เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 รากเหง้าของพรรคหัวซาน

บทที่ 19 รากเหง้าของพรรคหัวซาน

บทที่ 19 รากเหง้าของพรรคหัวซาน


ฮั่วอิ่นมองบรรดาผู้คนที่ยังคงตกตะลึงไม่หาย พลางยิ้มออกมาเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า

“แม้จะเป็นเพียงคัมภีร์ทานตะวันฉบับที่ไม่สมบูรณ์ ก็ยังสามารถดึงดูดให้พรรคสุริยันจันทรายกทั้งพรรคออกมาแย่งชิงกันขนาดนี้ คิดดูเถิดว่าหากเป็นฉบับสมบูรณ์แล้วจะน่ากลัวถึงเพียงใด!”

ทุกคนเมื่อได้ฟังก็ล้วนเห็นด้วยอย่างยิ่ง

ของที่ไม่สมบูรณ์ยังวิเศษได้ถึงเพียงนั้น ของสมบูรณ์จะไปเหลืออะไร!

น่าเสียดายที่ในตอนนั้น งักเซียวกับฉั่วจื้อฮงไม่อาจจดจำเนื้อหาในคัมภีร์ทั้งหมดได้ มิเช่นนั้นแล้ว วันนี้ผู้ครองยอดยุทธภพคงจะเป็นพรรคหัวซานไปนานแล้ว!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาทั้งหลายที่มองไปยังงักปุ๊กคุ้งก็มิอาจไร้ซึ่งความเวทนา โอกาสเช่นนั้นแต่เดิมควรเป็นของพรรคหัวซานแท้ ๆ สุดท้ายกลับถูกพรรคสุริยันจันทราแย่งไป

งักปุ๊กคุ้งรับช่วงสำนักที่กำลังตกต่ำ ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถตลอดหลายปี เพิ่งจะพอมองเห็นทางรุ่งเรือง ทว่าเมื่อเปรียบกับตงฟางปุ๊ป้ายแล้ว ก็ยังดูน่าสงสารอยู่ดี

งักปุ๊กคุ้งหันไปมองฮั่วอิ่น ก่อนเอ่ยด้วยความจริงจังว่า

“ท่านฮั่ว เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไร จึงจะสามารถกอบกู้พรรคหัวซานให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง?”

ฮั่วอิ่นพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบว่า

“รากเหง้าของความเสื่อมถอยในพรรคหัวซาน อยู่ที่ความแตกร้าวระหว่างสายกระบี่กับสายพลังภายใน หากสามารถขจัดความขัดแย้งนี้ได้ ก็จะมีโอกาสฟื้นฟูได้อีกครั้ง”

งักปุ๊กคุ้งได้ฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะอย่างฝืดเฝื่อน

กล่าวนั้นง่าย แต่กระทำได้จริงยากยิ่ง

แม้ฮั่วอิ่นจะอธิบายถึงต้นเหตุของความขัดแย้งอย่างชัดเจนแล้วก็ตาม แต่ความบาดหมางที่สะสมกันมาหลายสิบปี ใช่จะคลี่คลายได้ด้วยคำไม่กี่ประโยค

เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ เขาจึงคารวะฮั่วอิ่นอีกครั้ง พร้อมกล่าวอย่างแน่วแน่

“ขอท่านชี้แนะทางสว่างให้แก่ข้าด้วยเถิด!”

ฮั่วอิ่นมองงักปุ๊กคุ้งอย่างลึกซึ้ง ก่อนเอ่ยว่า

“ยังมีอีกหนทางหนึ่งที่สามารถฟื้นฟูพรรคหัวซานได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ การมีผู้แข็งแกร่งที่สามารถข่มขวัญทั่วทั้งยุทธภพ และต่อกรกับตงฟางปุ๊ป้ายได้!”

งักปุ๊กคุ้งได้ฟังดังนั้นก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ

“ยอดฝีมือเช่นนั้น ล้วนมีภูมิหลังยิ่งใหญ่ สำนักเล็กอย่างเราจะดึงดูดเขาได้อย่างไร?”

เขาย่อมรู้ดีว่าสำนักของตนเหลือพลังอยู่เท่าใด ปัจจุบัน มีเพียงเขากับภรรยาเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนจนถึงระดับขอบเขตเซียนก่อนกำเนิด

แม้แต่จะเทียบกับสำนักซงซานที่กำลังรุ่งเรือง ยังมิอาจเทียบเคียงได้ ผู้ใดจะยอมลดตัวมาร่วมกับสำนักที่โรยราเช่นนี้ เว้นเสียแต่สมองจะไม่ดี!

ฮั่วอิ่นยิ้มบาง ๆ กล่าวขึ้นว่า

“เมื่อข้าเอ่ยเช่นนี้ ก็ย่อมมีทางช่วยให้เจ้าสมปรารถนา แต่…”

แต่สิ่งเช่นนี้…ย่อมไม่ฟรี!

ฮั่วอิ่นเคาะโต๊ะเบา ๆ เป็นสัญญาณ

งักปุ๊กคุ้งเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ก็เข้าใจในทันที ถึงคราวต้องควักเงินเพิ่มอีกแล้ว!

ทว่าบัดนี้ เขากลับไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทองแม้แต่เหรียญทองแดงก็ไม่เหลือให้ควักออกมาได้

งักปุ๊กคุ้งกัดฟันแน่น กล่าวต่อฮั่วอิ่นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ว่า

“ขอท่านโปรดชี้แนะแก่ข้าก่อน เมื่อข้ากลับถึงพรรคหัวซานแล้ว ข้าจะให้ผู้อื่นนำเงินหนึ่งแสนตำลึงมามอบให้ท่านเป็นค่าพยากรณ์!”

หนึ่งแสนตำลึง จำนวนนี้พรรคหัวซานในตอนนี้ไม่มีทางหาได้เลย

แต่เพื่อสานต่อความมุ่งหมายในการฟื้นฟูสำนัก และบรรลุความทะเยอทะยานที่สุมอยู่ในใจ เงินจำนวนนี้…ยังไงเขาก็ต้องหามาให้ได้!

ต่อให้ต้องขายทรัพย์สินทั้งหมด หรือไปกู้ยืมจากใครก็ตาม เขาก็จะรวบรวมเงินจำนวนนี้มาให้ได้!

เหล่าผู้คนรอบด้านเมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวของงักปุ๊กคุ้ง ต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า ฮั่วอิ่นนั้นช่างแล้งน้ำใจเหลือเกิน เห็นแต่เงินทอง ไม่ไยดีต่อจิตใจของผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย

ทว่า ฮั่วอิ่นหาได้สนใจสายตาหรือความรู้สึกของผู้ใดไม่

ในโลกใบนี้ เขาไร้ญาติขาดมิตร สิ่งที่ใกล้ชิดเขามากที่สุด ก็เห็นจะมีเพียงเงินตราที่เย็นเยียบแต่จับต้องได้เท่านั้น

งักปุ๊กคุ้งมาขอให้เขาช่วย เช่นนั้นก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน

ท่านเสินโหวใจเหล็กยังต้องอั้นความแค้นไว้ไม่กล้าลงมือ แล้วยังยอมจ่ายเงินเป็นถุงเป็นถังเพื่อขอคำชี้แนะจากเขาไม่ใช่หรือ?

ทั้งหมดทั้งสิ้น ล้วนคือการแลกเปลี่ยน มิใช่เรื่องของฐานะ หรือพลังฝีมือ

ทุกอย่างชัดเจน ยุติธรรม และสมเหตุสมผลดีแล้ว

เมื่อได้รับคำมั่นจากงักปุ๊กคุ้งแล้ว ฮั่วอิ่นจึงเอ่ยต่อไปด้วยรอยยิ้มที่ยากจะอ่านออก

“แท้จริงแล้ว ภายในพรรคหัวซานของพวกเจ้า ยังมียอดฝีมือท่านหนึ่งซ่อนตัวอยู่”

งักปุ๊กคุ้งได้ฟังถึงกับตกตะลึง

ในฐานะประมุข เขาย่อมรู้ทุกซอกทุกมุมของสำนักดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินชื่อยอดฝีมือเช่นนี้มาก่อน?

ฮั่วอิ่นกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน

“ในอดีตกาล เมื่อประมุขคนก่อนของพรรคสุริยันจันทรา... ยิ่มอั้วเกี่ย นำผู้คนมากดดันพรรคหัวซานอยู่หลายครา ครั้งสุดท้ายนั้น ยอดฝีมือผู้ลี้เร้นผู้นี้ไม่อาจทนดูได้อีก จึงออกมาจัดการพวกมารจนกระเจิง พวกมันถึงกับหวาดกลัวไม่กล้ากล้ำกรายมาอีกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

สายตาของงักปุ๊กคุ้งพลันสว่างวาบ

เขารีบถามออกไปทันทีว่า

“ขอถามท่านฮั่วว่า…ท่านผู้หลบเร้นผู้นั้น อยู่ ณ ที่ใด?”

ฮั่วอิ่นหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า

“ที่ผาสำนึกตน”

...

...

เมื่อได้รับคำตอบว่าเป็นผาสำนึกตน งักปุ๊กคุ้งก็รีบหมุนตัวออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้ากลับสู่หัวซานทันที

เขาต้องไปยังผาสำนึกตนเพื่อตามหาแขกผู้ลี้เร้นผู้นั้นให้พบ!

ทันทีที่งักปุ๊กคุ้งจากไป โรงเตี๊ยมก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง

ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างคึกคัก อยากรู้ว่า “ยอดฝีมือ” ที่ฮั่วอิ่นกล่าวถึงนั้น แท้จริงเป็นใครกันแน่

“คงเป็นยอดฝีมือจากรุ่นก่อน ๆ ของพรรคหัวซานนั่นแหละ!”

“นั่นสิ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมออกมาช่วยพรรคหัวซานสู้กับพรรคสุริยันจันทราหรอก!”

“หากท่านประมุขงักสามารถชักชวนยอดฝีมือผู้นี้ออกจากการลี้เร้นได้ พรรคหัวซานก็อาจกลายเป็นอันดับหนึ่งแห่งห้าขุนเขากระบี่เลยก็ได้!”

“ไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นต่อกรกับพรรคสุริยันจันทราได้เลยทีเดียว!”

ฮั่วอิ่นฟังเสียงวิจารณ์ที่กระจายอยู่รอบกาย สีหน้ากลับไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม

แท้จริงแล้ว…ฮวงเช็งเอี๊ยงผู้นั้น แต่เดิมควรจะปรากฏตัวในฐานะผู้นำทางของเล่งฮู้ชงเท่านั้น

แต่สำหรับเขาแล้ว หากได้เห็นฮวงเช็งเอี๊ยงออกจากที่ลี้เร้นก่อนกำหนด และถึงขั้นเปิดศึกกับตงฟางปุ๊ป้ายเสียด้วยซ้ำ นั่นแหละจึงจะน่าสนใจ

เขาใคร่รู้มานานหลายปีแล้วว่า ระหว่างฮวงเช็งเอี๊ยงกับตงฟางปุ๊ป้ายนั้น ใครกันแน่ที่เหนือกว่า!

บางที…ในอนาคตอันใกล้นี้ คำตอบอาจปรากฏขึ้น

ส่วนเล่งฮู้ชงจะต้องพบเจอสิ่งใดนั้น ก็หาใช่เรื่องที่เขาจะใส่ใจไม่

ระหว่างที่ผู้คนในโรงเตี๊ยมกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีหญิงสาวนางหนึ่งก้าวเดินมาเบื้องหน้าฮั่วอิ่น

นางสวมกระโปรงยาวสีเขียวน้ำ หุ่นอรชรบอบบาง เรือนผมดำขลับเป็นมันเงา แลดูงามสง่า

แม้มิได้เผยโฉมใบหน้า แต่เพียงมองดวงตาคู่งามและผิวเนียนละเอียดก็พอเดาได้ว่า ต้องเป็นหญิงงามล่มเมืองคนหนึ่งแน่นอน

หญิงสาวสบตาฮั่วอิ่น เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา

“ท่านฮั่ว ในเมื่อท่านเอ่ยถึงอดีตประมุขยิ่มอั้วเกี่ยของพรรคสุริยันจันทรา และกล่าวถึงตงฟางปุ๊ป้าย เช่นนั้นท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องที่ตงฟางปุ๊ป้ายแย่งชิงอำนาจ ยึดตำแหน่งประมุขไป?”

น้ำเสียงของนางไพเราะอ่อนหวาน ราวกับสายน้ำไหลเอื่อย เพียงเอ่ยไม่กี่ถ้อยคำก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนโดยรอบได้โดยง่าย

หลายคนที่ฟังอยู่ สีหน้าล้วนแปรเปลี่ยนไปในทันที

บางคนไม่รู้แน่ชัดว่าการผลัดเปลี่ยนประมุขของพรรคสุริยันจันทรานั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังเช่นไร

อีกบางคนแม้เคยได้ยินเรื่องเล่าอยู่บ้าง แต่เพราะเกี่ยวข้องกับพรรคสุริยันจันทรา จึงไม่กล้าเอ่ยถึงมากนัก

แต่หญิงสาวผู้นี้กลับกล้าพูดเรื่องอันอ่อนไหวท่ามกลางผู้คน ย่อมต้องมีจิตใจกล้าหาญ หรือไม่ก็…ไม่สนใจชีวิต!

ทุกสายตาจับจ้องที่ฮั่วอิ่น รอคอยคำตอบของเขา

ฮั่วอิ่นมองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนตอบเสียงราบเรียบ

“ประมุขของพรรคสุริยันจันทรา จะเป็นยิ่มอั้วเกี่ยหรือตงฟางปุ๊ป้าย หรือแม้แต่แมวหมาข้างทาง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”

“หากจะถามข้าว่าคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ คำตอบของข้าคือ…นั่งดู”

ตั้งแต่ก้าวสู่โลกใบนี้ ฮั่วอิ่นก็วางกฎเกณฑ์ให้ตนเองไว้ชัดเจน

หน้าที่ของเขาคือพยากรณ์ ผู้ที่มาขอคำพยากรณ์ไม่ว่าจะดีเลวเพียงใด ล้วนได้รับการปฏิบัติเสมอหน้ากัน

ผู้ใดไม่รังแกเขา เขาก็จะไม่รังแกกลับ

แต่หากใครคิดรังแกเขา... รอให้เขาแข็งแกร่งเมื่อไร ค่อยว่ากันอีกที!

เพราะเช่นนี้ ไม่ว่าประมุขของพรรคสุริยันจันทราจะเป็นผู้ใด เขาก็หาได้ใส่ใจ

หญิงสาวได้ยินถ้อยคำของฮั่วอิ่น ก็เอ่ยถามอีกด้วยน้ำเสียงเจือแววพินิจ

“เช่นนั้นท่านฮั่วคิดเห็นเช่นไรต่อการแบ่งแยกระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม?”

ฮั่วอิ่นไม่แม้แต่จะไตร่ตรอง ตอบกลับในทันที

“สำหรับข้า คนในยุทธภพมีอยู่แค่สองประเภท

พวกหนึ่งคือผู้ที่มาขอคำพยากรณ์จากข้า

อีกพวกหนึ่ง คือพวกที่ไม่มาขอ

ส่วนเรื่องธรรมะหรืออธรรม ข้ามิเคยสนใจ”

ทุกคนเมื่อได้ฟัง ต่างก็รู้สึกว่าฮั่วอิ่นนั้นพูดและกระทำไปในทางเดียวกันจริง ๆ

เสินโหวใจเหล็กมา…เขาก็รับ

เฉาเจิ้งฉุนมา…เขาก็รับเช่นกัน

แม้แต่บุคคลเล็กน้อยที่มาขอคำพยากรณ์ ฮั่วอิ่นก็ไม่เคยปฏิเสธ

ท่าทีของเขาที่มีต่อผู้ขอพยากรณ์นั้นล้วนเท่าเทียมกัน ต่างกันก็เพียงแค่จำนวนเงินค่าครูเท่านั้น

แต่ถึงจำนวนเงินจะมากน้อยเพียงใด ก็ไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อท่าทีของฮั่วอิ่นเลยแม้แต่น้อย

ตัวอย่างเช่น เสินโหวใจเหล็ก จ่ายเงินไปกว่าหนึ่งล้านตำลึงเพื่อขอคำพยากรณ์

แต่เมื่อคืน…ก็ยังโดนซัดกลับไปอยู่ดี!

หญิงสาวได้ยินคำตอบของฮั่วอิ่นก็เอ่ยต่อไปว่า

“ข้าน้อยอยากขอให้ท่านฮั่วพยากรณ์หนึ่งเรื่อง ไม่ทราบว่าท่านฮั่วจะกรุณาไปยังสถานที่อื่น เพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”

ฮั่วอิ่นส่ายหน้าตอบอย่างเรียบง่าย

“หากเป็นเรื่องลับ ข้าย่อมตอบให้โดยลับ เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครรู้”

เมื่อเห็นฮั่วอิ่นหนักแน่นเช่นนั้น หญิงสาวจึงกล่าวต่อว่า

“ข้าน้อยมีสหายเก่าผู้หนึ่ง หายตัวไปในสถานที่อันตรายแห่งหนึ่ง ขอท่านฮั่วโปรดชี้แนะ ว่าควรทำอย่างไร จึงจะช่วยเหลือเขาให้หลุดพ้นจากสถานการณ์นั้นได้?”

ฮั่วอิ่นหัวเราะเบา ๆ พลางเคาะโต๊ะเบา ๆ

อย่านึกว่าเป็นหญิงงามแล้วจะได้พยากรณ์ฟรี!

ค่าครูก็ต้องจ่าย… แถมต้องเก็บเพิ่มด้วย!

อย่าถามว่าทำไม ข้าก็ตอบได้เลยว่า…เงินจากผู้หญิงน่ะหาได้ง่าย ไม่เก็บก็โง่แล้ว!

หญิงสาวเข้าใจเจตนา จึงหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งวางลงบนโต๊ะแล้วกล่าว

“หนึ่งหมื่นตำลึงเป็นค่าครู ขอท่านฮั่วโปรดรับไว้”

ฮั่วอิ่นได้ยินดังนั้น กลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า

“เรื่องที่แม่นางยิ่มขอให้ข้าพยากรณ์นั้น ไหนเลยจะแลกเปลี่ยนด้วยเงินหนึ่งหมื่นตำลึงได้?”

หญิงสาวที่ถูกฮั่วอิ่นเรียกว่า "แม่นางยิ่ม" ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมหน้าถึงกับพลันเปลี่ยนสี

ความรู้สึกของนางไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แม้จะได้ยินมานานแล้วว่าฮั่วอิ่นเป็นผู้พยากรณ์ปากเหล็กฟันธง รู้ทุกสิ่งไม่เว้นแม้เรื่องลับ แต่เพียงได้ประสบกับตนจริง ๆ จึงได้เข้าใจว่าชื่อเสียงนั้นหาใช่เกินจริงไม่

นางมองฮั่วอิ่นอย่างลึกซึ้ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า

“หากท่านฮั่วเต็มใจจะชี้แนะให้ข้าน้อย ข้าน้อยจะจัดหาอีกเก้าหมื่นตำลึงมาถวายภายในสามวัน!”

จบบทที่ บทที่ 19 รากเหง้าของพรรคหัวซาน

คัดลอกลิงก์แล้ว