- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 24 โฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
บทที่ 24 โฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
บทที่ 24 โฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
เพราะนามของโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ ลิ้มเซียนยี้ เหล่าผู้คนในโถงใหญ่ก็พากันกระซิบกระซาบออกความเห็นทันที
“ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของลิ้มเซียนยี้มานาน แต่ไม่รู้ว่านางจะงามเลิศจริงหรือไม่?”
“ข้าก็เคยได้ยินเหมือนกัน เสียดายที่ไม่เคยเห็นกับตาสักครั้ง”
“ข้ามีสหายคนหนึ่ง เคยเห็นลิ้มเซียนยี้เพียงแค่ผ่านสายตาเพียงคราหนึ่ง ก็ถึงกับตกหลุมรักหัวปักหัวปำ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ภายในไม่ถึงเดือน น้ำหนักลดลงไปหลายสิบจั้ง!”
“เฮือก! นางงามถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ชายหนุ่มผู้ขอคำพยากรณ์ เมื่อได้ยินเสียงสนทนา ก็เผยสีหน้าภาคภูมิใจขึ้นทันที พลางกล่าวว่า
“ไม่ปิดบังผู้ใด ข้าเคยมีโอกาสได้เห็นลิ้มเซียนยี้ใกล้ชิดมาแล้ว นางคือหญิงงามที่สุดที่ข้าเคยพบมาในชีวิตนี้!”
กล่าวพลาง ดวงหน้าเขาก็เต็มไปด้วยแววหลงใหล เขารักลิ้มเซียนยี้อย่างสุดหัวใจ หากโชคดีได้สังหารโจรดอกเหมย เขาย่อมต้องครองคู่กับลิ้มเซียนยี้ ตื่นนอนและหลับใหลเคียงข้างกันชั่วชีวิต
ฮั่วอิ่นมองชายหนุ่มด้วยสายตาประหลาด ถามเสียงเรียบว่า
“เจ้าต้องการรู้ตำแหน่งเกราะไหมทอง เพราะต้องการนำมาใช้ต้านทานอาวุธลับของโจรดอกเหมยใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ถูกแล้ว อาวุธลับของโจรดอกเหมยนั้นร้ายกาจยิ่งนัก มีเพียงเกราะไหมทองเท่านั้นที่จะต้านทานได้”
เกราะไหมทองในฐานะของวิเศษป้องกันตน เป็นที่ร่ำลือกันในยุทธภพ
แต่ก่อนหน้านี้ กลับไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความสนใจมากนัก เมื่อเทียบกับเกราะไหมทอง ผู้คนมักหันไปแสวงหาอาวุธเทพศักดิ์สิทธิ์เสียมากกว่า
ทว่าเมื่อมีข่าวว่าลิ้มเซียนยี้ลั่นวาจาจะสมรสกับผู้ที่สังหารโจรดอกเหมยได้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เกราะไหมทองซึ่งสามารถต้านทานอาวุธลับของโจรดอกเหมยได้ กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่บรรดายอดฝีมือต่างแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่เสียดายที่แม้จะตามหาอย่างหนัก ก็ยังไม่มีผู้ใดพบตำแหน่งของมัน
เมื่อชายหนุ่มผู้นี้ได้ยินชื่อเสียงและตำนานของฮั่วอิ่น จึงหวังจะใช้การพยากรณ์ค้นหาที่ซ่อนของเกราะไหมทอง
ฮั่วอิ่นมองดูตั๋วเงินบนโต๊ะ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ว่า
“เจ้าคิดว่าชีวิตของลิ้มเซียนยี้มีค่าเพียงร้อยตำลึงเท่านั้นหรือ?”
ชายหนุ่มรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หาใช่เช่นนั้นไม่!”
ฮั่วอิ่นยิ้มน้อย ๆ เอ่ยต่อว่า
“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงไม่มอบค่าครูให้มากกว่านี้เล่า?”
คำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก
ผู้คนรอบข้างกลับพากันหัวเราะขบขัน
พวกเขาอยู่ในโรงเตี๊ยมถงฝูมาเป็นเวลาหลายวัน ก็พอจะรู้ธรรมชาติของฮั่วอิ่นดี
มีโอกาสเก็บค่าครูเพิ่ม... ย่อมเก็บแน่
ไม่มีโอกาส... เขาก็สามารถ ‘สร้าง’ โอกาสขึ้นมาได้เช่นกัน
และความหลงใหลของชายหนุ่มที่มีต่อลิ้มเซียนยี้ ก็เป็นข้ออ้างที่งดงามยิ่งสำหรับฮั่วอิ่นในการเรียกค่าครูเพิ่ม
ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ก่อนจะหยิบตั๋วเงินเพิ่มขึ้นมาอีกหลายฉบับจากอกเสื้อ
หลังจากนั้น เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบเอาเศษตำลึงเงินและเหรียญทองแดงที่มีเหลืออยู่ทั้งหมดออกมาจากร่างกาย
เขากวาดเงินเหล่านั้นรวบรวมไว้เป็นกองเดียว ผลักไปตรงหน้าฮั่วอิ่นแล้วกล่าวว่า
“นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดของข้า มีเพียงเท่านี้!”
ฮั่วอิ่นมองชายหนุ่มผู้นั้น แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบว่า
“เพียงเพราะลิ้มเซียนยี้ผู้เดียว เจ้าจึงยอมทุ่มเทสิ่งทั้งหมดที่มีเช่นนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“นาง... คุ้มค่าขอรับ!”
ฮั่วอิ่นส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า
“แม้ว่านี่จะเป็นทรัพย์ทั้งหมดที่เจ้ามี แต่มันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับคำพยากรณ์นี้”
กล่าวอย่างไม่เกรงใจ เพราะความจริงแล้ว ‘เกราะไหมทอง’ นั้น เขาก็สวมอยู่กับตัว
เขาจะยอมเปิดเผยเรื่องนี้ด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยตำลึงได้อย่างไร?
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำตอบ จากนั้นก็สูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
“ข้า อวี้หลงเซิง ผู้เป็นนายน้อยแห่งสำนักกระบี่อวี๋ฉาง ข้ายินดีใช้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของข้าเป็นค่าครูเพื่อขอคำทำนายนี้!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งโถงทันทีเมื่อสิ้นเสียงคำพูดนั้น
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าชายหนุ่มเบื้องหน้านี้จะเป็นผู้สืบทอดของสำนักกระบี่อวี๋ฉาง อวี้หลงเซิง!
สำนักกระบี่อวี๋ฉางนั้นเลื่องชื่อในเรื่องเพลงกระบี่ เป็นหนึ่งในสำนักใช้กระบี่ที่โด่งดังที่สุดในยุทธภพ
แม้พลังฝีมือของอวี้หลงเซิงจะอยู่เพียงขอบเขตเหนือนภา แต่ฐานะกลับสูงส่งอย่างหาที่เปรียบมิได้
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนในยุทธภพถวิลหานักหนา ในมือเขาก็เปรียบเสมือนตะเกียบ ใช้ง่ายดายยิ่ง
ทว่าฮั่วอิ่นกลับมิได้รู้สึกตกใจเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงยิ้มน้อย ๆ มองอยู่หลงเซิงแล้วกล่าวว่า
“หากข้าขอกระบี่อวี๋ฉางเล่า?”
ฝูงชนรอบด้านเมื่อได้ยินก็ล้วนมีสีหน้าแปลกประหลาดทันที
กระบี่อวี๋ฉางนั้น เป็นอาวุธเทพโบราณที่เล่าขานกันมายาวนาน
เมื่อครั้งที่สำนักกระบี่อวี๋ฉางไล่ล่าตามหากระบี่อวี๋ฉาง เคยต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันใหญ่หลวง
เวลานี้ฮั่วอิ่นเอ่ยปากขอ แลกคำทำนายด้วยกระบี่อวี๋ฉาง จึงนับว่าไม่เกินเลยนัก หากเทียบมูลค่าแล้ว เอากระบี่อวี๋ฉางมาแลกกับเกราะไหมทอง ก็นับว่าไม่เสียเปรียบ
แต่หากแลกเพียงเพื่อ ‘ข่าวลือ’ หนึ่งบรรทัดล่ะก็ ต้องดูว่าอวี้หลงเซิงจะยึดมั่นเพียงใด
ในขณะที่ผู้คนกำลังเงียบงันเพราะรอฟังคำตอบ ใบหน้าของอวี้หลงเซิงก็ฉายแววลำบากใจ
เขากล่าวว่า
“...เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่?”
เขาหาได้เสียดายกระบี่อวี๋ฉางไม่ แต่เพราะเขาได้มอบกระบี่อวี๋ฉางให้ลิ้มเซียนยี้ไปแล้ว มันจึงไม่ได้อยู่ในมือเขาอีกต่อไป
ฮั่วอิ่นเองก็ทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าเขาจะไม่สามารถตอบรับข้อเสนอนั้นได้
เขาก้มมองเงินกระจัดกระจายบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยว่า
“ท่านนายน้อยแห่งสำนักกระบี่อวี๋ฉาง เหตุใดจึงสิ้นไร้ไม้ตอกถึงเพียงนี้? หรือว่าทรัพย์ทั้งหมดได้ถูกนำไปซื้อของขวัญให้กับลิ้มเซียนยี้เสียแล้ว?”
อวี้หลงเซิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า
“อย่าว่าแต่ทรัพย์สินภายนอก ต่อให้เป็นกระบี่อวี๋ฉาง ข้าก็ยกให้นางไปแล้ว!”
เสียงฮือฮาดังลั่นไปทั่วทั้งโถงอีกครา
กระบี่อวี๋ฉาง ถูกเขายกให้ลิ้มเซียนยี้ไปตั้งแต่แรกแล้ว!
เมื่อเป็นเช่นนี้ เห็นทีการแลกเปลี่ยนในวันนี้คงยากจะสำเร็จลงได้
ฮั่วอิ่นทอดสายตามองสีหน้าทระนงของอวี้หลงเซิง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
ช่างเป็นคนที่สามารถทำตนเป็นหมาเฝ้าประตูได้อย่างภาคภูมิเสียจริง เสน่ห์ของลิ้มเซียนยี้ผู้นี้ ช่างไม่ธรรมดาโดยแท้
แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่เป็นยอดสุนัขเฝ้าประตูโดยแท้แล้ว ฮั่วอิ่นกลับเห็นว่าอวี้หลงเซิงยังมิอาจเทียบได้
กล่าวกันว่าผู้ที่ถึงขีดสุดของการเป็นหมาเฝ้าประตู ต้องยกให้กับนายน้อยแห่งจวี้เซียนจวงในยุทธภพต้าซ่ง อวี้ถันจือ
คิดมาถึงตรงนี้ ฮั่วอิ่นก็อดสงสัยไม่ได้ บุรุษสองคนนี้ล้วนแซ่อวี้ แถมยังเป็นยอดหมาในหมู่สุนัขเฝ้าประตู อาจจะมีสายเลือดเดียวกันกระมัง
ระหว่างที่ฮั่วอิ่นกำลังคิดเพลิน อวี้หลงเซิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ท่านฮั่ว ท่านระบุเงื่อนไขมาเถิด! นอกจากกระบี่อวี๋ฉางแล้ว ข้ายอมรับได้ทั้งสิ้น!”
กระบี่อวี๋ฉางนั้น เขามอบให้ลิ้มเซียนยี้ไปแล้ว จะให้กลับไปทวงคืนก็ใช่เรื่อง
ฮั่วอิ่นส่ายหน้า กล่าวอย่างชัดเจนว่า “นอกจากกระบี่อวี๋ฉาง ข้ามิอยากได้สิ่งใดอีก”
สีหน้าของอวี้หลงเซิงเปลี่ยนไปทันใด มิคาดว่าฮั่วอิ่นจะปฏิเสธเขาอย่างไม่ใยดี
เขาข่มอารมณ์ ถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านฮั่ว ถึงกับไม่คิดจะคำนวณชะตาให้ข้าจริงหรือ?”
ฮั่วอิ่นเห็นท่าทางของอีกฝ่ายที่พร้อมจะลงไม้ลงมือได้ทุกเมื่อ ก็เผยยิ้มเย้ยหยัน เอ่ยว่า “เป็นอย่างไรเล่า ท่านอยากลองประมือกับข้าดูหรือ?”
แม้ยามนี้เขาจะยังมิอาจสู้ผู้แข็งแกร่งคนอื่น ๆ ได้ แต่แค่จะสั่งสอนอวี้หลงเซิงผู้หนึ่งก็เหลือเฟือแล้ว
อวี้หลงเซิงเองก็เคยได้ยินข่าวลือว่า ฮั่วอิ่นเคยข่มขวัญยอดฝีมือระดับปรมาจารย์มาแล้ว เขาเองเพียงอยู่ในระดับเหนือนภา จะกล้าไปทัดทานอะไรได้
เมื่อสบสายตาที่มั่นคงสงบของฮั่วอิ่น ท้ายที่สุดเขาก็ไม่กล้าลงมือ
เขายังไม่อยากตาย เพราะหากยังมีชีวิตอยู่ จึงจะมีโอกาสได้ครอบครองเกราะไหมทอง และได้ลิ้มเซียนยี้มาเป็นของตน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อวี้หลงเซิงก็เอ่ยว่า “ในเมื่อท่านฮั่วไม่เต็มใจจะคำนวณ ข้าจึงขอเชิญให้ท่านเดินทางไปยังเมืองซิงอวิ๋นแทน”
ฮั่วอิ่นหรี่ตาอย่างประหลาดใจ “เจ้าจะให้ข้าไปคุ้มกันลิ้มเซียนยี้หรือ?”
อวี้หลงเซิงพยักหน้า “เพราะน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของเซียนยี้ โจรดอกเหมยจึงเคียดแค้น คิดร้ายต่อนาง บัดนี้ชาวยุทธฝีมือดีหลายคนต่างชุมนุมกันที่เมืองซิงอวิ๋น เพื่อคุ้มกันนาง”
“แต่ว่าพวกเขามิได้มีเกราะไหมทอง จึงอาจไม่อาจปกป้องนางได้อย่างสมบูรณ์ ข้าจึงอยากขอให้ท่านฮั่วเดินทางไปช่วยด้วย”
เขารู้ดีว่า ฮั่วอิ่นนั้นเก่งกาจไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็เป็นยอดฝีมือระดับขั้นสร้างรากฐานภายใน หากฮั่วอิ่นยอมออกรับ ก็เท่ากับลิ้มเซียนยี้ปลอดภัยแน่แท้
เขาคิดว่า ฮั่วอิ่นก็เป็นบุรุษคนหนึ่ง คงไม่อาจปฏิเสธโอกาสใกล้ชิดสตรีงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพไปได้กระมัง เขาเชื่อว่า หากฮั่วอิ่นได้เห็นลิ้มเซียนยี้ด้วยตาตนเองแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการคำนวณเพียงหนึ่งครั้ง ต่อให้ต้องคำนวณพันครั้งหมื่นครั้ง ก็คงยินยอมโดยเต็มใจ!
ฮั่วอิ่นได้ฟังคำกล่าวที่อุดมด้วยอุดมการณ์เช่นนั้นก็อดหัวร่อมิได้
เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าในหัวของอวี้หลงเซิงผู้นี้คิดอะไรอยู่
ให้เขาไปคุ้มกันลิ้มเซียนยี้?
เขาเป็นหมอดู ไม่ใช่องครักษ์!
ฮั่วอิ่นส่ายหน้า ตอบเรียบ ๆ ว่า “ข้าไม่ไป”
อวี้หลงเซิงขมวดคิ้ว “หรือว่าท่านฮั่วทนเห็นสตรีอ่อนแอเช่นเซียนยี้ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของโจรดอกเหมยโดยไม่ยื่นมือช่วย?”
กล่าวจบ เขาก็เว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อว่า “ท่านฮั่วใจแข็งดั่งเหล็ก คงเป็นเพราะยังไม่เคยพบเซียนยี้ด้วยตาตนเอง หากท่านได้เห็นนางกับตา จะต้องอดมิได้ที่จะหลงรัก พร้อมจะเสียสละเพื่อปกป้องนางอย่างแน่นอน!”
ฮั่วอิ่นหัวเราะเบา ๆ เอ่ยถาม “ลิ้มเซียนยี้งดงามนักหรือ?”
อวี้หลงเซิงตอบอย่างมั่นใจ “นางคือสตรีงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้!”
ไม่ว่าใครจะถามคำถามนี้ เขาก็ตอบเช่นนี้เสมอ
เขาไม่เชื่อว่าในใต้หล้าจะมีหญิงใดงามเกินหน้านาง!
ฮั่วอิ่นยกมือชี้ไปที่ตงฟางปุ๊ป้าย ซึ่งกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนโต๊ะ “แล้วนางเล่า?”
อวี้หลงเซิงหันไปมองตงฟางปุ๊ป้ายโดยไม่รู้ตัว
ตงฟางปุ๊ป้ายนั้นงดงาม แต่เป็นความงามที่เปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญ ต่างจากลิ้มเซียนยี้ที่ดูอ่อนหวานบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถปลุกเร้าแรงปรารถนาจะปกป้องในใจบุรุษ
ดังนั้นอวี้หลงเซิงจึงตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ในสายตาข้า นางมิอาจเทียบลิ้มเซียนยี้ได้แม้เพียงครึ่ง!”
ฮั่วอิ่นได้ฟังจึงยิ้ม เอ่ยว่า “นางมีนามว่าตงฟางปุ๊ป้าย เป็นประมุขพรรคสุริยันจันทรา อยู่ในระดับขั้นสร้างรากฐานภายในขั้นสูงสุด”
เมื่ออวี้หลงเซิงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
เดิมทีเขามาถึงช้า จึงมิทันทราบถึงฐานะของตงฟางปุ๊ป้าย
ครั้นได้ยินจากปากฮั่วอิ่นจึงรู้ว่าตนเพิ่งล่วงเกินบุคคลที่มิพึงล่วงเกินเข้าให้แล้ว!
ฮั่วอิ่นหันไปมองตงฟางปุ๊ป้ายอีกครั้ง เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่า “ข้าเองมิใช่คนชอบก่อเรื่อง หากเป็นข้าโดนนินทาเยี่ยงนั้น คงไม่มีวันปล่อยให้จบลงง่าย ๆ”