- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 48 ขอบเขตปรมาจารย์
บทที่ 48 ขอบเขตปรมาจารย์
บทที่ 48 ขอบเขตปรมาจารย์
นอกเมืองเจ็ดวีรบุรุษ
ยิ่มอั้วเกี่ยพร้อมพวกอีกสามคนเดินจากโรงเตี๊ยมถงฝูออกมา และมุ่งหน้าสู่เมืองไท่หยวน เพื่อรวบรวมเหล่าศิษย์เก่าผู้ยังจงรักภักดีต่อเขา หวังวางแผนใหญ่ครั้งใหม่
ระหว่างทาง ยิ่มอั้วเกี่ยสีหน้าอึมครึม เอ่ยด้วยความขุ่นเคือง
“ฮั่วอิ่นผู้นั้น กล้าดูแคลนข้า!”
บัดนี้เขาเป็นเพียงอดีตประมุขพรรคสุริยันจันทรา ไร้ทั้งอำนาจและกองกำลัง เว้นเสียแต่ลูกน้องไม่กี่คนที่ยังภักดีต่อเขาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งเดียวที่เขายังพอภาคภูมิใจได้ ก็คงมีเพียงบุตรีที่งามหยดย้อยดั่งดอกฟ้าอย่างยิ่มเอี่ยงเอี้ยงเท่านั้น
เขามาที่โรงเตี๊ยมถงฝูในครานี้ ก็ด้วยหวังจะใช้นางเป็นสะพานสู่ฮั่วอิ่น แต่เขาไม่คาดคิดว่า ฮั่วอิ่นกลับมิได้หวั่นไหวแม้แต่น้อยต่อความงามของยิ่มเอี่ยงเอี้ยง
แผนเชื่อมสัมพันธ์ล่มไม่เป็นท่า แถมยังถูกฮั่วอิ่นตอกกลับอย่างไร้เยื่อใย
หากมิใช่เพราะเขาสู้ฮั่วอิ่นไม่ได้ ป่านนี้คงไม่ยอมปล่อยให้ฮั่วอิ่นได้เดินออกมาอย่างสงบเป็นแน่!
เฮี้ยงหมึ่งทีที่เดินข้าง ๆ เอ่ยแนะขึ้น
“ท่านประมุข ขณะนี้สมาคมใต้หล้ากำลังรุ่งเรือง หากเรายอมสวามิภักดิ์ต่อสงป้า แล้วอาศัยมือเขาทวงตำแหน่งพรรคสุริยันจันทราคืน น่าจะเป็นทางลัดที่ได้ผลนัก!”
ยิ่มอั้วเกี่ยขมวดคิ้วทันที
“สงป้าผู้นั้นทะเยอทะยานเกินใคร หากเรายอมก้มหัวให้เขา ก็มีแต่ถูกใช้งานเป็นเบี้ยหมาก ไม่มีทางได้ประโยชน์อะไรกลับคืน!”
แม้เขาจะโอหัง แต่บางครั้งก็มองการไกลได้อย่างแหลมคม
สุภาษิตว่า ‘กระต่ายตายแล้ว หมาล่าเนื้อก็ถูกฆ่า’ เขาย่อมเข้าใจ
ถึงจะได้รับคำมั่นจากสงป้า แต่เมื่อหมดค่า วันหนึ่งก็ถูกหักหลังได้อยู่ดี
“พึ่งใครไม่เท่าพึ่งตน!”
ยิ่มอั้วเกี่ยรู้ดี คนอื่นพึ่งไม่ได้ มีเพียงตนเท่านั้นที่เชื่อใจได้!
เฮี้ยงหมึ่งทีเห็นเขาหนักแน่นเช่นนั้น ก็ไม่กล่าวต่อ
ขณะนั้นเอง เหล้งฮู้ชงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“ข้ามีข่าวว่า ตงฟางปุ๊ป้ายเคยขอคำพยากรณ์จากฮั่วอิ่น เรื่องที่ตั้งของคัมภีร์ทานตะวันฉบับสมบูรณ์ เกรงว่าในตอนนี้นางจะได้มันมาแล้ว และพลังฝีมือย่อมเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย”
ยิ่มอั้วเกี่ยหรี่ตามองเขา เอ่ยเยาะเย้ย
“เจ้าหวาดกลัวหรือไร? ถ้ากลัวนักก็ถอยเสียแต่ตอนนี้!”
เหล้งฮู้ชงขมวดคิ้วทันที กล่าวเสียงขุ่น
“ท่านอาวุโส ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น...”
ยิ่มเอี่ยงเอี้ยงรีบก้าวเข้ามา ดึงแขนเหล้งฮู้ชงไว้ แล้วหันไปกล่าวกับบิดา
“ท่านพ่อ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ท่านพี่ชงเพียงหวังดีต่อพวกเรา มิได้มีเจตนาอื่นเลย”
ยิ่มอั้วเกี่ยสะบัดแขนพร้อมฮึดฮัด แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก
เหล้งฮู้ชงเองก็เงียบเสียงลงเช่นกัน
ทั้งสี่คนเดินเงียบ ๆ ออกจากเมืองเจ็ดวีรบุรุษ มุ่งหน้าสู่เมืองไท่หยวนโดยมิได้เอ่ยคำใดอีก
ขณะที่พวกเขากำลังจะขึ้นม้า ทันใดนั้นจากฟากฟ้าเบื้องไกล พลันมีเงาร่างในชุดแดงพุ่งทะยานมาดั่งพายุรุนแรง ลงสู่กำแพงเมืองเจ็ดวีรบุรุษอย่างสง่างาม
ในมือของผู้มาใหม่มีไหสุรากวัดขึ้นสูง ก่อนจะกระดกรินดื่มอย่างกล้าแกร่ง เย็นชาพลางองอาจจนสะดุดตาผู้พบเห็น
ทั้งสี่ยอดฝีมือที่กำลังจะออกเดินทางต่างหันขวับมามองโดยพร้อมเพรียง
และเมื่อเห็นชัดว่าเป็นผู้ใด สีหน้าทุกคนก็พลันเปลี่ยนไปทันที
“ตงฟางปุ๊ป้าย!”
ยิ่มอั้วเกี่ยจ้องมองหญิงชุดแดงบนกำแพง ดวงตาเต็มไปด้วยความชิงชัง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น
เฮี้ยงหมึ่งทีรีบชักกระบี่ เตรียมพร้อมรับศึกทันควัน
แต่ตงฟางปุ๊ป้ายกลับไม่สนใจเสียงโวยวายของยิ่มอั้วเกี่ยแม้แต่น้อย ยังคงกระดกสุราจนหมดไห ก่อนจะลดมือลงและก้มสายตาเย็นชามองผู้คนด้านล่าง
น้ำเสียงของนางเย็นเยียบไร้อารมณ์
“ยิ่มอั้วเกี่ย ไม่พบกันเสียนานนะ”
ยิ่มอั้วเกี่ยมองใบหน้าเย่อหยิ่งเย็นชานั้น แล้วก่นด่าเสียงกร้าว
“นังสารเลว!”
ตงฟางปุ๊ป้ายหาได้สนใจคำหยาบคายนั้นไม่
นางเอ่ยเบา ๆ “ผู้ชนะย่อมเป็นราชา ผู้แพ้คือโจร นี่เป็นสัจธรรมแห่งยุทธภพ ยิ่มอั้วเกี่ย ถ้าเจ้าซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลสาบซีหูต่อไป เจ้าก็ยังมีชีวิตต่อได้ แต่เมื่อเจ้าตัดสินใจกลับออกมาอีกครั้ง ก็อย่าได้โทษข้าว่าโหดเหี้ยมไร้ปรานี”
ยิ่มอั้วเกี่ยพอได้ยินก็เดือดดาลสุดขีด ตวาดกลับทันที
“ดี! เช่นนั้นก็ให้ข้าลองดูฝีมือของเจ้าหน่อยเถอะ!”
พลางยกสองมือขึ้นพร้อมกัน ตบฝ่ามือออกไปเบื้องหน้า ทันใดนั้นลมปราณในกายพลันไหลเชี่ยว แผ่พลังดึงดูดมหาศาลออกจากฝ่ามือทั้งสอง
นั่นคือ มหาเวทดูดดาว!
ทว่าตงฟางปุ๊ป้ายกลับยืนนิ่งดุจขุนเขา ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ราวกับไม่รับรู้แรงดึงดูดมหาศาลนั้นเลยสักนิด
นางมองดูยิ่มอั้วเกี่ยที่ออกแรงสุดกำลังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แล้วส่ายหน้าเบา ๆ
“ยิ่มอั้วเกี่ย ดูท่าจะหมดสภาพจริง ๆ ตาเจ้าแล้วล่ะ...”
สิ้นคำ ตงฟางปุ๊ป้ายดีดนิ้วเบา ๆ
ปลายเล็บสีเลือดปลิววูบไปในอากาศ ดั่งเข็มปักลายที่ซุกซ่อนพลังร้ายกาจ
อาศัยแรงดูดจากมหาเวทดูดดาว เข็มล่องลมพุ่งเสียบเข้ากลางฝ่ามือของยิ่มอั้วเกี่ยอย่างแม่นยำ!
“อึก!”
ยิ่มอั้วเกี่ยสะอึกออกมา มหาเวทดูดดาวต้องยุติทันที ทว่าเข็มปักลายนั้นกลับฝังเข้าไปในเส้นลมปราณแขนขวาของเขาเรียบร้อย
หากเขาคิดจะโคจรลมปราณอีกครั้ง เพียงเล็กน้อย...ก็จะปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรงในทันที!
“หนี!”
ยิ่มอั้วเกี่ยไม่คิดจะแสดงความเข้มแข็งใด ๆ เขาหมุนฝ่ามือตบเข้าที่แผ่นหลังของยิ่มเอี่ยงเอี้ยง ส่งนางให้ลอยไปไกลอย่างรวดเร็ว
เหล้งฮู้ชงเห็นดังนั้น ก็รีบติดตามไป
เฮี้ยงหมึ่งทีเองก็ทะยานตามทันที!
“ท่านพ่อ!”
ยิ่มเอี่ยงเอี้ยงหันกลับมามองบิดาอย่างตกใจ เห็นยิ่มอั้วเกี่ยยืนเผชิญหน้าตงฟางปุ๊ป้ายเพียงลำพัง ก็ร้องเรียกเสียงดัง
ทว่าเฮี้ยงหมึ่งทีกลับชักนิ้วจี้จุดบนร่างของนางอย่างรวดเร็ว แล้วแบกนางพุ่งหลบออกจากสนามรบทันที
ตงฟางปุ๊ป้ายเห็นเฮี้ยงหมึ่งทีและเหล้งฮู้ชงพยายามพายิ่มเอี่ยงเอี้ยงหนีไป ก็คิดจะไล่ตามไปฆ่าเสียให้สิ้น
ทว่าทันใดนั้นเอง ยิ่มอั้วเกี่ยกลับใช้มหาเวทดูดดาวอีกครั้ง ดึงเข็มปักลายของตงฟางปุ๊ป้ายเข้าร่างของตนอีกครั้ง!
เขารู้ดีว่า ตนไม่มีวันรอด ฉะนั้นก็ขอใช้ชีวิตตนถ่วงเวลา เพื่อมอบโอกาสให้ยิ่มเอี่ยงเอี้ยงได้หลบหนี
“ตงฟางปุ๊ป้าย! มาสิ! คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า!”
ตงฟางปุ๊ป้ายจ้องเขาด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะหัวเราะเหยียด
“เจ้าน่ะหรือ คู่มือข้า?”
เสียงหวีดแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกันสองสาย!
พร้อมกับเสียงแหวกอากาศดังแหลม เข็มปักลายสองเล่มก็พุ่งตรงเข้าตาทั้งสองข้างของยิ่มอั้วเกี่ยในพริบตาเดียว
“อ๊ากก!”
ยิ่มอั้วเกี่ยร้องลั่น พลางยกมือขึ้นปิดดวงตาที่บัดนี้เจ็บปวดราวกับถูกคมมีดกรีด ความเจ็บลึกถึงจิตใจแทบทำให้เขาคลุ้มคลั่ง!
“ถึงเวลาแล้ว!”
เสียงเย็นเฉียบดังขึ้นข้างหลัง ตงฟางปุ๊ป้ายยืนอยู่เบื้องหลังเขาราวกับภูตผี
ฝ่ามือขวาของนางแปะลงบนกลางหลังของยิ่มอั้วเกี่ย พลังภายในพลันระเบิดออกดั่งพายุ ทลายหัวใจเขาในชั่วพริบตา!
เสียงกระแทกดังสนั่น!
ร่างของยิ่มอั้วเกี่ยปลิวกระเด็นตกกระแทกพื้นโลหิตทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ไร้ซึ่งลมหายใจโดยสิ้นเชิง
ตงฟางปุ๊ป้ายมองศพของยิ่มอั้วเกี่ยด้วยแววตาเย็นชา ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความซับซ้อนอยู่ลึก ๆ
“เจ้ามิสมควรจะกลับออกมาเลยจริง ๆ”
...
...
“สู้กันแล้ว! สู้กันแล้ว!”
ร่างหนึ่งวิ่งพรวดเข้ามาในโรงเตี๊ยมถงฝู พร้อมตะโกนเสียงดังลั่น
บรรดาผู้คนที่กำลังนั่งดื่มกินหันไปมองทันที
“ข้างนอกเมือง! ตงฟางปุ๊ป้ายกับยิ่มอั้วเกี่ยต่อสู้กันแล้ว!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นโดยพลัน
ใครจะคาดคิดว่า ยิ่มอั้วเกี่ยที่เพิ่งออกจากโรงเตี๊ยมได้ไม่ทันไร จะเกิดเรื่องกับตงฟางปุ๊ป้ายเร็วถึงเพียงนี้!
ทุกคนพากันนึกถึงคำพยากรณ์ของฮั่วอิ่นเมื่อครู่
หรือว่า...วันนี้จะเป็นวันตายของยิ่มอั้วเกี่ยจริง ๆ?
ขณะที่ทุกคนเตรียมลุกออกไปดูความวุ่นวายข้างนอก ประตูโรงเตี๊ยมก็ปรากฏร่างหนึ่งในชุดแดง หอบไหสุราเข้ามาอย่างสงบนิ่ง
ตงฟางปุ๊ป้าย!
เมื่อเห็นนาง ทุกคนก็เข้าใจได้ในทันที การต่อสู้นั้น...จบสิ้นลงแล้ว
และผลลัพธ์ก็ไม่ต้องเอ่ยให้มากความ ยิ่มอั้วเกี่ย...พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ และอาจสิ้นชีพไปแล้วด้วยซ้ำ
สายตาทุกคู่จับจ้องตงฟางปุ๊ป้ายด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ กลัวเพียงเงยหน้าขึ้นมาผิดเวลา ก็อาจสิ้นชีพ!
ตงฟางปุ๊ป้ายไม่ใยดีต่อสายตาเหล่านั้น นางเดินตรงมาที่โต๊ะของฮั่วอิ่นอย่างเงียบเชียบ
เมื่อถึงตรงหน้า นางวางตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงลงบนโต๊ะ
“ค่าสุราครั้งก่อน คืนให้หมดแล้ว”
ฮั่วอิ่นเหลือบตามองตั๋วเงินก่อนจะยิ้มบาง รับมาเก็บไว้แล้วเอ่ยว่า
“ถึงกับต้องให้ประมุขตงฟางเดินทางมาเอง ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก”
“ว่าไปแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีกับการเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ของท่านด้วย”
ตงฟางปุ๊ป้ายพยักหน้าเบา ๆ ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดอีก
นางหมุนตัวเดินไปที่ชั้นสุรา หยิบสุราหนึ่งไห แล้วเลือกโต๊ะว่างนั่งลงเงียบ ๆ
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้คนมากมายยังคงมองตงฟางปุ๊ป้ายด้วยสายตาหวาดหวั่นปนตกตะลึง
‘ขอบเขตปรมาจารย์!’
ภายในยุทธภพ...ปรากฏปรมาจารย์อีกหนึ่งคนแล้ว!
ทุกคนต่างเชื่อว่า นางสามารถทะลวงผ่านสู่ขอบเขตนี้ได้ คงเพราะได้ครอบครอง ‘คัมภีร์ทานตะวัน’ ฉบับสมบูรณ์แน่นอน
แต่ก็ไม่อาจเดาได้เลยว่า... ตงฟางปุ๊ป้ายไปพบคัมภีร์ทานตะวันฉบับเต็มนี้จากที่ใดกันแน่?
ขณะที่คนทั้งโรงเตี๊ยมกำลังครุ่นคิด ฮั่วอิ่นก็ได้ยื่นตั๋วเงินนั้นต่อให้เถ้าแก่ถง
เถ้าแก่ถงยิ้มกว้าง รีบรับเงินไว้ แล้วรินสุราให้อีกหนึ่งไห
“ไหนี้ ข้าขอเลี้ยงท่านฮั่ว!”
ฮั่วอิ่นได้ยินก็ยิ้มน้อย ๆ เอ่ยว่า
“เช่นนั้น ขอบคุณเถ้าแก่ด้วยแล้วกัน”