- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 49 อาไจ้ผู้ไร้ประโยชน์
บทที่ 49 อาไจ้ผู้ไร้ประโยชน์
บทที่ 49 อาไจ้ผู้ไร้ประโยชน์
ขณะที่ตงฟางปุ๊ป้ายเข้าสู่โรงเตี๊ยมถงฝู กรอกสุราอย่างไม่ยั้ง ณ ดินแดนยุทธภพของราชวงศ์ซ่ง หูอิงผู้ฟันฝ่าทุกขวากหนามก็บรรลุเป้าหมาย เขาพบ ‘หมอเทวดาเซวี่ย’ ผู้มีฉายาศัตรูของพญายม
เมื่อหมอเทวดาเซวี่ยทราบว่าหูอิงเดินทางไกลจากต้าหมิงมาเพื่อพบเขา ก็อดประหลาดใจไม่ได้
แม้เขาจะโด่งดังในยุทธภพ แต่ชื่อเสียงนี้ก็ไม่น่าจะไปไกลถึงแดนต้าหมิงกระมัง?
“ข้าได้รับคำชี้แนะจากท่านฮั่ว ผู้มีวาจาฟันธงไร้พลาด จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากหมอเทวดาเซวี่ย”
หูอิงเล่าเรื่องของฮั่วอิ่นให้หมอเซวี่ยฟัง อีกฝ่ายจึงได้รู้ว่าในต้าหมิงนั้นมีผู้วิเศษอย่างฮั่วอิ่นซ่อนตัวอยู่จริง
น่าเสียดาย วันนี้ตรงกับวันประชุมใหญ่แห่งหมู่บ้านชุมนุมยอดยุทธ์ หมอเซวี่ยไม่มีเวลารักษาเขาในทันที
“โปรดรอสักระยะหนึ่ง”
หมอเซวี่ยกล่าว “ข้าต้องร่วมประชุมเพื่อลงมติปราบเกาหยงหมิ่น สุนัขจากเผ่าคิตันผู้นั้นให้สิ้นเสียก่อน แล้วจะกลับมารักษาเจ้า”
...
...
หนึ่งวันต่อมา
อาจูผู้แสนฉลาดแกมโกงมองหูอิงด้วยความสงสัย
“พี่หู เหตุใดท่านจึงต้องลำบากเดินทางจากต้าหมิงมาเพื่อรักษาโรค?”
หูอิงตอบ “ข้าเคยรักษากับหมอชื่อดังมากมาย แต่ไม่มีผู้ใดรักษาโรคข้าได้ โชคดีที่ได้รับคำชี้แนะจากท่านฮั่ว จึงได้มาพบหมอเทวดาเซวี่ยในครั้งนี้”
เพียงได้เอ่ยชื่อฮั่วอิ่น หูอิงก็พูดไม่หยุด
“ท่านฮั่ว คือหมอดูแห่งยุทธภพต้าหมิง วาจาฟันธง ไม่เคยพลาด แม้แต่ผู้บรรลุขอบเขตปรมาจารย์ยังเคยขอคำพยากรณ์จากเขาอยู่หลายครั้ง!”
อาจูฟังแล้วอ้าปากตาค้าง
“เขารู้ทุกอย่างจริงหรือ?”
หูอิงพยักหน้ารับ
“แน่นอน! ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง ระหว่างทางที่ข้ามานั้น ข้าได้ยินเรื่องแปลกประหลาดมากมาย...”
...
...
นอกด่านเยี่ยนเหมิน
อาจูกับเฉียวฟงได้พบกันอีกครั้ง ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความตื้นตันใจ
“พี่เฉียวฟง ข้ามีวิธีที่จะช่วยให้ท่านพบตัวหัวหน้าใหญ่ได้!”
อาจูมองเฉียวฟง แล้วถ่ายทอดข่าวคราวที่นางได้ฟังจากหูอิงให้เซียวฟงทราบ
เฉียวฟงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
“หากผู้นั้นวาจาฟันธงไร้พลาดได้จริง ย่อมสามารถคำนวณหาตัวหัวหน้าใหญ่ รวมถึงผู้สังหารพ่อแม่บุญธรรมของข้าได้แน่นอน!”
“ต่อให้ไม่แน่ใจ... อย่างไรก็ควรลองดูสักครั้ง เราจะออกเดินทางไปยังต้าหมิงเพื่อค้นหาท่านฮั่ว!”
...
...
ในขณะที่เฉียวฟงกับอาจูออกเดินทาง ทางด้านหูอิงก็ได้รับการรักษาจากหมอเซวี่ยจนหายขาดจากโรคเรื้อรัง
เขากล่าวขอบคุณหมอเซวี่ยไม่หยุด พร้อมทั้งเอ่ยชื่อฮั่วอิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่นานนัก ชื่อเสียงของฮั่วอิ่นก็เริ่มแพร่กระจายสู่ยุทธภพแคว้นซ่ง
บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ
แต่ในบรรดาผู้ที่สิ้นหนทางบางกลุ่ม ก็ยังเลือกจะฝากความหวังไว้กับคนผู้นี้ คนผู้ซึ่งบางคนเรียกว่า ‘ผู้รู้สรรพสิ่งในใต้หล้า’
...
...
เมืองเจ็ดวีรบุรุษ โรงเตี๊ยมถงฝู
หิมะแรกของฤดูหนาวโปรยปรายลงสู่เมืองเจ็ดวีรบุรุษอย่างเงียบงัน
ฮั่วอิ่นก็เปลี่ยนจากชุดบางเบา มาเป็นเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกหนานุ่ม
ในช่วงหลายวันมานี้ ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่มายังโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เพื่อขอคำพยากรณ์จากฮั่วอิ่น กระทั่งร้านค้าโดยรอบก็พากันเปลี่ยนเป็นโรงเตี๊ยมและภัตตาคาร ที่พักราคาสูงก็ยังเต็มแน่นทุกวัน
บัดนี้โรงเตี๊ยมถงฝูกลายเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเจ็ดวีรบุรุษโดยไม่รู้ตัว ผู้คนพลุกพล่านทั้งกลางวันกลางคืน
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? อี้จับซาไปที่หมู่บ้านหมื่นเหมย แล้วประมือกับไซมึ้งซวยเซาะ!”
“ใครจะไม่รู้เล่า! ว่ากันว่าผลคือเสมอกัน!”
“เฮือก! อี้จับซานี่เก่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“แม้เขาไม่ติดอันดับหกจอมกระบี่ที่ท่านฮั่วจัดอันดับไว้ แต่ก็อย่าประมาทเขาเด็ดขาด!”
“ข้าก็ว่างั้น หากมีอันดับที่เจ็ดล่ะก็ คนผู้นั้นย่อมเป็นอี้จับซาแน่นอน!”
ในช่วงนี้ มีข่าวใหญ่สามเรื่องที่ครองพื้นที่ในยุทธภพ
หนึ่ง ตงฟางปุ๊ป้ายทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์
สอง การต่อสู้ระหว่างตงฟางปุ๊ป้ายกับยิ่มอั้วเกี่ย
สาม อี้จับซาประลองกับไซมึ้งซวยเซาะ
เทียบกับสองเรื่องแรกแล้ว การประลองระหว่างสองสุดยอดกระบี่กลับน่าจับตามองยิ่งกว่า
ชื่อเสียงของอี้จับซาพลันลือเลื่องทั่วหล้า จากศึกอันสูสีของเขากับไซมึ้งซวยเซาะ
ขณะที่ผู้คนกำลังวิพากษ์กันอย่างคึกคัก หญิงสาวชุดดำสวมงอบก็ย่างกรายเข้าสู่โรงเตี๊ยมถงฝูอย่างเงียบงัน นางกวาดตามองรอบห้องโถง แล้วหยุดสายตาไว้ที่ฮั่วอิ่น ก่อนจะก้าวเดินเข้าหาอย่างช้า ๆ
เมื่อหญิงผู้นั้นมายืนตรงหน้าโต๊ะของฮั่วอิ่น เสียงพูดคุยโดยรอบก็พลันเงียบลงอย่างพร้อมเพรียง
ทุกคนรู้ดีว่า ผู้มาขอพยากรณ์คนใหม่ได้ปรากฏแล้ว
หญิงสาวมิได้สนใจสายตาเหล่านั้น นางเงยหน้ามองฮั่วอิ่นผ่านม่านบางของงอบ จากนั้นจึงยกมือขึ้น ตบมือติดต่อกันสามครา
แปะ แปะ แปะ
ทันใดนั้นเอง เหล่าผู้ติดตามในชุดดำปิดหน้าราวสามสิบคนก็ทยอยเดินเข้ามา ในมือพวกเขาแบกหีบเหล็กใบใหญ่ทีละใบ เรียงเป็นแถวยาวตรงหน้า
ตึง! ตึง! ตึง!
เมื่อหีบทั้งหลายถูกวางลงข้างกายนางและเปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าผู้คน ก็คือแท่งทองคำแท้จำนวนนับไม่ถ้วน
ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมเงียบงันราวป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องแท่งทองอย่างตกตะลึง
ในอดีตก็เคยมีผู้ใช้จ่ายนับแสนตำลึงเพื่อขอคำพยากรณ์
แต่ล้วนเป็นตั๋วเงินทั้งสิ้น มิใช่ทองคำบริสุทธิ์เช่นนี้!
ฮั่วอิ่นมองแท่งทองที่กองเรียงรายอยู่เบื้องหน้า สีหน้าก็ปรากฏความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย ผู้ที่พกพาตั๋วเงินมากมายออกเดินทาง เขาเคยเห็นมาหลาย แต่ผู้ที่แบกทองแท้เป็นหีบ ๆ ออกมาเช่นนี้... นี่นับเป็นครั้งแรกจริง ๆ
“ท่านฮั่ว” หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ “ขอให้ท่านช่วยพยากรณ์ชะตาของเจี่ยเฮียวฮงให้ข้าด้วย”
เจี่ยเฮียวฮง!
คุณชายสามแห่งหมู่บ้านเทพกระบี่ จักรพรรดิเหนือกระบี่ เจี่ยเฮียวฮง!
เมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ต่างก็หันมาจ้องหญิงสาวด้วยความฉงนสนเท่ห์
นางเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้าทุ่มทองมหาศาล เพียงเพื่อหาตัวเจี่ยเฮียวฮง?
แววตาที่หญิงสาวมองฮั่วอิ่นนั้น เต็มไปด้วยความดื้อรั้น แม้กระทั่งเคลือบแค้น
ฮั่วอิ่นไม่เอ่ยสิ่งใดมาก เพียงวางแผ่นแปดทิศลงบนโต๊ะ พลางกล่าวว่า
“คุณหนูมู่หยง ลักขณาที่ท่านต้องการ อยู่ในนั้นแล้ว”
เมื่อได้ยินเขาเรียกชื่อออกมาเช่นนั้น แววตาหญิงสาวก็ปรากฏความแปลกใจปนซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ก็มิได้ตกใจนัก เพราะทั้งยุทธภพต่างรู้กันดีว่าฮั่วอิ่นนั้น วาจาฟันธง ไม่เคยพลาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ก็ไม่อาจหลบเร้นจากสายตาคู่นั้นได้
เมื่อนางยืนอยู่ต่อหน้าฮั่วอิ่นแล้ว ย่อมเตรียมใจไว้แต่แรก ว่าคงไม่อาจปิดบังตัวตนได้อีก
คิดได้ดังนั้น นางจึงไม่ลังเลอีกต่อไป ค่อย ๆ ยื่นมือขวาแตะลงบนแผ่นแปดทิศ
ชั่วพริบตาที่มือของนางสัมผัสกับผืนแผ่นนั้น แสงหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากกลางแปดทิศ
ทว่าแสงนั้นหาได้สว่างไสวดั่งที่ทุกคนเคยพบเห็นไม่ หากกลับเป็นแสงมัวหม่น แฝงกลิ่นอายอันชราภาพและโรยรา
ภายในแสงสลัวนั้น ผู้คนประหนึ่งได้เห็นเงาร่างผู้หนึ่ง...
ชายผู้มีสภาพอิดโรยจนแทบไม่เหลือเค้าความแข็งแกร่ง แววตาของเขาว่างเปล่า คล้ายไม่หลงเหลือความรู้สึกใดอีก
แต่ในความว่างเปล่านั้น กลับปรากฏบางสิ่งที่แตกต่างออกไป
อิสรภาพ...
นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้สึกได้จากเงาร่างนั้น
ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความขัดแย้งนานัปการ จนทำให้ไม่มีใครมองเห็นได้ชัดเจน
แสงนั้นดับวูบลงก่อนที่ใครจะพินิจได้ลึกซึ้ง
“นั่นคือ... เจี่ยเฮียวฮงหรือ?”
มู่หยงชิวตี๋เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พลางจ้องมองฮั่วอิ่น
ฮั่วอิ่นตอบกลับอย่างราบเรียบว่า “อาไจ้”
“อาไจ้?” มู่หยงชิวตี๋ขมวดคิ้วเอ่ยย้ำด้วยความสงสัย
ฮั่วอิ่นพยักหน้า “อาไจ้ผู้ไร้ประโยชน์”
มู่หยงชิวตี๋ดูเหมือนจะเข้าใจบางสิ่งขึ้นมา นางจ้องฮั่วอิ่นอย่างลึกซึ้ง ก่อนเอ่ยว่า “ขอบคุณ”
จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
นางจะไปตามหาอาไจ้ผู้ไร้ประโยชน์ ตามหาเจี่ยเฮียวฮง!
...
...
มู่หยงชิวตี๋จากไปแล้ว แต่ทองในหีบทั้งหลายกลับยังคงอยู่
ฮั่วอิ่นมองแค่ผ่าน ๆ ก็ประเมินได้ทันทีว่า มีไม่น้อยกว่าสิบหมื่นตำลึงทอง การพยากรณ์ครานี้ ทำให้เขาเข้าใกล้เป้าหมายในการแลกหีบสมบัติเพชรสิบใบไปอีกก้าว
ลุงไป่เดินเข้ามาใกล้ พูดเสียงเบากับฮั่วอิ่นว่า
“ท่านฮั่ว... พวกคนที่มากับนางเมื่อครู่ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดาเลยนะขอรับ”
ฮั่วอิ่นยิ้มบาง เอ่ยว่า “คนของ ‘เทียนจุน’ ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”
ลุงไป่ได้ยินก็อ้าปากค้าง
“พวกนั้นเป็นคนของเทียนจุนงั้นหรือ?”
‘เทียนจุน’ คือขุมกำลังลึกลับที่เพิ่งผงาดขึ้นในยุทธภพไม่กี่ปีมานี้
ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาปรากฏตัวขึ้นอย่างไร รู้เพียงแค่ เมื่อใดที่มีเรื่องยุทธภพ พวกเขาก็มีส่วนอยู่ด้วยเสมอ
ฮั่วอิ่นพยักหน้าเบา ๆ
มู่หยงชิวตี๋ ผู้ก่อตั้ง ‘เทียนจุน’ ผู้นำสูงสุด และเป็นหญิงที่ถูกเจี่ยเฮียวฮงทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
เมื่อแข็งแกร่งขึ้นแล้ว นางก็แค่อยากตามหาชายผู้นั้นเพื่อล้างแค้น นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องผิด แต่ฮั่วอิ่นรู้ดีว่า มู่หยงชิวตี๋ไม่มีวันลืมเจี่ยเฮียวฮงได้
ลุงไป่ยังไม่หายสงสัย เอ่ยถามว่า “เทียนจุนกับเจี่ยเฮียวฮงเกี่ยวข้องกันยังไงหรือ?”
ฮั่วอิ่นเคาะโต๊ะเบา ๆ “หมื่นตำลึง ข้าจะเล่าให้ฟัง”
ลุงไป่หัวเราะแห้ง ๆ ทันที
“ไม่ดีกว่าขอรับ แค่เรื่องเทียนจุนก็ถือว่าข้าได้ยินเกินพอแล้ว...”
พูดจบก็พึมพำในใจว่า เงินร้อยตำลึงยังไม่มี เอาอะไรมาจ่ายหมื่น?
ฮั่วอิ่นมองเขานิ่ง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า
“ลุงไป่ ช่วงนี้มีเรื่องดี ๆ บ้างหรือเปล่า?”
ลุงไป่ดีใจตาโต รีบตอบทันควัน
“มีสิขอรับ มีแน่นอน! เถ้าแก่เพิ่มเงินเดือนข้าอีกหนึ่งเฟิ่นต่อเดือน ท่านฮั่วยังสละเวลายุ่ง ๆ มาใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ ของข้าได้ด้วย นับถือจริง ๆ!”
ฮั่วอิ่น: “???”
ความดีใจที่เขาคาดไว้... ไม่น่าจะเป็นเรื่องนี้นี่นา?