- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 23 วาสนารักของงักเล้งซัง
บทที่ 23 วาสนารักของงักเล้งซัง
บทที่ 23 วาสนารักของงักเล้งซัง
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว ตงฟางปุ๊ป้ายกลับมิได้รีบร้อนจากไป หากแต่ถอยหลังสองก้าวอย่างสงบ แล้วกลับไปยังโต๊ะเดิม นั่งฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ไม่นานนักก็หลับใหลอีกครั้ง
ฮั่วอิ่นเห็นฉากนี้ ก็มองตงฟางปุ๊ป้ายด้วยแววตาซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย
นิสัยใจคอและท่วงท่าของตงฟางปุ๊ป้าย ดูจะต่างจากที่เขาจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่านี่คือหน้ากากหลอกลวง หรือแท้จริงแล้วเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ก็มีสองร่างเดินเข้ามาจากหน้าประตูโรงเตี๊ยม
หนึ่งชายหนึ่งหญิง
ฝ่ายชายสวมชุดจิ้นจวง [1] สีน้ำตาล คาดกระบี่ยาวไว้ที่เอว รูปโฉมหล่อเหลา ดูไม่ยี่หระต่อกรอบกฎใด ๆ เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความมั่นใจ
ฝ่ายหญิงสวมกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน ใบหน้าอ่อนหวาน ดวงตาดำขลับเปล่งประกาย มีความสดใสและความบริสุทธิ์ของสาวแรกแย้มอบอวลอยู่ทั่ว
ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ ก็มุ่งตรงมายังโต๊ะของฮั่วอิ่น
ชายหนุ่มเป็นฝ่ายประสานมือคารวะก่อน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“ท่านฮั่ว ข้าคือเหล้งฮู้ชง ศิษย์เอกพรรคหัวซาน เมื่อวานได้พบหน้าท่านมาแล้ว คิดว่าท่านคงยังจำข้าได้”
เมื่อวานนี้ เหล้งฮู้ชงเป็นผู้มาแทนงักปุ๊กคุ้งเพื่อส่งค่าครูชุดถัดไปให้ ส่วนงักเล้งซังซึ่งติดตามเหล้งฮู้ชงมาด้วย เดิมทีตั้งใจจะขอคำทำนายเช่นกัน แต่เนื่องจากฮั่วอิ่นได้คำนวณโชคชะตาไปครบสามเรื่องแล้ว จึงต้องรอให้ถึงเช้าวันนี้
งักเล้งซังนั้น ได้ยินชื่อเสียงของฮั่วอิ่นมานานแล้ว แรกเริ่ม นางเองก็เหมือนกับคนทั่วไป ที่มองว่าฮั่วอิ่นเป็นเพียงนักพยากรณ์เร่ร่อนในยุทธภพ มีแต่กลอุบายลวงโลก ไร้ฝีมือแท้จริง
แต่เมื่อมีผู้คนมากมายหลั่งไหลมาขอคำพยากรณ์ และชื่อเสียงของฮั่วอิ่นยิ่งดังไปทั่ว
โดยเฉพาะเมื่อบิดาของนาง งักปุ๊กคุ้ง ก็เคยพึ่งพาคำทำนายจากฮั่วอิ่น และสามารถพบจอมยุทธ์เร้นกายที่ผาสำนึกตนได้จริง งักเล้งซังจึงเริ่มเชื่อในความสามารถของฮั่วอิ่นอย่างแท้จริง
แต่เดิม เหล้งฮู้ชงจะมาส่งค่าครูเพียงลำพัง
เมื่อทราบข่าว งักเล้งซังก็รบเร้าขอติดตามมาด้วย เพราะอยากเห็นกับตาตนเอง ว่าท่านฮั่วผู้ลือชื่อนั้นเป็นอย่างไร
“ท่านฮั่ว ขอข้าได้คำทำนายหนึ่งประโยคได้หรือไม่?” เสียงของงักเล้งซังไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวลราวสายลม
ฮั่วอิ่นยิ้มพลางเอ่ยถาม “แม่นางงักต้องการทำนายเรื่องวาสนารักใช่หรือไม่?”
งักเล้งซังหน้าแดงระเรื่อ ค่อย ๆ พยักหน้า แล้วลอบชำเลืองมองเหล้งฮู้ชงที่ยืนเคียงข้างอย่างอดไม่ได้
นางอยากรู้ว่าวาสนาของตนกับเหล้งฮู้ชงจะเป็นเช่นไรในวันหน้า
เหล้งฮู้ชงรู้ตัวทันทีเมื่อเห็นแววตาของงักเล้งซัง จึงยิ้มกว้างแล้วกล่าวขึ้นว่า
“ในเมื่อศิษย์น้องขอคำทำนาย เช่นนั้นข้าในฐานะศิษย์พี่ก็ขอเป็นผู้ออกค่าครูให้”
ขณะเอ่ย สีหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความเอ็นดูทะนุถนอม
เขากับศิษย์น้องเติบโตมาด้วยกัน ร่วมฝึกวิชาใต้ชายคาเดียวกัน ผูกพันกันยิ่งนัก
ในอนาคต พวกเขาย่อมต้องครองคู่เป็นสามีภรรยา รับช่วงต่อพรรคหัวซาน กลายเป็นคู่บู๊ลิ้มดั่งเช่นอาจารย์และอาจารย์หญิงของตน
งักเล้งซังได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพลางส่ายหน้า กล่าวขึ้นว่า “ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของศิษย์พี่ แต่ค่าครูนี้ข้าขอจ่ายเองเถิด เช่นนั้นจึงจะแสดงถึงความตั้งใจจริงของข้า มิใช่หรือ?”
เหล้งฮู้ชงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่านางพูดมีเหตุผลจึงยิ้มรับ แล้วพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรต่อ
ฮั่วอิ่นมองดูทั้งสองยืนเคียงกันประหนึ่งคู่รัก ใบหน้าก็อดจะเผยแววประหลาดใจไม่ได้
เขาเองก็อดสงสัยมิได้ว่า ในโลกแห่งยุทธภพผสมรวมอย่างนี้ งักเล้งซังจะยังจบชีวิตอย่างน่าเศร้าเช่นในอดีตหรือไม่
คิดถึงตรงนี้ เขาก็เคาะโต๊ะเบา ๆ เอ่ยว่า “เชิญแม่นางแสดงค่าครู”
งักเล้งซังรู้ดีว่า การพยากรณ์ของฮั่วอิ่นนั้น ยิ่งค่าครูสูงเท่าใด คำทำนายก็ยิ่งละเอียด
ทว่ายามนี้เงินในมือของนางก็มีอยู่เพียงสองร้อยตำลึงเท่านั้น
นางหยิบตั๋วเงินหนึ่งฉบับกับเงินอีกเล็กน้อยจากถุงห้อยเอว วางลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า “ขอท่านฮั่วยอมรับไว้ด้วย”
ฮั่วอิ่นมองค่าครูนั้นแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะใช้พลังของระบบ เบนสายตาไปยังงักเล้งซัง
【โอกาสที่งักเล้งซังจะได้ครองคู่กับเหล้งฮู้ชง: 30%】
【โอกาสที่งักเล้งซังจะเปลี่ยนใจไปรักลิ้มเพ้งจือ: 85%】
【โอกาสที่งักเล้งซังจะสมรสกับลิ้มเพ้งจือ: 80%】
【โอกาสที่งักเล้งซังจะมีชีวิตสงบสุขหลังสมรสกับลิ้มเพ้งจือ: 10%】
ฮั่วอิ่นเห็นผลลัพธ์จากระบบแล้ว ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่อยู่
งักเล้งซังที่จับจ้องสีหน้าของเขาอยู่ตลอด เห็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของเขา ก็กระวนกระวายใจ ถามขึ้นว่า “ท่านฮั่ว มีสิ่งใดผิดแปลกหรือไม่เจ้าคะ?”
เหล้งฮู้ชงที่ยืนข้าง ๆ ก็ขมวดคิ้วทันที หรือว่าจะมีเคราะห์หรือเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นระหว่างเขากับนาง?
ฮั่วอิ่นเหลือบตามองเหล้งฮู้ชง ก่อนหันกลับไปมองงักเล้งซัง เอ่ยขึ้นว่า
“แม่นางงัก วาสนาของท่านหาได้ขรุขระไม่ ชั่วชีวิตนี้ท่านจะรักบุรุษอยู่สองคน”
สองคน!
เมื่อคำตอบนั้นออกจากปากฮั่วอิ่น ทั้งเหล้งฮู้ชงและงักเล้งซังก็พลันสีหน้าเปลี่ยนไปในเวลาเดียวกัน
ทั้งสองต่างรู้ใจซึ่งกันและกัน เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเยาว์ เหล้งฮู้ชงมั่นใจว่าตนเป็นชายคนแรกที่งักเล้งซังมีใจให้
นั่นก็แปลว่า หลังจากเขา ยังจะมีอีกคนหนึ่งงั้นหรือ?
คิดถึงตรงนี้ สีหน้าของเหล้งฮู้ชงก็ดูไม่ดีขึ้นมาในทันที
ส่วนงักเล้งซังเองก็น้ำเสียงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
นางหลงรักศิษย์พี่มาตั้งแต่เด็ก จะไปรักชายอื่นได้อย่างไรกัน?
ผู้คนรอบข้างที่ได้ยิน ต่างก็ทำหน้าตื่นเต้นอย่างยิ่ง พวกเขามาเพื่อดูความวุ่นวาย จะยิ่งอลหม่านก็ยิ่งชอบใจ
ใจจริงแล้วแทบอยากให้เหล้งฮู้ชงกับงักเล้งซังทะเลาะกันเดี๋ยวนั้นเลย
ฮั่วอิ่นเห็นสีหน้าของงักเล้งซังแล้วก็เอ่ยถามว่า
“แม่นางงัก จะให้ข้ากล่าวต่อหรือไม่?”
งักเล้งซังได้ยินดังนั้น ก็กัดริมฝีปากแน่น กล่าวเสียงแผ่วเบา
“ขอท่านฮั่วชี้แจงให้กระจ่างด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
เหล้งฮู้ชงในยามนี้กลับดูเหมือนไม่อยากฟังต่อแล้ว
เขาหันไปพูดกับงักเล้งซังว่า “ศิษย์น้อง ข้าจะรอเจ้าอยู่ข้างนอก”
เหล้งฮู้ชงกล่าวจบ ก็ไม่รอให้งักเล้งซังตอบสิ่งใด หากแต่หมุนกายเดินออกจากโถงใหญ่ทันที
ฮั่วอิ่นมองแผ่นหลังของเหล้งฮู้ชงที่กำลังจากไป พลางส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับงักเล้งซังว่า
“แม่นางงัก การล่วงรู้ชะตากรรมมากเกินไป อาจมิใช่เรื่องดีนัก แต่ข้าก็พอชี้แนะหนทางที่สว่างให้ได้ทางหนึ่ง”
งักเล้งซังรีบเอ่ยถามทันทีว่า “ทางสว่างนั้นอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ?”
ฮั่วอิ่นตอบอย่างเรียบง่ายว่า “จงมั่นรักมั่นคง หรือมิฉะนั้น ชีวิตนี้อย่าได้แต่งงาน”
ระบบได้ชี้ไว้ชัดเจนแล้วว่า ระหว่างงักเล้งซังกับเหล้งฮู้ชงนั้นคือ "สมรักร่วมเคียง" ส่วนระหว่างนางกับลิ้มเพ้งจือ เป็นเพียง "ครองคู่กันตามโชคชะตา"
แปลว่า หากนางเลือกแต่งงานกับเหล้งฮู้ชง นางอาจมีชีวิตที่เปี่ยมสุข แต่หากใจนางเอนเอียงไปหาลิ้มเพ้งจือ เลือกใช้ชีวิตกับเขา ความสุขนั้นก็แทบจะเลือนหาย
และหากมองตามอัตราความเป็นไปได้ เพียงแค่นางได้พบกับลิ้มเพ้งจือ ก็มีแนวโน้มสูงยิ่งนักที่นางจะเปลี่ยนใจ
ด้วยโอกาสที่นางจะมีจุดจบที่ดีหลังแต่งงานกับลิ้มเพ้งจือนั้น มีเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น หากนางเลือกไม่แต่งงานเลย ความเป็นไปได้ที่จะมีชีวิตยืนยาวอย่างสงบกลับจะเพิ่มมากขึ้น
ที่แท้ งักเล้งซังก็มีนิสัยหลงใหลในรูปโฉม และเผลอไผลเมื่อมีเรื่องของความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็คงไม่เปลี่ยนใจจากเหล้งฮู้ชงเพียงเพราะลิ้มเพ้งจือมีหน้าตาหล่อเหลายิ่งกว่า มีบุคลิกเศร้าสร้อยอันชวนเวทนา
สำหรับงักเล้งซังแล้ว จึงมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น
แต่งกับเหล้งฮู้ชง หรือใช้ชีวิตลำพังจนแก่เฒ่า ไม่มีหนทางที่ดีไปกว่านี้อีก
งักเล้งซังฟังคำตอบจากฮั่วอิ่น ใบหน้าก็แปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุด
ฮั่วอิ่นเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติมอีก ในวันนี้เขากล่าวไว้ชัดเจนมากพอแล้ว ชะตาชีวิตของงักเล้งซังจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่นางเท่านั้น
“ขอบพระคุณท่านฮั่วเจ้าค่ะ”
นางประสานมือคารวะ แล้วหมุนกายเดินจากไป
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเตี๊ยม นางก็เห็นเหล้งฮู้ชงยืนอยู่กลางถนน ใบหน้าของนางปรากฏแววลังเลสลับซับซ้อน
“ท่านฮั่วกล่าวว่าให้ข้ารักมั่นไม่เปลี่ยนใจ ก็หมายความว่าให้ข้ารักศิษย์พี่เพียงผู้เดียวกระนั้นหรือ?”
“แต่ข้าเองก็มิได้รักใครอื่นนี่นา แล้วในภายหน้าข้าจะไปรักชายอื่นได้อย่างไร?”
“แล้วชายผู้นั้น...ผู้ที่จะทำให้ข้าเปลี่ยนใจ...เขาเป็นใครกัน?”
ยามนี้ภายในจิตใจของงักเล้งซัง เต็มไปด้วยคำถามมากมายเกินจะนับถ้วน นางพลันรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ที่ตัดสินใจมาขอคำทำนายกับฮั่วอิ่นในครั้งนี้
บางครา การได้รู้อนาคตก่อนล่วงหน้า ก็หาใช่เรื่องดีเสมอไป
แม้ในชาตินี้นางจะรักเหล้งฮู้ชงเพียงผู้เดียว แต่ด้วยคำทำนายในวันนี้ ก็อาจกลายเป็นรอยร้าวที่ค่อย ๆ กัดเซาะใจทั้งสองให้ห่างไกล
“ศิษย์พี่...”
งักเล้งซังเรียกเขาเบา ๆ
เหล้งฮู้ชงหันกลับมา มองหน้านางแล้วยิ้มอ่อนโยน ...รอยยิ้มที่นางคุ้นเคยที่สุด
“เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นเรากลับบ้านกันเถอะ”
บนใบหน้างามของงักเล้งซังก็ปรากฏรอยยิ้มอีกครั้ง นางพยักหน้ารับเบา ๆ
“อืม”
ทั้งสองก้าวไปเคียงข้างกัน ราวกับว่าสิ่งใดก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่ความจริงในใจว่า...ยากจะลืมเลือนนั้น ก็มีเพียงพวกเขาทั้งสองเท่านั้นที่รู้
…
…
ในโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมถงฝู
ฮั่วอิ่นเก็บค่าครูไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะกวาดสายตามองฝูงชนรอบด้าน แล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนิ่งสงบว่า
“วันนี้ยังเหลืออีกหนึ่งคำทำนาย”
ผู้คนรอบด้านได้ยินก็พากันตื่นเต้น เงี่ยหูฟังแล้วหันมองซ้ายขวา ลอบมองกันว่าใครจะเป็นผู้ยื่นคำขอ
เทียบกับการเสียเงินเพื่อให้ทำนาย พวกเขากลับอยากดูเรื่องสนุกให้ตื่นเต้นใจเสียมากกว่า
ขณะนั้นเอง เงาร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในโถง
เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม ผิวพรรณขาวสะอาด ดวงตาเฉียบคม ก้าวเดินอย่างมั่นใจมาตรงหน้าฮั่วอิ่น แล้วหยิบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมายื่นให้
“ท่านฮั่ว ข้าปรารถนาจะขอคำทำนายหนึ่งข้อ อยากทราบว่า 'เกราะไหมทอง' อยู่ที่ใด?”
เกราะไหมทอง?
ฮั่วอิ่นได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ปรากฏแววประหลาดขึ้นเล็กน้อย
ชายหนุ่มผู้นั้นเห็นเขาเงียบอยู่ จึงกล่าวต่อว่า
“ท่านฮั่วลือกันว่าท่านรู้ทุกสิ่งย่อมไม่ผิด คงทราบดีอยู่แล้วว่า ‘โจรดอกเหมย’ ได้กลับคืนสู่ยุทธภพ และลงมือก่อคดีใหญ่หลายครั้งติดต่อกัน ณ บัดนี้ ‘โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ’ อย่างลิ้มเซียนยี้ถึงกับลั่นวาจาว่า หากผู้ใดสามารถสังหารโจรดอกเหมยได้ นางจะยอมแต่งงานกับผู้นั้น!”
ฝูงชนที่อยู่โดยรอบเมื่อได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่ม ก็ล้วนแสดงสีหน้าตื่นตะลึง
ชื่อเสียงของลิ้มเซียนยี้ โฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ ย่อมเลื่องลือไปทั่ว เพียงแต่ระยะหลังพวกเขาอยู่แต่ในโรงเตี๊ยมถงฝู ข่าวสารย่อมไม่ทันสมัยนัก จึงยังไม่รู้ว่าโจรดอกเหมยได้หวนกลับมาอีกครั้ง
เมื่อได้ยินว่าลิ้มเซียนยี้ถึงกับออกปากว่าจะยอมแต่งกับผู้ที่สังหารโจรดอกเหมยได้ บรรดาบุรุษในโถงก็ล้วนแล้วแต่เผยแววโลภและใฝ่ฝัน
หากพวกเขาบังเอิญจับตัวโจรดอกเหมยได้ขึ้นมา นั่นเท่ากับได้ทั้งชื่อเสียงและหญิงงามมาเคียงคู่ไม่ใช่หรือเล่า?
...
...
[1] ชุดจิ้นจวง: ชุดจีนโบราณที่เน้นความคล่องตัว เมื่อสวมแล้วชุดจะไม่ลากพื้น ชายแขนเสื้อจะถูกเก็บรวบมัดไว้กับข้อมือ