- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 37 อาฮุย
บทที่ 37 อาฮุย
บทที่ 37 อาฮุย
ยามเฉิน (07.00 – 09.00 น.)
เมื่อฮั่วอิ่นก้าวลงมาจากชั้นบน ก็พบว่าบริเวณโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมถงฝูแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
เขาจึงยิ้มพลางถามเถ้าแก่ถงว่า “พวกนี้ล้วนจ่ายค่าเข้ากันหมดแล้วหรือ?”
เถ้าแก่ถงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว หน้าตาเปื้อนรอยยิ้มสดใส “จ่ายหมดแล้วเจ้าค่ะ คนละสิบตำลึง! แถมยังมีอีกหลายคนที่เหมาจ่ายรายเดือนด้วย!”
ขณะกล่าว ใบหน้าของเถ้าแก่ถงก็ยิ่งฉายแววพอใจ นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งโรงเตี๊ยมถงฝูของตนจะรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ ถึงกับเก็บค่าผ่านประตูได้
เพียงแค่เปิดประตูวันเดียว ยังมิทันขายอะไร ก็โกยเงินได้กว่าพันตำลึงเงินเข้าแล้ว
ช่างสะใจนัก!
แน่นอนว่า เงินกว่าพันตำลึงนั้น มีครึ่งหนึ่งต้องแบ่งให้ฮั่วอิ่น
เพราะความคิดนี้เป็นของฮั่วอิ่น และผู้คนเหล่านี้ก็ยอมจ่ายค่าผ่านประตูเพราะเขา หากไม่มีฮั่วอิ่นอยู่ประจำโรงเตี๊ยม ที่นี่ก็คงเป็นแค่โรงเตี๊ยมธรรมดาแห่งหนึ่งเท่านั้น
ฮั่วอิ่นกวาดตามองรอบห้อง มองดูเหล่าผู้คนในยุทธภพที่กำลังจับจ้องมาที่เขาด้วยสายตาหลากหลาย แล้วจึงเอ่ยกับเถ้าแก่ถงว่า
“ดูท่าค่าผ่านประตูยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”
สิบตำลึงเงินนั้น สำหรับคนธรรมดานับว่ามากนัก แต่สำหรับผู้โลดแล่นในยุทธภพ กลับไม่นับว่ามากเท่าใด
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ตั้งกฎไว้แล้ว เขาย่อมไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งง่าย ๆ
สิบตำลึงก็สิบตำลึง ได้เท่านี้ก็นับว่าดีแล้ว
หลังจากฮั่วอิ่นนั่งลง ก็มีผู้หนึ่งก้าวเข้ามา ประสานมือคารวะพลางกล่าว
“ท่านฮั่ว ข้ามาวันนี้ก็เพื่อขอคำทำนายจากท่าน!”
พูดจบ เขาก็วางตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงลงบนโต๊ะเบื้องหน้าฮั่วอิ่น
ฮั่วอิ่นมิได้ตื่นเต้นใด ๆ เพราะเคยชินกับการพบเจอเงินก้อนโตอยู่แล้ว
ผู้ขอคำทำนายเห็นฮั่วอิ่นเงียบไป จึงเอ่ยต่อว่า
“ข้าอยากขอให้ท่านฮั่วชี้ทางให้…”
ระหว่างกล่าว เขาก็พลันก้าวขึ้นหน้า มือขวาฉับพลันปรากฏมีดสั้นคมกริบ แทงตรงเข้าหาลำคอของฮั่วอิ่น!
เสียงโลหะกระทบดัง "เคร้ง!"
คมมีดปักลงบนลำคอของฮั่วอิ่นอย่างแม่นยำ ทว่า ภาพเลือดทะลักกลับไม่ปรากฏ ราวกับแทงใส่แผ่นเหล็กหนา ไม่แม้แต่จะสร้างบาดแผลให้แก่ผิวหนัง!
เห็นดังนั้น สีหน้าของผู้ลงมือก็เปลี่ยนไปทันที แสดงความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
ผู้คนภายในโรงเตี๊ยมต่างก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ ใบหน้าทุกคนล้วนฉายแววตกใจ
จู่ ๆ ก็มีคนลอบสังหาร!
แต่การป้องกันของฮั่วอิ่นนั้นก็ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก!
“เป็นไปได้อย่างไร!”
ผู้ลอบสังหารไม่อาจเชื่อสายตาตนเองได้ เขาไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่ลำคอแข็งแกร่งถึงขั้นที่มีดสั้นไม่อาจแทงทะลุได้เลย
ฮั่วอิ่นจ้องมองชายเบื้องหน้า สีหน้ายังคงนิ่งสงบดั่งเดิม
แต่แท้จริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ เขาก็ล่วงรู้เจตนาไม่ชอบมาพากลของผู้นี้แล้ว
ทว่าผู้นั้นกลับเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธระดับเหนือนภา มิอาจเปรียบกับฮั่วอิ่นที่มีระบบปกป้องไม่อาจพ่าย แถมยังมีร่างกายคงกระพันเช่นกายาวัชระคงกระพัน เขาย่อมไม่รู้สึกยำเกรงแม้แต่น้อย
"เจ้าคงเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ติดตามลิ้มเซียนยี้ใช่หรือไม่?"
ฮั่วอิ่นเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ขณะมองจ้องชายผู้นั้น
เมื่อได้ยินถ้อยคำของฮั่วอิ่น สีหน้าชายผู้นั้นพลันแปรเปลี่ยนอย่างชัดเจน
เขาส่ายหน้ารัวเร็วพลางตอบเสียงสั่น “เปล่า ข้าเปล่า! ข้ามิใช่...มิใช่ผู้ติดตามของลิ้มเซียนยี้! ข้าแค่...ไม่ชอบหน้าท่านเท่านั้น!”
ฮั่วอิ่นมองดูลีลาคล้ายจะปิดบังของอีกฝ่าย พลางส่ายหน้าเบา ๆ
ชายผู้นี้ชัดเจนว่าโดนวางยาแห่งความลุ่มหลงอย่างรุนแรงนัก แม้จะถึงเพียงนี้ ยังอุตส่าห์ปกป้องลิ้มเซียนยี้ไม่เลิก
คิดถึงเพียงเท่านี้ ฮั่วอิ่นก็เอ่ยว่า “เจ้าฟันข้าหนึ่งที ข้าตอบกลับคืนหนึ่งกระบวนท่า ถือเป็นธรรม”
เมื่อสิ้นคำ ฮั่วอิ่นยกมือชี้ ดรรชนีเอกสุริยันก็แผ่พลังพุ่งทะยานไปยังลำคอของชายผู้นั้น
พลังนิ้วแทงทะลุลำคอในพริบตา เลือดแดงฉานพวยพุ่งราวบุปผาเลือดผลิบาน!
ปัง!
ฮั่วอิ่นไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาสะบัดฝ่ามืออีกครั้ง ฝ่ามือหอบแรงลมพัดกระเซ็นโลหิตทั้งหมดให้ปลิวว่อนออกไปยังทางประตูโรงเตี๊ยม เขาไม่ประสงค์ให้เลือดเปรอะเปื้อนพื้นกระเบื้องของโรงเตี๊ยมถงฝูแม้แต่น้อย
ร่างของชายผู้นั้นพร้อมโลหิตก็ลอยออกจากโรงเตี๊ยมไปในคราวเดียว
ชาวเมืองที่ผ่านไปมาเห็นเหตุการณ์ต่างก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ บ้างรีบถอยห่าง บ้างก็ยืนอ้าปากค้างอยู่ที่เดิม พลางซุบซิบกันไม่หยุด
ขณะที่เหล่าผู้คนในโรงเตี๊ยมถงฝูกลับมิได้มีใครคิดว่าฮั่วอิ่นทำเกินกว่าเหตุ
ในยุทธภพ ใครคิดฆ่าเรา เราก็ฆ่ากลับ คนที่เป็นฝ่ายรุกก่อนแต่ฝีมือด้อยกว่าแล้วพลาดท่าตายไป ก็ถือว่าสมควรแล้ว
หลังจากจัดการเสร็จสิ้น ฮั่วอิ่นก็หยิบตั๋วเงินบนโต๊ะขึ้นมา
เขาคีบมันด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เพียงสองนิ้ว แล้วหมุนเบา ๆ ...เพียงชั่วครู่ปลายนิ้วทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นสีเทา
แต่นั่นก็อยู่ไม่นาน สีเทาก็จางหาย กลับกลายเป็นสีเนื้อดังเดิม
ฮั่วอิ่นเห็นดังนั้น ก็แค่นหัวเราะเบา ๆ
“รู้ว่าข้าต้องเก็บเงิน จึงวางยาพิษไว้ในตั๋วเงิน ช่างเจ้าเล่ห์เหลือร้ายจริง ๆ”
พูดจบเขาก็เก็บตั๋วเงินลงไปในอกเสื้อ แล้วก็ลงมือดื่มชาอย่างสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนหน้า
ผู้คนในโรงเตี๊ยมถงฝูเมื่อเห็นกิริยาสงบราวน้ำนิ่งในฤดูใบไม้ผลิของฮั่วอิ่น ต่างก็รู้สึกนับถืออยู่ในใจ
หากเป็นพวกเขาแล้วถูกลอบสังหาร แม้จะพลิกสถานการณ์ได้ ก็ยังอดแสดงความโกรธเกรี้ยวไม่ได้
แต่น้ำเสียงของฮั่วอิ่นกลับนิ่งดั่งพญาเหยี่ยวยามยืนอยู่เหนือขุนเขา
ใจกล้าดังนี้ จิตมั่นคงเช่นนี้ ใช่ว่าใครจะเทียบเทียมได้
...
...
บนถนนสายหนึ่ง
ยามที่ซิ้งปู้เถานำผู้คนมารับศพออกไป ผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์ต่างก็แยกย้ายกันไป
ในกลุ่มฝูงชน เงาร่างกำยำไม่ต่ำกว่าห้าคนสบตากันครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพากันเดินเข้าไปในโรงสุราแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง และนั่งลงที่โต๊ะเดียวกัน
"จ้าวเจี๋ยตายแล้ว"
"ข้าเห็นกับตา!"
"พวกเราทุกคนก็เห็นกับตา!"
"พวกเราสู้เขาไม่ได้แน่..."
เสียงสนทนาของแต่ละคนล้วนแฝงความเคร่งเครียด สีหน้าทุกคนต่างเคร่งขรึม
พวกเขามาจากทั่วทุกสารทิศ เดิมทีไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เพราะนามของลิ้มเซียนยี้จึงทำให้มาพบกัน
แต่เดิมพวกเขาเป็นคู่แข่ง แต่บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ ล้วนตั้งใจจะล้างแค้นแทนลิ้มเซียนยี้!
ศัตรูของพวกเขา มีเพียงหนึ่งเดียว คือ ฮั่วอิ่น ผู้ทำลายชื่อเสียงของลิ้มเซียนยี้!
ในสายตาพวกเขา ไม่มีสตรีใดในใต้หล้าเทียบได้กับความงามและความบริสุทธิ์ของนาง และเพราะเหตุนั้น ฮั่วอิ่นต้องตาย!
แต่จ้าวเจี๋ยกลับกลายเป็นศพไปแล้ว...
พวกเขาต่างอยู่ในระดับขั้นเหนือนภา ฝีมือพอ ๆ กับจ้าวเจี๋ย
ฮั่วอิ่นสามารถสังหารจ้าวเจี๋ยได้ดั่งเชือดไก่ ย่อมแสดงว่าสามารถฆ่าพวกเขาได้เช่นกัน
"พลังป้องกันของเขาร้ายกาจเกินไป มีดแทงไม่เข้าเลยด้วยซ้ำ!"
"พวกเราคงไม่มีโอกาสลงมือด้วยซ้ำ!"
ทุกคนต่างแสดงความสิ้นหวัง ยิ่งคิดยิ่งขัดเคือง
แต่แล้ว ในขณะที่ทุกคนกำลังกลัดกลุ้ม ร่างหนึ่งก็เดินผ่านหน้าร้านไป ทำให้ผู้คนเหล่านี้หันไปมองพร้อมกัน
"ดูนั่น!"
"นั่นมันคนของเซียวลี้ทั่นฮวา (ลี้น้อยผู้สอบจอหงวนได้ที่ ๓ ) ไม่ใช่หรือ!"
"คล้ายจะชื่อ...อาฮุย?"
"เขามาทำอะไรที่นี่ หรือว่าจะมาเพื่อแทนคุณลิ้มเซียนยี้ด้วย?"
"ไปดูให้ชัดกันเถอะ!"
พูดจบ ทุกคนก็พากันลุกจากโรงสุรา ไม่ใกล้ไม่ไกล ติดตามร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมถงฝู
เด็กหนุ่มคนนั้นมีคิ้วหนา ดวงตาคมโต ริมฝีปากบางแนบสนิทเป็นเส้นตรง จมูกโด่งทำให้ใบหน้าของเขาดูผอมเพรียว ใบหน้านี้ทำให้คนจินตนาการถึงหินงอกแข็งแกร่ง
ดื้อรั้น มุ่งมั่น เย็นชา ไม่ใส่ใจสิ่งใด ไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง
นี่ยังเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างยิ่ง แม้จะยังเยาว์วัย ไม่งดงามแบบที่สุกงอม แต่ก็ดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างง่ายดาย
ยามที่เขาก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยมถงฝู เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นศูนย์กลางของสายตาทั้งหมด
ผู้คนต่างมองใบหน้าหล่อเหลาของเขา แต่มีเพียงฮั่วอิ่นผู้เดียว ที่จ้องมองไปยังกระบี่ที่ข้างเอวของเขา
พูดให้ถูก ต้องบอกว่า ของสิ่งนั้น แทบไม่อาจเรียกว่ากระบี่
มันก็เป็นเพียงแผ่นเหล็กยาวประมาณสามฉื่อเศษ ไม่มีแม้แต่คมกระบี่ หรือด้ามกระบี่ กระทั่งด้ามจับก็มิได้มี
ใช้เพียงแผ่นไม้เนื้อนุ่มสองชิ้นตอกตรึงไว้ที่ด้านหนึ่ง นั่นก็ถือว่าเป็นด้ามกระบี่แล้ว
ผู้อื่นอาจเห็นว่ากระบี่ของเด็กหนุ่มนั้นเป็นเพียงของประดับ หรือแม้แต่ของเล่น แต่ฮั่วอิ่นรู้แน่ชัดว่านั่นคือกระบี่สังหาร!
และยังเป็นกระบี่ที่ไวที่สุดในยุทธภพ!
ในขณะที่ฮั่วอิ่นกำลังพินิจกระบี่เล่มนั้น เจ้าของกระบี่ เด็กหนุ่มนามว่าอาฮุย ก็เดินมาถึงเบื้องหน้าเขาแล้ว
ดวงตาคู่นั้นของอาฮุยแน่วแน่เด็ดเดี่ยว จ้องมองฮั่วอิ่นอย่างเคร่งขรึม
"ท่านฮั่ว"
อาฮุยเอ่ยราวกับต้องการยืนยันบางสิ่ง
ฮั่วอิ่นมองเขาด้วยแววตายากหยั่งรู้ เอ่ยว่า "ข้าคือฮั่วอิ่น"
เมื่อได้ฟังคำตอบ อาฮุยก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "ท่านไม่ควรปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น นางเศร้าใจมาก"
ฮั่วอิ่นถอนหายใจเบา ๆ
เขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ ตกหลุมรักลิ้มเซียนยี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
ไม่ต่างจากบุรุษนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างคือ บุรุษเหล่านั้นล้วนได้ครอบครองร่างของลิ้มเซียนยี้แล้ว มีแต่เพียงอาฮุย ที่มองนางราวกับเป็นดรุณีบริสุทธิ์จากสวรรค์ และด้วยเหตุนั้นเอง จึงถูกนางกลืนกินจนหมดสิ้น
ฮั่วอิ่นเอ่ยกับอาฮุยว่า "ชื่อเสียงของข้านั้นเกริกไกรในยุทธจักร เจ้าย่อมเคยได้ยินมา ข้าเพียงพูดความจริงเท่านั้น หาได้เจตนาจะทำร้ายผู้ใด"
อาฮุยนิ่งเงียบ เพราะเขารู้ ว่าสิ่งที่ฮั่วอิ่นพูดนั้นมิใช่ความเท็จ
ตลอดทางที่เขาเดินทางมา ได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับฮั่วอิ่น ทั้งผู้ทรงอิทธิพลในยุทธภพ หรือแม้แต่คนธรรมดา ก็เคยมาขอให้ฮั่วอิ่นดูดวงชะตาให้
ตราบใดที่เงินค่าคำนวณโชคชะตาถูกต้อง ฮั่วอิ่นจะว่าทุกสิ่งที่เขารู้ และทุกถ้อยคำนั้นไม่เคยผิดพลาด
ดังนั้นเมื่อฮั่วอิ่นพูดว่า ลิ้มเซียนยี้มิใช่โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ ก็หาใช่คำโกหกเจตนาร้ายไม่
สำหรับเขาแล้ว ลิ้มเซียนยี้จะงามเป็นอันดับหนึ่งหรือไม่นั้นไม่สำคัญเลย แต่ลิ้มเซียนยี้ใส่ใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะเช่นนั้น เขาจึงจำต้องมาพบฮั่วอิ่นด้วยตนเอง
เขายื่นมือไปยังเอวตนเอง
แต่หาใช่เพื่อชักกระบี่ไม่ เขาเพียงหยิบเศษตำลึงเงินไม่กี่ชิ้นออกมา
"ข้าอยากรู้ว่าเหยี๋ยนอิ๋งอยู่ที่ใด"
อาฮุยวางตำลึงเงินเหล่านั้นไว้ตรงหน้าฮั่วอิ่น เขามาขอคำทำนาย
ขอเพียงรู้ว่าเหยี๋ยนอิ๋งอยู่ที่ใด แล้วไปหานาง ฆ่านางเสีย ลิ้มเซียนยี้ก็จะกลายเป็นโฉมงามอันดับหนึ่ง นี่คือวิธีที่เขาเห็นว่าเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดตลอดทางที่เดินทางมา
แท้จริงแล้วเขาหาใช่คนที่ชอบสังหารผู้บริสุทธิ์ไม่
แต่เขารักลิ้มเซียนยี้อย่างสุดหัวใจ ทุกคราวที่คิดถึงใบหน้าแสนเศร้าใจของนาง หัวใจเขาก็พลันรวดร้าวยิ่งนัก
เพื่อให้ลิ้มเซียนยี้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง เขาจำต้องตัดใจ ทำลายหลักยึดถือของตน
ลิ้มเซียนยี้ช่างโหดร้ายต่ออาฮุยยิ่งนัก ย้อนรำลึกถึงคราวอ่านนิยายเรื่องนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกชังนางอย่างสุดจิต เพราะนางเล่นยั่วเย้าและบงการความรู้สึกของอาฮุยจนป่นปี้