เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ตงฟางปุ๊ป้ายในชุดแดง

บทที่ 21 ตงฟางปุ๊ป้ายในชุดแดง

บทที่ 21 ตงฟางปุ๊ป้ายในชุดแดง


ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ข่าวเรื่องงักปุ๊กคุ้ง เจ้าพรรคหัวซานมาขอคำทำนายจากฮั่วอิ่นก็แพร่สะพัดไปทั่วยุทธภพ

ทว่าความสนใจของผู้คนกลับไม่ได้อยู่ที่ตัวงักปุ๊กคุ้ง หากแต่เป็นหน้าผาสำนึกตนของพรรคหัวซาน และคัมภีร์ทานตะวัน!

พรรคหัวซานเคยเป็นหนึ่งในสำนักชั้นยอดแห่งยุทธภพ แม้ในปัจจุบันจะลดระดับลงมาเป็นเพียงสำนักระดับสาม แต่ชื่อเสียงก็ยังคงหลงเหลืออยู่

หากภายในหน้าผาสำนึกตนของพรรคหัวซานมีจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ซ่อนตัวอยู่จริง เช่นนั้นเรื่องราวย่อมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ตราบใดที่จอมยุทธ์ผู้นั้นยินยอมออกจากการเร้นกาย พรรคหัวซานก็สามารถหวนคืนสู่สถานะสำนักชั้นยอดได้อีกครั้ง และอาจเทียบเคียงได้กับตำหนักยี่ฮวากงหรือแม้แต่สมาคมใต้หล้า!

กระทั่งพรรคสุริยันจันทราซึ่งเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาต ยังต้องรู้สึกยำเกรงมากขึ้น

เอ่ยถึงพรรคสุริยันจันทรา ย่อมมิอาจละเลยคัมภีร์ทานตะวัน

คนในยุทธภพล้วนทราบว่าพรรคหัวซานตกต่ำลงก็เนื่องจากการแยกขั้วระหว่างสายกระบี่กับสายลมปราณ

เดิมทีทุกคนล้วนเข้าใจว่านั่นเป็นเพียงความขัดแย้งทางแนวคิด หาได้คาดคิดไม่ว่าความขัดแย้งนั้นจะมีต้นตอมาจากคัมภีร์ลึกลับเล่มหนึ่ง

คัมภีร์ทานตะวัน!

ว่ากันว่าตงฟางปุ๊ป้ายแห่งพรรคสุริยันจันทราสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขบัญชามารทั้งปวง ก็เพราะฝึกฝนคัมภีร์ทานตะวันที่ช่วงชิงมาจากพรรคหัวซานนี้เอง แม้เป็นเพียงบทคัดย่อก็ตาม!

เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ผู้คนในยุทธภพก็ล้วนตกตะลึงกับความลี้ลับของเรื่องราว และต่างก็ใคร่รู้ไม่สิ้นสุด

เพียงบทคัดย่อยังร้ายกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นคัมภีร์ทานตะวันฉบับสมบูรณ์จะยิ่งใหญ่เพียงใดกันเล่า?

แต่น่าเสียดาย ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบแก่โลกได้

แม้แต่ตงฟางปุ๊ป้ายเอง ก็มิอาจรู้คำตอบนั้น

...

...

ผาไม้ดำ

ในตำหนักอันมืดหม่น เงาร่างหนึ่งในชุดแดงเย้ายวนเอนกายอยู่บนตั่งนุ่ม มือหนึ่งจับเข็ม อีกมือหนึ่งยึดผืนผ้า กำลังปักลวดลายอย่างเงียบงัน

คิ้วเรียวเฉียบดุจกระบี่ ขมับผมประหนึ่งถูกสลักด้วยคมมีด ผิวขาวราวหิมะ ลักษณะใบหน้างามประณีต เย้ายวนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความองอาจและเย็นชา

เส้นผมดำขลับนุ่มสลวยปล่อยสยายตามธรรมชาติ พาดอยู่บนไหล่ขาวผ่องไร้ที่ติ ยิ่งเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนขึ้นอีกหลายส่วน

น่าเสียดาย ภาพลักษณ์งดงามถึงเพียงนี้กลับถูกเก็บงำไว้ในตำหนักมืด ไร้ผู้ใดได้ชมชื่น หากเปิดเผยออกมา คงต้องทำให้ทั่วทั้งยุทธภพตะลึงงัน

ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยกับความงามของตนเอง เพียงเงียบงันและตั้งใจปักลวดลาย

มุ่งมั่นจะปักภาพภูผาธาราให้สำเร็จ

...ตึก...ตึก...ตึก...

เสียงฝีเท้าดังมาจากที่ไม่ไกล

ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำแฝงเสน่ห์ราวกับกระซิบ

"หยางเหลียนถิง ขอเข้าเฝ้าประมุข"

หยางเหลียนถิงเป็นบุรุษรูปงาม คิ้วดั่งกระบี่ ดวงตาเฉียบคม รูปร่างสูงสง่า

แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดหาใช่รูปลักษณ์ หากคือพลังบุรุษอันเปี่ยมด้วยความแข็งแกร่ง

ในพรรคสุริยันจันทรา มีสตรีนับไม่ถ้วนลุ่มหลงในเสน่ห์ของเขา

หยางเหลียนถิงหาได้ใส่ใจเหล่าสตรีในพรรคไม่ ตรงกันข้าม เขากลับมองด้วยแววตาเหยียดหยาม เพราะในห้วงจิตของเขา มีเพียงเงาร่างหนึ่งที่สถิตมั่นอยู่แต่ผู้เดียว

ร่างในชุดแดงฉาน งามสง่าเฉียบคม เพียงแค่ได้พบเพียงคราเดียวเมื่อสิบปีก่อน เขาก็ไม่อาจลืมเลือนได้อีกเลย

"มีเรื่องอันใด?"

เบื้องหลังม่านทึบหลายชั้น พลันมีเสียงเยียบเย็นดังออกมา

เสียงนั้นมิได้แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันใด เสมือนสายน้ำแข็งเย็นชาจับใจ ไร้ซึ่งอารมณ์หรือไถ่ถาม มีเพียงความเยียบเย็นที่แทบทำให้คนสั่นสะท้าน

หยางเหลียนถิงได้ยินดังนั้น ก็รีบประสานมือคารวะเอ่ยอย่างเคารพยิ่งว่า “ไม่นานมานี้ ในยุทธภพมีข่าวลือแพร่สะพัด…”

แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องคัมภีร์ทานตะวันที่ถูกลือกันหนาหูในหมู่นักยุทธ์ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

จนกระทั่งกล่าวจบสิ้น ไม่แม้แต่คำเดียวเล็ดลอดออกมาจากหลังม่านนั้น

หยางเหลียนถิงรออยู่เนิ่นนานอย่างอดทน ก่อนจะลองเรียกอีกครั้งอย่างแผ่วเบา

“ประมุข…”

ทว่าไม่ทันได้เอ่ยต่อ ก็ถูกเสียงเย็นชาเดิมขัดขึ้น

“ออกไป”

หยางเหลียนถิงจ้องมองม่านตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนา

แม้จะไม่อาจได้เห็นร่างงามในชุดแดง แต่ตราบใดที่ได้อยู่ในห้องเดียวกันกับผู้เป็นที่รัก เขาก็รู้สึกพึงใจเพียงพอแล้ว

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงจำใจถอยออกไป

หลังหยางเหลียนถิงจากไป เงาร่างอันงามเย้ายวนเบื้องหลังม่านก็หาได้เคลื่อนไหวไม่ ยังมั่นคงอยู่กับการปักลวดลาย

กระทั่งเข็มสุดท้ายปักลง นางจึงวางมือลงอย่างแผ่วเบา ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า

“หมอดูแห่งยุทธภพ ปากเหล็กฟันธง…”

“ในเมื่อเจ้ากล้าฟันธงว่าข้าฝึกได้เพียงบทคัดย่อ เช่นนั้นเจ้าคงล่วงรู้ว่าเคล็ดวิชาเต็มฉบับนั้นอยู่แห่งใดสินะ”

เสียงรำพึงรำพันอย่างแผ่วเบา ในแววตาเยียบเย็นปรากฏแสงสว่างวาบราวสายฟ้าแลบ

หลายปีมานี้มิได้ย่างก้าวสู่ยุทธภพ ผู้คนชักจะลืมเลือนนามแห่งตงฟางปุ๊ป้ายเสียแล้วกระมัง

ก็ควรแล้ว… ที่เขาจะออกเดินอีกครา

...

...

ยอดเขาเซิ่งกวาน

หน้าโถงพรรคซงซาน

บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดแพรดำ ใบหน้าเข้มกร้าว เปี่ยมไปด้วยอำนาจบาตรใหญ่ นั่งอยู่บนอาสน์ประธานอย่างสง่างาม

เขาคือจ้อแหน้เซี้ยง ท่านประมุขซงซาน ศัตรูคู่แข่งที่งักปุ๊กคุ้งยำเกรงที่สุด

จ้อแหน้เซี้ยงกวาดตามองศิษย์น้องโดยรอบ แล้วกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นว่า

“คงได้ยินข่าวลือในยุทธภพกันแล้ว กระทั่งเรื่องของพรรคหัวซาน พวกเจ้าคิดเห็นประการใด?”

บรรดาผู้คุมตำแหน่งสูงในพรรคซงซานต่างสบตากัน ก่อนจะหันไปมองฮุยปิ้ง ผู้มีใบหน้าเยียบเย็นคล้ายงูเห่า

ฮุยปิ้งประสานมือ คารวะเล็กน้อยพลางกล่าวว่า

“ท่านประมุข เรื่องของหมอดูผู้นั้นเราก็เคยได้ยินมาบ้าง จากที่เคยแสดงฝีมือมา คำทำนายในครานี้ก็อาจจะจริงเช่นกัน”

จ้อแหน้เซี้ยงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ยิ่งเย็นชา เขากล่าวเสียงขรึมว่า

“เช่นนั้นก็แปลว่าพรรคหัวซานยังมีจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ซ่อนตัวอยู่อีกคน?”

ฮุยปิ้งพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าของจ้อแหน้เซี้ยงก็ยิ่งขรึมเข้มขึ้นกว่าเดิม

นับตั้งแต่ศึกประลองระหว่างห้าขุนเขากระบี่กับพรรคสุริยันจันทรา ณ ผาสำนึกตนของพรรคหัวซานเมื่อหลายปีก่อน บรรดาห้าขุนเขากระบี่ก็ตกต่ำลงพร้อมกันทั้งหมด

หลายปีให้หลัง จ้อแหน้เซี้ยงรวบรวมแก่นแท้ของกระบี่พรรคซงซานขึ้นมาใหม่ ประดิษฐ์เป็นเพลงกระบี่ซงซานชุดใหม่จนทำให้พรรคซงซานกลับมาผงาดอีกครั้ง มีทีท่าจะเป็นผู้นำแห่งห้าขุนเขากระบี่

ตามแผนเดิมของเขา อีกไม่นานก็จะจัดประชุมห้าขุนเขากระบี่ขึ้น เพื่อสถาปนาตนเองเป็นผู้นำห้าขุนเขากระบี่

ด้วยวรยุทธ์อันสูงส่งของเขา ก็แทบไม่มีผู้ใดในห้าขุนเขากระบี่จะต้านทานได้

แต่หากพรรคหัวซานยังมีจอมยุทธ์ขอบเขตปรมาจารย์ซ่อนตัวอยู่ เช่นนั้นเรื่องราวย่อมแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

แม้ฝีมือจ้อแหน้เซี้ยงจะร้ายกาจเพียงใด แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตเซียนก่อนกำเนิด หาใช่คู่มือของผู้ที่เหยียบย่างสู่ขอบเขตปรมาจารย์ไม่

เขาย่อมเข้าใจข้อนี้ดี จึงเมื่อได้ยินข่าวว่าในพรรคหัวซานอาจมีผู้แกร่งกล้าเร้นกายอยู่ ก็รีบเรียกประชุมเหล่าศิษย์ร่วมสำนักเพื่อหาทางรับมือ

"พวกเจ้ามีข้อเสนออันใดบ้าง?"

จ้อแหน้เซี้ยงกวาดตามองผู้คนโดยรอบ ถามเสียงขรึม ความสำเร็จของเขา และการผงาดของพรรคซงซาน ล้วนมิอาจขาดแรงสนับสนุนจากบรรดาผู้ร่วมคณะเบื้องหน้า

ฮุยปิ้งครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ท่านประมุข พรรคหัวซานมีผู้เร้นกายฝีมือสูง พวกเราเองก็อาจมีเช่นกันก็ได้”

จ้อแหน้เซี้ยงมองฮุยปิ้งด้วยสายตาเย็นชาเสมือนมองคนเขลา

แท้จริงแล้ว เขาเองก็เคยมีความคิดเช่นนั้นมาก่อน แม้กระทั่งเคยกระทำบางสิ่งด้วยความโง่งม

แต่ปัญหาคือ…พรรคซงซานของพวกเขา มิได้มีผู้เร้นกายอันใดแม้เพียงคนเดียว!

คนอื่น ๆ เองก็คิดว่าฮุยปิ้งกล่าวล้อเล่น หากพรรคซงซานมีผู้เร้นกายอยู่จริง เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ต้องมานั่งประชุมวิตกกันอยู่เช่นนี้หรอก!

ฮุยปิ้งเมื่อเห็นสายตาของทุกผู้คน จึงรีบกล่าวแก้ว่า “ทุกท่านเข้าใจผิดแล้ว ที่ข้ากล่าวถึงผู้เร้นกาย หาใช่หมายถึงคนผู้หนึ่ง แต่เป็นวิธีการหนึ่งต่างหาก”

จ้อแหน้เซี้ยงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า “เจ้าหมายความว่า...จะให้พวกเราไปขอคำทำนายจากท่านฮั่วหรือ?”

ฮุยปิ้งพยักหน้า กล่าวว่า “ข้าหมายถึงเช่นนั้น”

เมื่อคำพูดจบลง ดวงตาของทุกคนก็ล้วนเปล่งประกายขึ้นทันใด

งักปุ๊กคุ้งล่วงรู้ว่าพรรคหัวซานมีจอมยุทธ์เร้นกาย ก็เพราะท่านฮั่ว

แม้พรรคซงซานของพวกเขาจะไม่มีจอมยุทธ์เช่นนั้น แต่ก็ยังสามารถไปขอคำพยากรณ์จากท่านฮั่วได้!

ในเมื่อไม่มีผู้เร้นกาย เช่นนั้นก็จงสร้างขึ้นมาสิ!

จ้อแหน้เซี้ยงคิดใคร่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่าคำของฮุยปิ้งมีเหตุผลอย่างยิ่ง หากเขาไปขอคำพยากรณ์จากท่านฮั่ว ก็อาจได้รับผลอันยิ่งใหญ่ตอบกลับ

เขาจึงสะบัดแขนเสื้อ ตบที่พักแขนเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงกร้าวว่า

“เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้ ตัวข้าจะออกเดินทางไปยังเมืองเจ็ดวีรบุรุษในทันที!”

...

...

เมืองเจ็ดวีรบุรุษ

ฮั่วอิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ จู่ ๆ ก็จามออกมาหนึ่งที

เขายกมือขยี้จมูกพลางพึมพำเบา ๆ ว่า “รู้สึกว่าช่วงนี้จะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีกแล้วกระมัง หรือว่าจะมีเจ้าสัวใหญ่คนใหม่มาอีกแล้ว?”

น่ากล่าวไว้ด้วยว่า…ค่าครูในภายหลังที่งักปุ๊กคุ้งกับยิ่มเอี่ยงเอี้ยงให้คำมั่นไว้ก็ได้ถูกส่งมาจนครบถ้วน

บัดนี้ในมือของฮั่วอิ่นมีค่าครูมากกว่าแสนตำลึง หากแปลงเป็นแต้มโชคชะตาก็เทียบเท่ากับกว่าหนึ่งแสนแต้ม

แต่ฮั่วอิ่นหาได้คิดจะนำไปแลกหีบสมบัติในทันที เขาตั้งใจจะเก็บสะสมให้ได้ครบสิบหีบแพลตินัมแล้วค่อยใช้รวดเดียว

ก่อนถึงเวลานั้น ทุกวันของเขาก็จะมีเพียงการคำนวณโชคชะตา ชี้แนะทางหลุดพ้นให้ชาวยุทธ กับจำลองการต่อสู้กับหุ่นเชิดต่อสู้ หรือไม่ก็ปลีกตนฝึกสมาธิอย่างเงียบงัน

คืนหนึ่งในยามดึก ฮั่วอิ่นนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง กำลังฝึกปราณเงียบ ๆ จู่ ๆ ก็พลันเกิดลางสังหรณ์บางอย่าง จึงหันไปมองทางหน้าต่าง

บนขอบหน้าต่าง ปรากฏเงาร่างหนึ่งในชุดแดงเอนพิงอยู่กับกรอบไม้ ขาข้างหนึ่งตั้งขึ้น อีกข้างหนึ่งห้อยตามสบาย

ในมือของนางมีจอกสุรา กำลังกรอกลงคออย่างไม่แยแส มวลสุราไหลทะลักจากมุมปาก ไหลผ่านแนวคางเรียวลึกลงไปถึงลำคอขาวผ่องดุจหงส์ แล้วซึมซับลงบนสาบเสื้ออย่างแช่มช้า

อึก อึก

นางวางจอกลง แล้วเปล่งเสียงพึงใจออกจากริมฝีปากอิ่มแดง

“อยากลองสักคำไหม?”

เสียงเย็นชาดังแว่วมาราวกับแสงจันทร์ ยิ่งเย็นยิ่งเฉียบ เหมือนลมเหมันต์กระทบผิว

นางจ้องมองฮั่วอิ่น ดวงตานิ่งเฉยกวาดสำรวจเขาอย่างไม่ปิดบัง

ฮั่วอิ่นมองดูสตรีแปลกหน้าที่โผล่มาอย่างกะทันหัน สีหน้าก็เผยแววประหลาดออกมาเล็กน้อย

เขากำลังพิจารณานาง เช่นเดียวกับที่เขาเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

ประมุขพรรคสุริยันจันทรา ตงฟางปุ๊ป้าย!

“วันนี้ข้าทำนายไปสามเรื่องแล้ว หากต้องการให้ข้าคำนวณชะตาใหม่ พรุ่งนี้ค่อยมาเถิด”

ฮั่วอิ่นหาได้ยอมผ่อนปรนแม้ต้องเผชิญความงามล่มเมืองของตงฟางปุ๊ป้าย

หลักของเขามีเพียงหนึ่งเดียว รู้จักแต่ค่าครู ไม่รู้จักบุคคล ไม่ว่างดงามเพียงใดก็ไม่อาจเปลี่ยนกฎของเขาได้

...

ปล. ตงฟางปุ๊ป้าย ในเรื่องนี้เป็นผู้หญิง โดยอ้างอิงเวอร์ชั่นหนังที่ หลิน ชิงเสีย เล่น (หรืออาจป้องกันการถูกแบนจากรัฐก็ไม่ทราบได้)

จบบทที่ บทที่ 21 ตงฟางปุ๊ป้ายในชุดแดง

คัดลอกลิงก์แล้ว