาเฟิงพูดกับพวกเขาว่า “ภาพของฉันกำลังจะได้ไปแสดงในงานไบอีนนาเล่ พวกเธอรู้ใช่ไหม?”
นักเรียนส่วนใหญ่มองเกาเฟิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย พูดตามตรง ข่าวนี้เกาเฟิงน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่รู้ด้วยซ้ำ “ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังว่าภาพนั้นฉันสร้างขึ้นมายังไงดีไหม?” เกาเฟิงพูดต่อ
ไม่จำเป็น!
พวกเรามีอาจารย์สอนอยู่แล้ว! พวกเพื่อนร่วมชั้นคิดในใจ
“เช่น ทำไมภาพนี้ถึงดีกว่าของพวกเธอหลายระดับ?”
ด้วยท่าทางอวดดีแบบนี้ แกยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ได้ยังไงนะ…เพื่อนร่วมชั้นคิดในใจ
“ทั้งที่ไม่กี่วันก่อน เราก็ยังอยู่ในระดับเดียวกันอยู่เลย”
อันนี้ค่อยพูดจาเหมือนมนุษย์หน่อย…เพื่อนร่วมชั้นคิดในใจ
“แล้วทำไมแค่ลอกเลียนภาพหนึ่ง ถึงทำให้ฉันโดดเด่นขึ้นมาได้?”
อืม…เริ่มน่าสนใจขึ้นแล้ว…เพื่อนร่วมชั้นเริ่มคิดตาม
“ไปกันเถอะ ฉันจะพาไปดู ภาพนั้นจะถูกส่งเข้าร่วมงานพรุ่งนี้แล้ว ฉันคงไม่มีโอกาสวาดภาพแบบเดียวกันนี้อีกเป็นครั้งที่สอง”
เกาเฟิงพูดด้วยความจริงใจ “นี่คือโอกาสสุดท้าย ฉันจะถ่ายทอดทุกอย่างที่รู้ให้หมด ไม่ปิดบังเลยสักนิด”
“นาย…ทำไมถึงดีกับพวกเราขนาดนี้?” มีเพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ก็เพราะก่อนหน้านี้ภาพแนวหลอนของฉันทำให้หลายคนเกิดบาดแผลทางใจ ฉันสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง ครั้งนี้ถือเป็นการไถ่โทษ เอ่อ แน่นอนว่าสำคัญกว่านั้นคือ
หัวหน้าภาควิชาบอกให้ฉันช่วยแนะนำพวกที่ฝีมือพอๆ กับฉัน ให้ทุกคนได้พัฒนาฝีมือขึ้นด้วยกัน” เกาเฟิงตอบ
เมื่อเกาเฟิงพูดแบบนี้ บรรดาเพื่อนร่วมชั้นที่ ‘ฝีมือพอ ๆ กับเขา’ ก็ยอมตอบรับอย่างเสียไม่ได้
เมื่อตอนที่เกาเฟิงนำขบวนเพื่อนร่วมชั้นกว่า 20 คนพากันบุกเข้าไปในห้องอธิการบดี ลวี่กั๋วยิ่งและหัวหน้าภาควิชากำลังคุยกันเรื่องการส่งผลงานไปแสดง ได้ยินเสียงเคาะประตูจึงเอ่ยว่า
“เข้ามา”
แล้วก็เห็นนักเรียนของตนเดินเข้ามาทีละคน หนึ่งคน สองคน สามคน…เดินกันเข้ามาไม่หยุด จนห้องอธิการบดีแน่นไปหมด แบบนี้จะทำอะไรกัน?
“ท่านอธิการ หัวหน้าภาควิชา เพื่อน ๆ ของผมอยากมาศึกษา ประสบการณ์จากผมที่กำลังจะได้เข้าร่วมแสดงงาน ผมขออนุญาตเล่าให้
พวกเขาฟังตรงนี้ได้ไหมครับ?” เกาเฟิงเอ่ยด้วยท่าทีถ่อมตน
“ทั้งสองท่านช่วยให้คำแนะนำด้วยนะครับ”
ฮ่า ๆ ดีเลย ในฐานะ ‘ผู้เป็นครู’ ทั้งลวี่กั๋วยิ่งและหัวหน้าภาควิชา ย่อมยินดีเห็นภาพเช่นนี้อยู่แล้ว
ดังนั้น เกาเฟิงจึงเริ่มบรรยายอย่างพรั่งพรูต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นทั้งยี่สิบคน พร้อมกับอธิการบดีและหัวหน้าภาควิชาที่นั่งฟังอยู่ตรงนั้น
“ทุกคนดูสีของท้องฟ้าในภาพนี้ให้ดี มันไม่ใช่สีแดงล้วนๆ แต่เป็นการจับคู่ระหว่างสีฟ้า เขียว และแดง ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องสัดส่วนมากนัก
เพราะสิ่งที่ต้องการคือความรู้สึก ภาพนี้ต้องมีความโปร่งใส แต่ก็ห้ามโปร่งจนเกินไป สีเขียวด้านหลังมีบทบาทเป็นการลงสีซ้อนหลายชั้น…”
“ลองนับดูสิครับว่ามีรูปร่างมนุษย์บนหน้าผากี่คน รวมทั้งหมดก็ยี่สิบสี่คนใช่ไหม? สังเกตดีๆ จะเห็นว่าความสิ้นหวังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ลองจินตนาการดูว่าผมใช้เส้นสายในส่วนนี้เพื่อสื่ออารมณ์เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็ยังทำให้เรามองเห็นชัดเจนถึงความหวาดกลัวในใจของพวกเขาแต่ละคน…”
“คนนี้คอหักบิดไปเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบองศา ดูใบหน้าของเขาดีๆ นะเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างแทรกอยู่ใต้ผิวหนัง ใช่แล้ว
ตัวแมลงวัน ตัวนี้มันกลืนกินกระดูกของเขาจนหมด แล้วก็แทนที่โครงหน้า จากนั้นก็กำลังพยายามจะหลุดออกจากร่าง”
“ทีนี้ ลองคิดดูสิว่าหุบเหวที่ทำให้มนุษย์ทั้งยี่สิบสี่คนหวาดกลัวขนาดนั้น มันมีอะไรอยู่ข้างใน? ตรงจุดนี้ สิ่งที่ทุกคนต้องสังเกตให้ดีคืออารมณ์ ความกลัวเป็นอารมณ์หลักที่ต้องสื่อก็จริง
แต่ต้องสัมผัสให้ได้ว่ามีความโหยหาอยู่ด้วย พวกเขาโหยหาที่จะตกลงไปในเหวลึกนั้น”
“ทำไมล่ะ? ก็เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุขัยสั้น พวกเขายอมสยบต่อสิ่งที่เป็นนิรันดร์ได้ง่าย เช่น การแสวงหาความจริง ในเมื่อสามารถแสวงหาความจริงได้
งั้นความหวาดกลัวที่รกร้าง ยิ่งใหญ่ และสะกดใจแบบนี้ ก็ย่อมสามารถกลายเป็นสัญลักษณ์ในแบบโทเท็มได้เหมือนกัน…”
สิ่งที่เกาเฟิงบรรยายออกมา ล้วนเป็นสิ่งที่เขาได้เข้าใจในระหว่างที่สร้างผลงานลอกเลียนภาพนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอารมณ์ เมื่อเขา
เริ่มระบายความคลุ้มคลั่งของตนเองออกมาทีละคำทีละประโยค บรรยากาศในห้องก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน…น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
มีเพื่อนร่วมชั้นมากกว่าหนึ่งคนที่ฟังไปแล้วก็ขนลุกไปด้วย ในขณะที่พวกเขาพยายามเข้าใจเทคนิคการสร้างสรรค์ของเกาเฟิงอย่างลึกซึ้ง และตีความความหมายเบื้องหลังของผลงานนี้
จินตนาการถึงมนุษย์ผู้สิ้นหวังบนหน้าผาเหล่านั้นที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์สุดสิ้นหวัง รวมถึงสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ที่อาจซ่อนอยู่ในเหวนั้น…
ค่าความมีเหตุผลค่อย ๆ ลดลงอย่างเงียบงัน
1 แต้ม
2 แต้ม
3 แต้ม
…
8 แต้ม
หลังจากเกาเฟิงพูดต่อเนื่องจนปากแห้งเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง
เขาก็เก็บเกี่ยวค่า SAN มาได้ทั้งหมด
8 แต้ม
(จบบท)