- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 44 ใต้หล้านี้ใครให้หน้าพวกเจ้ากัน
บทที่ 44 ใต้หล้านี้ใครให้หน้าพวกเจ้ากัน
บทที่ 44 ใต้หล้านี้ใครให้หน้าพวกเจ้ากัน
อี้จับซาปรากฏตัวในเมืองเจ็ดวีรบุรุษ ภายในโรงเตี๊ยมถงฝู เพื่อขอคำทำนายจากฮั่วอิ่น โดยถามถึงสุดยอดจอมกระบี่แห่งยุทธภพ ข่าวนี้แพร่กระจายไปดั่งพายุหมุน ครอบคลุมทั่วทั้งยุทธจักรในเวลาอันรวดเร็ว
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจหาใช่อี้จับซาไม่ หากเป็นนามของจอมกระบี่ทั้งหกที่ถูกเอ่ยถึง!
จักรพรรดิกระบี่เจี่ยเฮียวฮง
เทพกระบี่ผู้เปี่ยมด้วยวาสนาอี้น่ำเทียน
เทพกระบี่ไร้ใจไซมึ้งซวยเซาะ
เซียนเหินกระบี่เอี๊ยบโกวเซี๊ย
นักบุญกระบี่ต๊กโกเกี่ยม
และตำนานที่ยังมีชีวิต อู๋เม้ง!
ทั้งหกนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือแห่งวิถีกระบี่ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นที่สุดในหมู่จอมยุทธ์
เพียงแต่น่าเสียดาย ยามนี้บางคนหันหลังให้ยุทธภพ บางคนเลือนหายไร้ร่องรอย เหลือเพียงไซมึ้งซวยเซาะและเอี๊ยบโกวเซี๊ย สองผู้สืบทอดรุ่นใหม่ที่ยังปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชน
ส่วนอี้จับซานั้น แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดกระบี่ระดับหนึ่ง แต่หากเทียบกับชื่อเสียงของหกผู้ยิ่งใหญ่ข้างต้น ก็ยังขาดไปอีกหนึ่งช่วงใหญ่
อย่างไรก็ตาม จากการที่เขาไปหาฮั่วอิ่นเพื่อขอคำพยากรณ์ ดูท่าว่าอี้จับซาคงมีใจคิดจะท้าทายสุดยอดจอมกระบี่ทั้งใต้หล้า!
ผู้คนในยุทธภพต่างพากันคาดเดา ว่าในเวลาไม่นานนี้ อาจจะเกิดคลื่นโลหิตแห่งการประลองระหว่างจอมกระบี่สะเทือนทั่วหล้า!
ทว่าทั้งหมดนั้น สำหรับฮั่วอิ่นแล้ว หาใช่เรื่องเกี่ยวข้อง เขายังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นทุกวัน นั่งอยู่ในห้องโถงของโรงเตี๊ยมเพื่อทำนายชะตาให้ผู้คน
มีคุณหนูใหญ่ที่มาขอคำทำนายเรื่องความรัก
มีบัณฑิตที่มาขอทำนายโชควาสนาในอนาคต
ผู้คนผลัดเปลี่ยนเดินเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย
แต่ฮั่วอิ่นนั้น รับคำทำนายเพียงวันละสามรายเท่านั้น ผู้ใดมาช้า ย่อมต้องรอวันถัดไป
สายฝนแห่งเหมันต์ร่วงหล่นลงมา พร้อมลมหนาวยะเยือก เมื่อสายฝนสองคราร่วงผ่าน เมืองเจ็ดวีรบุรุษก็เย็นลงเรื่อย ๆ เถ้าแก่ถงเตรียมการไว้เรียบร้อยตั้งแต่เช้า จัดวางเตาอังโล่และถ่านไม้ไว้หน้าโต๊ะของฮั่วอิ่น เมื่อฮั่วอิ่นลงจากชั้นบนมา ก็สามารถยกกาน้ำชาจากเตาอังโล่ขึ้นมารินดื่มน้ำชาอุ่น ๆ ได้ทันที
สำหรับการจัดเตรียมของเถ้าแก่ถงนั้น ฮั่วอิ่นพึงใจนัก
แน่นอนว่า...ค่าเตรียมการนี้ก็ต้องมีการตอบแทนด้วยตำลึงเงินอยู่มิใช่น้อย
เพราะอากาศในวันนี้หนาวเย็นยิ่งนัก แขกภายในห้องโถงจึงมีไม่มากนัก เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
ผู้คนเหล่านี้เมื่อเห็นฮั่วอิ่นปรากฏตัว ต่างก็หันไปมองประตูด้วยความคาดหวังว่าผู้มาขอคำพยากรณ์จะก้าวเข้ามา
แต่น่าเสียดาย ขณะนั้นกลับไม่มีใครเข้ามาสักคนเดียว ทำให้เหล่าผู้ที่เสียเงินสิบตำลึงเป็นค่าเข้าชม ต่างรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
“ลุงไป่ เอาเหล้ามาหนึ่งไห”
ฮั่วอิ่นหันไปเรียกลุงไป่
แม้น้ำชาอุ่นจะดีเพียงใด แต่ในยามอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ เหล้าอุ่นหนึ่งจอกจึงถือเป็นสหายที่เหมาะสมที่สุด
ลุงไป่ได้ยินก็รีบยกเหล้าดีมาไหหนึ่ง วางบนเตาอังโล่
พลางถูมือยิ้ม ๆ พูดกับฮั่วอิ่นว่า “อากาศเย็นลงแล้ว คนมาขอคำพยากรณ์ดูจะน้อยลงเหมือนกันนะ”
ฮั่วอิ่นหัวเราะเบา ๆ ตอบว่า “นั่นก็ไม่แปลก”
ในวันที่หนาวเหน็บเช่นนี้ หากมิใช่เหตุจำเป็นจริง ๆ ผู้ใดย่อมอยากหมกตัวอยู่ในห้องอุ่น ๆ การออกมานอกบ้านในสภาพเช่นนี้ ก็ไม่ต่างจากการหาความลำบากให้ตนเอง
ขณะที่ฮั่วอิ่นและลุงไป่กำลังสนทนาอยู่นั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นหน้าประตูโรงเตี๊ยม
ชายกลางคนหน้าตาธรรมดา สวมหมวกมีปีกสีเข้ม สวมเสื้อคลุมสีขาว ทับด้วยหนังจิ้งจอก เดินฝ่าลมหนาวเข้ามาช้า ๆ ตรงมายังเบื้องหน้าของฮั่วอิ่น
เมื่อทุกคนเห็นชายผู้นั้นเดินมายังหน้าฮั่วอิ่น ต่างก็รู้ในทันทีว่าคงมาเพื่อขอคำพยากรณ์ ดวงตาทั้งหลายก็พลันสว่างวาบขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา
ชายกลางคนนั้นประสานมือคารวะฮั่วอิ่น กล่าวว่า “ข้าน้อยแป๊ะเฮียวเซ็งแห่งผิงหู ขอคารวะท่านฮั่ว”
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นทั่วห้องโถงทันทีเมื่อชายผู้นั้นเอ่ยนามของตน
ชื่อของ "แป๊ะเฮียวเซ็งแห่งผิงหู" นั้น นับว่าดังกระฉ่อนไปทั่วยุทธภพ
ผู้คนมากมายที่ท่องยุทธภพล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของเขา
หาใช่เพราะฝีมืออันเกรียงไกร แต่เพราะเขาคือผู้เชี่ยวชาญข่าวสาร และเป็นผู้จัดทำ 'สารานุกรมศาสตรา'
ในยุทธภพนี้ มีทั้งสุดยอดวิชาและศาสตราเทพนับไม่ถ้วน
สิ่งที่แป๊ะเฮียวเซ็งทำ คือรวบรวมข่าวคราว ไม่ว่าจะได้เห็นกับตา หรือได้ยินจากผู้อื่น แล้วจัดอันดับสิ่งเหล่านี้ไว้ใน 'สารานุกรมศาสตรา' ให้ผู้คนในยุทธภพได้เปิดโลกทัศน์
ทว่ายุทธจักรกว้างใหญ่ไพศาล ศาสตราเทพมากมายจนยากจะนับ แม้ผ่านมาหลายสิบปี สารานุกรมของแป๊ะเฮียวเซ็งยังเก็บไม่ครบถ้วน
ฮั่วอิ่นมองชายผู้นั้นที่ยืนอย่างสุภาพตรงหน้า แล้วยิ้มน้อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า
“แป๊ะเฮียวเซ็งแห่งผิงหู ข้าได้ยินชื่อมานาน”
แป๊ะเฮียวเซ็งหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวตอบ “ข้าก็แค่คนธรรมดาผู้หนึ่ง จะไปเทียบได้กับท่านฮั่ว สี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกรผู้ลือชื่อได้อย่างไร”
ฮั่วอิ่นยกมือขึ้นโบกเบา ๆ พลันมีม้านั่งตัวหนึ่งลอยมาตั้งลงข้างแป๊ะเฮียวเซ็งอย่างพอดิบพอดี
เขาผายมือเชื้อเชิญ “เชิญนั่ง”
แป๊ะเฮียวเซ็งก็มิได้เกรงใจ นั่งลงทันที
เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาไอเบา ๆ หนึ่งครั้ง จากนั้นกล่าวต่อ
“ชื่อเสียงของท่านฮั่ว ข้าได้ยินจนแทบจะกลายเป็นตำนาน ว่ากันว่าปากเหล็กฟันธง ไม่แม่นไม่เอาเงิน ข้าจึงมาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง หวังเพียงว่าท่านจะกรุณาไขข้อข้องใจให้แก่ข้าผู้หนึ่ง”
ฮั่วอิ่นเคาะโต๊ะเบา ๆ สองที แววตาราบเรียบ
มาขอปรึกษา? ได้แน่นอน
แต่ก่อนจะสนทนาเรื่องใด ต้องจ่าย "เงินค่าคำนวณโชคชะตา" เสียก่อน
หากหวังจะเอาเปรียบโดยไม่เสียสิ่งใดแล้วได้คำตอบกลับไป เรื่องเช่นนี้...ในโลกของฮั่วอิ่น ไม่มีทาง
แป๊ะเฮียวเซ็งเห็นท่าทางของฮั่วอิ่นก็เข้าใจทันที เขาควักตั๋วเงินมูลค่าร้อยตำลึงเงินจากในแขนเสื้อ แล้ววางเบื้องหน้าฮั่วอิ่น
“ท่านฮั่ว ข้าน้อยยากจน หาได้มีทรัพย์มากมาย แต่โปรดรับไว้ด้วยเถิด”
ฮั่วอิ่นยิ้มบาง ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“เงินค่าคำนวณโชคชะตานั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถและน้ำใจของแต่ละบุคคล ข้าจะไปรังเกียจอันใดได้”
เมื่อเห็นว่าฮั่วอิ่นตอบรับ แป๊ะเฮียวเซ็งก็พูดต่อทันที
“ข้าเดินทางในยุทธภพมาหลายปี ใฝ่ฝันจะจัดทำสารานุกรมศาสตราให้ครบถ้วน หวังให้ผู้คนรู้จักยอดศาสตราทั้งใต้หล้า แต่จนบัดนี้แม้เวลาจะล่วงเลยนับสิบปี ก็ยังทำได้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น”
“ไม่นานมานี้ ข้าได้ยินมาว่าท่านฮั่วเคยกล่าวถึงหกจอมกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าจึงอดสงสัยมิได้ว่า กระบี่ของผู้ใดในหกท่านนั้นคือกระบี่ที่ทรงพลังสูงสุดในใต้หล้า? หวังว่าท่านฮั่วจะกรุณาชี้แนะให้ผู้ด้อยเช่นข้าได้กระจ่างใจ”
เมื่อแป๊ะเฮียวเซ็งกล่าวจบ ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างพากันตั้งใจฟังยิ่งขึ้น
จอมกระบี่ทั้งหกล้วนเป็นยอดฝีมือแห่งกระบี่ กระบี่ในมือของแต่ละคนย่อมไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ
แต่ตามที่คนโบราณว่าไว้ "หมึกไม่มีอันดับหนึ่ง กระบี่ไม่มีอันดับสอง" ไม่ว่าเรื่องใด หากเกี่ยวข้องกับยุทธภพแล้วย่อมต้องมีการจัดลำดับ
ผู้คนทั้งหลายต่างกระหายใคร่รู้ว่า ฮั่วอิ่นจะตอบคำถามของแป๊ะเฮียวเซ็งอย่างไร
ภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคน ฮั่วอิ่นมิได้ยกนิ้วคำนวณทันที หากแต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงสงบ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า กระบี่ของจอมยุทธ์ทั้งหกนั้นมีชื่อว่าอะไร?”
แป๊ะเฮียวเซ็งพยักหน้าตอบว่า “ข้ามิเคยได้เห็นกับตา แต่เรื่องราวของพวกเขานั้นเคยได้ยินมามาก ตำนานแห่งยุทธภพ อู๋เม้ง ใช้กระบี่ชื่อ ‘กระบี่วีรบุรุษ’ เจี่ยเฮียวฮง ใช้ ‘กระบี่เทพตระกูลเจี่ย’ ไซมึ้งซวยเซาะ ใช้กระบี่ปลอกดำเก่าแก่ เอี๊ยบโกวเซี๊ย ใช้กระบี่ชื่อ ‘เฟยหง’ นักบุญกระบี่ต๊กโกเกี่ยม ใช้ ‘กระบี่อู่ซวง’ ส่วนเทพกระบี่อี้น่ำเทียน ใช้ ‘กระบี่ชุนเอี๊ยงอู๋จี๋’”
เมื่อทุกคนได้ยินแป๊ะเฮียวเซ็งร่ายชื่อกระบี่ทั้งหกออกมาราวกับจำได้ขึ้นใจ สีหน้าแต่ละคนก็ปรากฏแววตื่นเต้น
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเพียงรู้ว่าจอมกระบี่เหล่านี้เก่งกล้า แต่ไม่เคยรู้เลยว่า กระบี่ที่พวกเขาถืออยู่นั้นมีชื่อเรียกอย่างไร
บัดนี้ได้ยินจากปากแป๊ะเฮียวเซ็งเอง วันหน้าเมื่อไปพบเจอผู้อื่น ก็มีเรื่องไว้โอ้อวดสักหน่อย
สิบตำลึงเงินที่จ่ายเป็นค่าเข้าในวันนี้ นับว่าคุ้มค่า!
ฮั่วอิ่นฟังคำของแป๊ะเฮียวเซ็งแล้วพยักหน้าเบา ๆ “เจ้าว่ามาถูกต้อง กระบี่ที่เจ้ากล่าวมานั้นเป็นของพวกเขาจริง แต่ว่า หากจะเอ่ยถึง ‘กระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า’ แล้วไซร้ กระบี่ทั้งหกนี้ยังยากจะได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์”
ถ้อยคำนี้ทำให้ทุกคนถึงกับตะลึง
กระบี่ของหกจอมยุทธ์ผู้เป็นราชันแห่งวิถีกระบี่ยังไม่อาจเรียกว่า ‘ที่สุดในใต้หล้า’
ถ้าเช่นนั้น กระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด...อยู่ในมือผู้ใดกันแน่?
ไม่เพียงผู้คนรอบข้าง แม้แต่แป๊ะเฮียวเซ็งเองก็อดไม่ได้ที่จะคันใจ
เขาเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “ไม่ทราบว่ากระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า...อยู่ในมือผู้ใดกันแน่?”
ขณะที่ทุกคนตั้งใจรอฟังคำตอบ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังมาจากหน้าประตู
ชายสี่คนเดินเข้ามาในห้องโถงโรงเตี๊ยม
ผู้นำหน้ามีโหนกแก้มสูง หน้าตาเคร่งขรึม หนวดเคราแซมขาวไม่หนาแน่นนัก ริมฝีปากล่างย้อยลงเล็กน้อย ทำให้ใบหน้ายิ่งดูน่าเกรงขาม เขาชื่อ จ้าวเจิ้งอี้ ผู้คนในยุทธภพเรียกขานเขาว่า ‘หน้าดุไร้อคติ’
ด้านหลังเขา เป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าแดงเข้ม หนวดเครายาวถึงท้อง สวมเสื้อคลุมไหมม่วงลายกลุ่มดอกไม้ สายตาคมกริบ ทุกอิริยาบถล้วนแสดงออกถึงอำนาจ เขาชื่อ ฉินเซี่ยวอี๋ ยุทธจักรขนานนามว่า ‘ใจเหล็กสั่นสะเทือนแปดทิศ’
บุรุษคนที่สามผอมบางดั่งลำไผ่ สีหน้าซีดเซียวคล้ายคนป่วย แต่เสียงพูดกลับแจ่มชัดมีพลัง เขาคือ ‘ฝ่ามือเมฆา’ กงซุนม๋ออวิ๋น หนึ่งในสิบสี่จอมยุทธ์แห่งเมฆา
ส่วนคนสุดท้าย รูปลักษณ์เหมือนเศรษฐีใจดี เต็มไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ดูอ่อนโยนเป็นมิตร เขาคือ เถียนฉี แห่งยุทธภพ
อย่าหลงเชื่อรอยยิ้มของเขา เพราะเมื่อเปลี่ยนสีหน้าแล้ว เขาฆ่าได้โดยไม่กระพริบตา...
ทั้งสี่เดินมาถึงหน้าโต๊ะของฮั่วอิ่น สายตาเย็นชาจับจ้องมาทางเขาอย่างอาฆาต
ฮั่วอิ่นเงยหน้ามองพวกเขา สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย กล่าวอย่างราบเรียบ “ท่านทั้งหลาย...มาขอคำพยากรณ์หรือ?”
จ้าวเจิ้งอี้ซึ่งเดินนำหน้ากล่าวเสียงเย็น “เจ้าสังหารบุตรชายของท่านโซ่วฮุ้น เราทั้งสี่ล้วนเป็นสหายของเขา!”
ฮั่วอิ่นได้ยินเช่นนั้น ก็เอ่ยอย่างสงบ “ที่แท้...ก็มาเพื่อแก้แค้น”
จ้าวเจิ้งอี้มองเขาลึก ๆ แล้วกล่าวต่อ “เรารู้ดีว่า สู้เจ้ามิได้”
ฮั่วอิ่นยิ้มมุมปากเล็กน้อย “แล้วไงเล่า?”
“เพราะเหตุนี้ เราจึงอยากขอเปลี่ยนรูปแบบการประลอง หากเจ้าพ่ายแพ้...จงฆ่าตัวตายชดใช้!”
ฮั่วอิ่นมองใบหน้าท่าทีเคร่งขรึมอวดธรรมะของจ้าวเจิ้งอี้ รอยยิ้มบนริมฝีปากกลับยิ่งแผ่กว้างขึ้น
ในพริบตานั้น เขายกมือขวาขึ้น ดรรชนีกระบี่หกชีพจรทะยานออกต่อเนื่อง!
สายกระบี่คมกริบพุ่งจากปลายนิ้ว กระแทกเข้าที่อกของชายทั้งสี่อย่างแม่นยำ
ผัวะ!
ทั้งสี่กระเด็นออกไปพร้อมกัน เลือดทะลักออกจากปากอย่างควบคุมไม่อยู่
ฮั่วอิ่นมองพวกเขานอนแน่นิ่งบนพื้น ดวงตาเย็นชาราวคมกระบี่ กล่าวเสียงเหี้ยม
“เปลี่ยนรูปแบบการประลองงั้นหรือ? ใครให้หน้าพวกเจ้ามาพูดคำเช่นนี้กัน!”