- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 36 ลิ้มเพ้งจือกับทางเลือกของเขา
บทที่ 36 ลิ้มเพ้งจือกับทางเลือกของเขา
บทที่ 36 ลิ้มเพ้งจือกับทางเลือกของเขา
เมื่อฮั่วอิ่นใคร่ครวญรายละเอียดบางประการจนถ่องแท้แล้ว ก็กล่าวกับลิ้มเพ้งจือว่า
"พรรคสุริยันจันทรา นับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม"
ลิ้มเพ้งจือได้ฟังก็เผยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนกล่าวว่า
"แต่พรรคสุริยันจันทรานั้นเป็นพรรคมารมิใช่หรือ..."
แม้ลิ้มเพ้งจือจะไม่เคยข้องเกี่ยวกับพรรคสุริยันจันทราโดยตรง แต่ในยุทธภพก็ลือกันหนาหูถึงความโหดเหี้ยมของพรรคนี้
ตามคำร่ำลือ พรรคสุริยันจันทราล้วนเป็นพวกหัวมาร มือเปื้อนเลือด สังหารไม่เลือกหน้า เหิมเกริมไร้ขอบเขต หากตระกูลลิ้มต้องอิงแอบกับพรรคมาร เช่นนั้นก็ย่อมเป็นการชักนำให้ตกต่ำไปด้วย
คิดถึงเพียงเท่านี้ จิตใจของลิ้มเพ้งจือก็ต่อต้านโดยไม่รู้ตัว
ฮั่วอิ่นเห็นสีหน้าขัดข้องของลิ้มเพ้งจือ ก็หัวเราะเบา ๆ กล่าวว่า
"หลายพรรคที่อ้างตนเป็นฝ่ายธรรมะ แม้ภายนอกจะดูสูงส่ง แต่สิ่งที่กระทำในความมืด บางครั้งก็ไม่ได้ต่างจากพรรคมารเลย"
"ในสายตาข้าแล้ว ไม่ว่าจะฝ่ายธรรมะหรืออธรรมะ ล้วนกระทำทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ตนเองทั้งสิ้น เพียงแค่บางพวกสวมหน้ากากผู้ทรงคุณธรรมไว้เท่านั้น แต่ถึงเวลาคับขัน ก็เผยเขี้ยวออกมาไม่ต่างกัน"
"ยิ่งไปกว่านั้น พรรคสุริยันจันทราแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคมาร แต่ก็กล้าลงมือช่วยเหลือโดยไม่สนกฎระเบียบใด หากหวังให้คนของพรรคธรรมะลงมือช่วยเกรงว่าคงได้แต่ผิดหวัง"
พรรคสุริยันจันทรา แม้จะโหดเหี้ยมร้ายกาจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกผู้ทุกคนในนั้นจะเลวทราม
แต่หากจะเอ่ยถึงฝ่ายธรรมะ เช่นสำนักชิงเฉิง...
อี้ชางไห่ถึงกับยอมสังเวยชีวิตบุตรของตนเพื่อชิงเพลงกระบี่ปราบมาร แม้แต่พยัคฆ์ดุร้ายยังมิกล้ากัดลูกของตนเอง บุคคลเยี่ยงนี้อ้างตนเป็นฝ่ายธรรมะ กลับยังต่ำช้ายิ่งกว่าพรรคมาร
การชิงไหวพริบระหว่างงักปุ๊กคุ้งกับจ้อแหน้เซี้ยงก็ไม่ต่างจากบ่วงพิษ
หรือแม้แต่เสินโหวใจเหล็กที่ดูมีอำนาจน่าเกรงขาม ภายในกลับเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง
ฉะนั้นเมื่อผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า ธรรมะหรืออธรรมจึงไม่มีความแตกต่างเลย ต่างกันเพียงฝ่ายหนึ่งทำเรื่องอันธพาลอย่างเปิดเผย อีกฝ่ายทำในเงามืดเท่านั้น
ลิ้มเพ้งจือได้ฟังคำของฮั่วอิ่น ก็เริ่มนิ่งคิด
แม้สิ่งที่ฮั่วอิ่นกล่าวจะมีเหตุผลอยู่มาก แต่ลิ้มเพ้งจือก็ยังรู้สึกขัดแย้งในใจ
ฮั่วอิ่นเห็นเขายังลังเลอยู่ ก็แค่นเสียงหนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างเฉียบคม
"สกุลลิ้มของเจ้ากำลังตกอยู่ในภาวะล่มสลาย ยังมัวคิดเรื่องฝ่ายธรรมะฝ่ายอธรรมอีกหรือ? หากเจ้าไม่คิดจะเชื่อข้า แล้วมาขอคำชี้แนะจากข้าทำไมกัน!"
พูดจบ ฮั่วอิ่นก็ไม่กล่าวอันใดอีก
แม้ถ้อยคำจะดีเพียงใด ก็ไม่อาจช่วยเหลือวิญญาณที่ควรตายได้ สิ่งที่ควรพูด เขาได้พูดไปหมดแล้ว ส่วนจะเชื่อหรือไม่ นั่นเป็นทางเลือกของลิ้มเพ้งจือเอง
ลิ้มเพ้งจือได้ฟังถ้อยคำสุดท้ายของฮั่วอิ่น ก็พลันเปลี่ยนสีหน้าลังเลให้กลายเป็นแน่วแน่
การมีชีวิตอยู่ สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น
คนตาย ต่อให้สังกัดฝ่ายธรรมะ ก็จะมีใครเล่าจดจำเจ้าได้!
"ขอบคุณท่านฮั่วที่ชี้ทางให้ข้า!"
ลิ้มเพ้งจือลุกขึ้น ค้อมกายคารวะฮั่วอิ่นอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงหันหลังรีบจากไป
เขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง ในเวลานี้แม้แต่ก้าวเดียวก็ไม่อาจเสียได้ จำต้องกลับไปจัดการทุกสิ่งโดยเร็ว
…
…
ลิ้มเพ้งจือออกจากเมืองเจ็ดวีรบุรุษโดยไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย เขาเร่งรุดไปด้วยความเร็วสุดกำลัง
แต่เป้าหมายหาใช่การกลับบ้านไม่ หากแต่เป็นเส้นทางมุ่งหน้าสู่ผาไม้ดำ
เขาต้องไปพรรคสุริยันจันทราเสียก่อน เพื่อนำเรื่องนี้แจ้งแก่พรรค จากนั้นจึงค่อยพาผู้คนจากพรรคกลับไปยังสกุลลิ้ม
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถข่มขวัญสำนักชิงเฉิงได้ และคุ้มครองสกุลลิ้มทั้งตระกูลให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ
หลังจากรอนแรมเร่งเดินทางติดต่อกันหนึ่งวันหนึ่งคืน ร่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นดิน ใบหน้าอันซีดเซียวของลิ้มเพ้งจือ ก็เดินทางมาถึงผาไม้ดำในที่สุด
เวลานี้ ด้านในต้นขาทั้งสองข้างของเขาถูกเสียดสีจนถลอกโลหิตชโลม ชุดที่สวมใส่เปื้อนเลือดติดหนึบแน่นทุกย่างก้าว รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับกาย
แต่เขากลับไม่มีแม้แต่เวลาให้ไตร่ตรองเรื่องนี้ ความมุ่งหวังในใจมีเพียงประการเดียว จะต้องได้พบผู้คนในพรรคสุริยันจันทราให้เร็วที่สุด!
ขณะที่ลิ้มเพ้งจือกำลังเดินขึ้นสู่ผาไม้ดำ ด้านหลังของเขา ณ นภากว้างนั้น เงาร่างในอาภรณ์แดงสายหนึ่งพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
ผู้มาไม่ใช่ใครอื่น หากไม่ใช่ตงฟางปุ๊ป้ายที่เพิ่งจากหอคุ้มมังกรและเร่งรุดกลับมายังผาไม้ดำ
นางกวาดสายตาลงมายังลิ้มเพ้งจือเบื้องล่าง ทว่าหาได้สนใจเป็นพิเศษไม่ สิ่งที่นางใคร่ครวญในเวลานี้คือ ต้องรีบกลับถึงผาไม้ดำให้เร็วที่สุด เพื่อฝึกฝนคัมภีร์ทานตะวันฉบับสมบูรณ์ แล้วทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ให้จงได้
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงแผ่วเบาจากเบื้องล่างก็ดึงดูดความสนใจของนาง
"...ต้องพบให้ได้...ตงฟางปุ๊ป้าย...อดทนอีกนิด..."
เสียงที่เอ่ยนามของตนออกมา ทำให้สายตาของตงฟางปุ๊ป้ายเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางเหยียบเท้าลงเบา ๆ ร่างพลันร่อนลงมาข้างหน้าลิ้มเพ้งจือ ก่อนจะหันกลับมาสง่างาม แล้วยกสายตามองเขา
นางมองเขาขึ้นลงอย่างเงียบงัน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้าคือใคร?"
ลิ้มเพ้งจือเห็นหญิงงามในอาภรณ์แดงปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ก็อดตื่นตระหนกไม่ได้ ทว่าสีหน้ากลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ราวกับคิดสิ่งใดออก
"ท่านเป็นคนของพรรคสุริยันจันทราหรือ? ข้ามีเรื่องสำคัญมากต้องขอพบท่านประมุขตงฟาง ได้โปรดนำข้าไปพบด้วยเถิด!"
ตงฟางปุ๊ป้ายเอ่ยตอบเรียบเฉย
"ข้านี่แหละคือตงฟางปุ๊ป้าย"
ลิ้มเพ้งจือได้ยินถึงกับตะลึงงัน!
เขามิอาจคาดคิดได้เลยว่า บุคคลที่ตนบังเอิญพบเจอ จะเป็นประมุขตงฟางผู้ที่ตนเฝ้าคะนึงหามาโดยตลอด ยิ่งได้เห็นเครื่องแต่งกายสีแดง รูปโฉมอันสง่างาม ทั้งหมดล้วนตรงกับคำบอกเล่าถึงตงฟางปุ๊ป้ายไม่มีผิด
เขาก้าวขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าว กล่าวว่า
"ข้าคือลิ้มเพ้งจือ แห่งสำนักคุ้มภัยฟุ้เวย ได้รับคำแนะนำจากท่านฮั่วโดยตรง จึงมาขอพบประมุขตงฟางด้วยตนเอง!"
ตงฟางปุ๊ป้ายได้ฟังคำพูดของลิ้มเพ้งจือ ก็เผยสีหน้าผิดแผกเล็กน้อย
"ฮั่วอิ่น..."
...
...
ขณะเดียวกันกับที่ลิ้มเพ้งจือและตงฟางปุ๊ป้ายได้พบกัน ข่าวที่ลิ้มเซียนยี้เคยมายังโรงเตี๊ยมถงฝู ขอให้ฮั่วอิ่นทำนายว่าใครคือหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่ว
ยามแรกที่เรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป คนส่วนใหญ่ล้วนเห็นว่า ลิ้มเซียนยี้ย่อมคู่ควรกับตำแหน่งนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง แต่เมื่อได้ยินบทวิเคราะห์จากฮั่วอิ่น หลายคนกลับเริ่มเห็นด้วยว่า สิ่งที่เขากล่าวล้วนน่าคิดยิ่งนัก
ลองดูสิ นางเหยี๋ยนอิ๋ง ผ่านจากเนี่ยเหยินหวัง ไปถึงสงป้า และโพ้วกึง จนถึงบุรุษลึกลับผู้มีฝีมือระดับปรมาจารย์ในตอนนี้
บุรุษที่อยู่รอบกายล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือขั้นสูง ไม่มีสักคนที่ต่ำกว่าขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์!
แล้วลองมองลิ้มเซียนยี้อีกครั้ง แม้จะมีชายมากมายหลงใหลใฝ่หา แต่สุดท้าย...แล้วอย่างไรเล่า?
ต่อให้ไม่ต้องเอ่ยถึงระดับมหายุทธ์ แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับเซียนก่อนกำเนิดก็มีไม่กี่คนที่ไล่ตามนางได้ทัน
หากแม้แต่ชายผู้แกร่งกล้าระดับปรมาจารย์สักคนยังไม่มี แล้วนางจะเอาอะไรมาอ้างตนว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพเล่า?
ในตอนนี้ ผู้คนทั้งหลายต่างใคร่รู้ถึงโฉมงามของเหยี๋ยนอิ๋งอย่างถึงที่สุด
นางงามเช่นไรกันเล่า ถึงสามารถทำให้ยอดยุทธ์ระดับปรมาจารย์แต่ละคนพากันหลงใหลติดตามไม่เลิกรา?
ผู้คนไม่น้อยเลยที่ด้วยความอยากรู้ จึงไปสอบถามเหล่ารุ่นอาวุโสจากยุทธภพเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่แม้กระทั่งผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านั้น ก็ใช่ว่าทุกคนจะเคยเห็นโฉมหน้าเหยี๋ยนอิ๋งกับตาตนเอง
ทว่าเมื่อนึกถึงชื่อเสียงของนาง ในฐานะหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ กลับไร้ผู้ใดคัดค้าน ต่างเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวว่านางคู่ควรยิ่ง และนั่นก็ทำให้ภาพงามของเหยี๋ยนอิ๋งกลายเป็นจินตนาการอันไร้ที่สิ้นสุดในใจของคนทั้งยุทธภพ
แน่นอน ย่อมมีบางผู้บางคนที่ออกมาแก้ต่างให้แก่ลิ้มเซียนยี้
บางคนเห็นว่านางใสงามบริสุทธิ์ หาได้เสแสร้งไม่ ไม่เหมือนเหยี๋ยนอิ๋งที่เปลี่ยนบุรุษรอบกายไปเรื่อย คนเช่นลิ้มเซียนยี้ต่างหากเล่าที่ควรคู่ตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่ง
แต่ก็มีบางเสียงกลับเห็นว่าเหยี๋ยนอิ๋งช่างเปี่ยมเสน่ห์ ไม่น่ามีผู้ใดเทียบเทียมได้
ข้อถกเถียงมากมายดังระงม ด้านหนึ่งก็ให้การสนับสนุน อีกด้านกลับเย้ยหยันดูแคลน
ทว่าไม่ว่าความเห็นจะเป็นอย่างไร ก็มิอาจหักลบความจริงที่ว่า ชื่อเสียงของลิ้มเซียนยี้ในยุทธภพกำลังเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ผู้คนต่างพากันรำลึกถึงความงามของเหยี๋ยนอิ๋งอยู่นั้น ลิ้มเซียนยี้ก็ได้กลับไปยังเมืองซิงอวิ๋นอย่างเงียบงัน นางในยามนี้ สีหน้าหม่นหมอง หน้าตาบึ้งตึงอย่างที่สุด
ทุกคราที่หวนคิดถึงท่าทีของฮั่วอิ่นในวันนั้น ก็พาให้รู้สึกขยะแขยงรังเกียจจนอยากจะอาเจียน!
“เจ้าฮั่วอิ่นผู้นั้น ตั้งใจจะลบหลู่ข้าอย่างชัดแจ้ง!”
“เขาไม่ต้องการให้ข้าได้นั่งบนบัลลังก์หญิงงามอันดับหนึ่ง จึงจงใจอ้างหญิงชราไร้ชื่อเสียงมาหลอกลวงผู้คน กดขี่ข้าไว้!”
ผู้คนล้วนกล่าวกันว่าฮั่วอิ่นคือปากเหล็กฟันธง แม่นยำยิ่งกว่าผู้ใด ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดจากการคำนวณของเขา
ลิ้มเซียนยี้เองก็เคยเชื่อเช่นนั้น ทว่าเวลานี้ นางมิอาจเชื่อได้อีกต่อไป
อย่างน้อยที่สุด ในการทำนายเรื่องของนาง นางไม่เชื่อแม้แต่น้อย!
นางไม่เคยเชื่อเลยว่า บนโลกนี้ยังมีหญิงใดงามยิ่งกว่านางอีก!
เพราะฉะนั้น นางจะต้องล้างแค้น!
แก้แค้นฮั่วอิ่นอย่างแสบสัน!
...
...
เพราะก่อนหน้านี้บรรดาชาวยุทธที่แวะเวียนมายังโรงเตี๊ยมถงฝู ต่างถูกลิ้มเซียนยี้ดูดทรัพย์ไปจนหมดกระเป๋า
ช่วงสองสามวันให้หลัง โรงเตี๊ยมจึงดูซบเซาลงกว่าปกติ
แต่ด้วยมีจอมยุทธ์สายอื่นเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาทีละกลุ่มสองกลุ่ม บรรยากาศของโรงเตี๊ยมถงฝูจึงค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมาภายในเวลาไม่นาน
และที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ โรงเตี๊ยมถงฝูได้ออกกฎใหม่โดยอ้างเหตุผลเรื่องการยกระดับบริการ
กฎใหม่กำหนดว่า ผู้ใดต้องการเข้าใช้บริการภายในโรงเตี๊ยม จำต้องชำระค่าผ่านประตู
ผู้ใดเข้าโรงเตี๊ยมในแต่ละวัน ต้องจ่ายสิบตำลึงเงิน
หากเหมาเป็นรายเดือน จ่ายเพียงสองร้อยตำลึง
แต่หากเหมาตลอดปี ก็จ่ายเพียงสองพันตำลึงเท่านั้น
หากชำระเงินครั้งเดียวหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน ก็จะได้รับสิทธิ์ผ่านเข้าออกโรงเตี๊ยมถงฝูอย่างถาวรตลอดชีวิต
เมื่อผู้คนในยุทธภพได้เห็นกฎใหม่ที่โรงเตี๊ยมถงฝูตั้งขึ้น ต่างก็รู้สึกงุนงง ไม่เข้าใจ และบางคนถึงกับรับไม่ได้
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเคยพบสถานที่ที่เพียงแค่เดินเข้าไปก็ต้องเสียเงิน
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“คิดว่าเราจะเป็นแกะให้เชือดหรือไง!”
“แค่จะเข้ามายังต้องเสียสิบตำลึงเงิน แบบนี้มันโขกราคาชัด ๆ!”
ขณะที่ทุกคนกำลังบ่นด้วยความไม่พอใจ ลุงไป่ซึ่งยืนอยู่หน้าประตู ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ทุกท่าน โปรดฟังข้าสักคำเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดของลุงไป่ ทุกคนก็หันไปมองเขาด้วยความอยากรู้ว่า เขาจะให้คำอธิบายเช่นไร ภายใต้สายตาทุกคู่ ลุงไป่กระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า
“ท่านทั้งหลาย มีผู้ใดเคยเห็นเจ้าสมาคมใต้หล้าสงป้าหรือไม่?”
ฝูงชนพลันนิ่งไปชั่วขณะ แทบทุกคนต่างเคยได้ยินชื่อเสียงของสงป้า แต่หากจะกล่าวว่าเคยเห็นตัวเป็น ๆ นั้น แทบไม่มีเลย
ลุงไป่กล่าวต่อว่า
“แล้วท่านเคยเห็นเสินโหวใจเหล็ก หรือเฉาเจิ้งฉุนแห่งตงฉ่างหรือไม่? หรือแม้แต่ประมุขพรรคสุริยันจันทรา ตงฟางปุ๊ป้าย? หรือแม้แต่หญิงงามอันดับหนึ่ง...อันดับสองของยุทธภพอย่างลิ้มเซียนยี้?”
ผู้คนฟังแล้ว บ้างก็ส่ายหน้า บ้างก็พยักหน้าเล็กน้อย
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่นั้นส่ายหน้า
ลุงไป่เห็นเช่นนั้นจึงยิ้มกล่าวว่า
“ท่านดูสิ บุคคลทั้งหลายที่ข้าเพิ่งเอ่ยนาม ล้วนแล้วแต่เป็นยอดคนในยุทธภพ ท่านปรารถนาแม้แต่จะได้เห็นหน้าจากระยะไกลยังมิใช่เรื่องง่าย แต่บัดนี้ ท่านมีโอกาสได้นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยม ได้พบเห็นพวกเขาอย่างใกล้ชิด”
“ท่านว่า จ่ายเพียงสิบตำลึงเงินเพื่อโอกาสเช่นนี้...แพงนักหรือ?”
เมื่อได้ฟังถ้อยคำนั้น แม้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่เมื่อลองขบคิดให้ดีแล้ว ก็เห็นว่าสิ่งที่ลุงไป่พูดมานั้น ก็ดูมีเหตุผลไม่น้อย
เสียเงินเพียงสิบตำลึงเพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับยอดคนระดับตำนานของยุทธภพหลายคน เช่นนี้นับว่าคุ้มยิ่งนัก!