- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สามสิบสอง เพียงแค่ขอทาน
บทที่สามสิบสอง เพียงแค่ขอทาน
บทที่สามสิบสอง เพียงแค่ขอทาน
บทที่สามสิบสอง เพียงแค่ขอทาน
“หืม?”
เมื่อเย่เฟิงเดินออกจากเรือนและเห็นว่าหลัวอู๋หมิงกับห้ามหาบรรพจารย์กำลังนั่งเรียงรายอยู่ริมกำแพงก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
“ไหนๆ ก็จะโยนทิ้งอยู่แล้ว... ให้พวกผู้เฒ่าเขาจัดการแทนก็แล้วกัน”
คิดได้ดังนั้น เย่เฟิงก็เดินไปยืนอยู่เบื้องหน้าทั้งหกคน จากนั้นก็โยนธูปสงบจิตสองร้อยดอกลงตรงหน้าของหลัวเทียนซิง ก่อนจะหันหลังก้าวกลับเข้าเรือนไปนอนต่ออย่างไม่ไยดี
...อะไรเนี่ย?
พวกเขาทั้งหมดมองดูธูปสงบจิตสองร้อยดอกตรงหน้าหลัวเทียนซิงแล้วก็ยืนนิ่งอึ้ง
“เหตุใดจึงรู้สึกราวกับกลายเป็นขอทานก็มิปาน?”
“อีกอย่าง ไอ้เจ้าหนูเย่เฟิงโยนธูปสองร้อยดอกให้เรา แต่ไม่กล่าวอันใดเลย นี่หมายความว่าอย่างไร?”
หลัวเทียนซิงงุนงงนักจึงหันไปถามคนอื่นด้วยใบหน้ามึนงง
“เดี๋ยวก่อน!”
ขณะทุกคนกำลังครุ่นคิด หลัวอู๋หมิงกลับร้องออกมาอย่างฉับพลัน
เมื่อห้ามหาบรรพจารย์หันมามองเขา หลัวอู๋หมิงก็รีบลดเสียงลงแล้วกล่าวอย่างเร่งรีบว่า
“ท่านมหาบรรพจารย์ขอรับ ท่านยังจำได้หรือไม่ ตอนก่อนท่านเคยบอกว่าธูปสงบจิตนี่เป็นแค่ของไร้ค่า เย่เฟิงก็เลยเออออไปด้วยว่าเป็นของไร้ค่า”
“หรือว่า... เย่เฟิงคิดจริงๆ ว่าธูปนี่มันไร้ค่าจึงโยนให้พวกเราไปจัดการตามใจ?”
เมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานที่กล้าหาญของหลัวอู๋หมิง ห้ามหาบรรพจารย์ก็ถึงกับตกใจ...เพราะฟังดูแล้วก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย!
“งั้น... ข้าลองถามดูดีหรือไม่?”
คิดได้ดังนั้น หลัวเทียนซิงก็ลุกขึ้นเดินไปหน้าประตู แล้วมองดูเย่เฟิงที่กำลังนอนอยู่บนเตียง เอ่ยอย่างแผ่วเบา “เย่เฟิง เจ้าจะให้ข้าช่วยจัดการธูปพวกนี้หรือไม่?”
“ท่านมหาบรรพจารย์ขอรับ ฝากรบกวนด้วย รีบจัดการของไร้ค่าพวกนี้ไปเสียที ไม่งั้นข้าคงต้องโยนทิ้ง ของไร้ค่าพรรค์นี้ทำให้ข้าเสื่อมเสียเกียรติของมหาเทพฟุ่มเฟือยเกินไป”
กล่าวจบ เย่เฟิงก็ไม่สนใจอีก กลับไปซุกผ้าห่มแล้วนอนต่ออย่างสบายใจ
“พวกเรา! วิ่ง!”
ได้ยินเช่นนั้น หลัวเทียนซิงก็หน้าเปื้อนยิ้มอย่างตื่นเต้น ตะโกนบอกพรรคพวกก่อนจะพุ่งทะยานตรงไปยังหลังยอดเขา
ที่หลังยอดเขา ในถ้ำบำเพ็ญ
หลัวเทียนซิงแบ่งธูปให้มหาบรรพจารย์อีกสี่คนคนละยี่สิบดอก ส่วนตนเองกอดเอาธูปที่เหลืออีกหนึ่งร้อยยี่สิบดอกเก็บไว้ แล้วมองหลัวอู๋หมิงที่จ้องตาเป็นมันพลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หลัวอู๋หมิง เจ้ามองอันใด มิใช่ของเจ้า ข้ามิมีให้เจ้า”
ได้ยินดังนั้น หลัวอู๋หมิงก็แทบร้องไห้!
ตอนยืนขอทานก็ยืนด้วยกัน ทำไมข้าถึงมิได้สักดอก!?
“พี่ใหญ่ ถ้าเช่นนั้น ต่อไปทุกเช้า พวกเราย้ายรังไปอยู่ริมกำแพงเรือนของเย่เฟิงกันดีหรือไม่?”
“มิว่าเขาจะกล่าวอะไร เราก็ตอบกลับไปแค่...ของไร้ค่าเท่านี้ก็เสร็จเราแล้ว!”
มหาบรรพจารย์คนที่ห้า ฉู่หยุนซานดูราวกับค้นพบขุมทรัพย์ในการร่ำรวย
“แม้คำว่าขอทานจะฟังดูไม่น่าฟัง แต่หากได้สมบัติเช่นนี้ ข้ายอมเป็นขอทานก็ได้!”
มหาบรรพจารย์คนที่สี่ เฉิงซิงเฟยกล่าวพลางจ้องธูปในมือด้วยสายตาลุกวาวราวกับอยากจะพุ่งไปรอที่กำแพงเดี๋ยวนั้นเลย
“ที่แท้การขอทาน...ก็รวยได้จริงๆ”
มหาบรรพจารย์คนที่สาม เฉาเหมินเฟิงและมหาบรรพจารย์คนที่สอง เจียงฮ่าวอวี้ก็กล่าวพลางถอนใจ
หลัวเทียนซิงได้ยินคำกล่าวของพวกเขาก็ยังคงสงบนิ่ง เพราะเขารู้ดีว่าทุกคนเพียงกล่าวล้อเล่น ไม่ได้คิดจะหลอกเย่เฟิงจริงๆ
เพราะหากเย่เฟิงมีของดีย่อมมอบให้พวกเขาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เล่ห์เพทุบายใดๆ
ที่สำคัญ...พวกเขาไม่เคยปริปากว่าเป็นของไร้ค่า เพียงแต่เย่เฟิงเข้าใจเองทั้งหมด!
หากบอกความจริงเกินไป เย่เฟิงอาจจะย้อนกลับมาว่า'งั้นข้าเก็บไว้ให้สุนัขดมเล่นดีกว่า!' นั่นน่ะ...ทรมานกว่าตายอีก!
“พอเถอะ พรุ่งนี้เย่เฟิงต้องไปยังโถงเคลื่อนย้ายของสมรภูมิมรรคาสวรรค์แล้ว หลัวอู๋หมิง เจ้าจงเป็นผู้นำทีมไปด้วยตนเองต้องคุ้มครองความปลอดภัยของเขาให้ดี”
“อย่าไปร่วมกับขบวนนิกายใหญ่เดินทางแยกไปเองจะดีที่สุด”
หลัวเทียนซิงออกคำสั่งอย่างจริงจัง
“ขอรับ มหาบรรพจารย์!”
หลัวอู๋หมิงรับคำอย่างไม่ลังเล
...
หนึ่งวันผ่านไป ในขณะที่เย่เฟิง ‘บังคับตนเองให้นอน’ อย่างทรมาน...ในที่สุดก็ผ่านพ้นมาได้
เมื่อลืมตาตื่นอีกครั้ง ดวงตาเขาไม่พร่ามัวอีกต่อไป แต่เปล่งประกายด้วยความคาดหวัง
วันนี้คือวันที่เขาจะได้ไปยังสมรภูมิมรรคาสวรรค์!
“มาดูกัน วันนี้ข้าจะได้อะไรเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย”
เย่เฟิงเปิดหน้าต่างระบบอย่างคล่องแคล่ว
สินค้าฟุ่มเฟือยของวันนี้: ยันต์คุกปฐพีระดับสองขั้นที่เก้าจำนวนหนึ่งหมื่นแผ่น
ยันต์คุกปฐพี: เมื่อใช้จะสร้างคุกดินขังศัตรูไว้ภายใน
“น่าสนใจ แม้ไม่ใช่ยันต์โจมตีโดยตรง แต่ก็ไว้ค่อยๆ ใช้ทีหลังก็ย่อมได้ เผื่อในสมรภูมิมรรคาสวรรค์จะได้มีเรื่องสนุกให้เล่น”
เย่เฟิงเผยรอยยิ้มเลศนัย เพราะเป้าหมายของเขาคือชั้นที่สองของสมรภูมิมรรคาสวรรค์ ที่ซึ่งมีแต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตเคลื่อนลมปราณและสัตว์อสูรอันร้ายกาจ
...
ด้านนอกเรือนพัก
“วันนี้เจ้าเย่เฟิงจะไปแล้ว ข้าไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ของดีอีกหรือไม่กันนะ”
หลัวเทียนซิงที่ซุ่มอยู่ริมกำแพงกล่าวด้วยสายตาคาดหวังอย่างแรงกล้า วันนี้เขาแอบมาคนเดียว...ไม่ได้บอกพี่น้อง เพราะเรื่องน่าอายเช่นนี้... ให้เขาเป็นคนแบกรับไว้เองเถอะ!
แต่ก่อนที่เขาจะได้สมหวัง คนผู้หนึ่งก็โผล่มาไม่ไกล...คือมหาบรรพจารย์คนที่สอง เจียงฮ่าวอวี้
เมื่อสายตาทั้งสองบรรจบกัน ต่างฝ่ายต่างก็เผยสีหน้าอึดอัด
“เจ้า... เกินไปแล้ว”
หลัวเทียนซิงกล่าวพลางมองเจียงฮ่าวอวี้ที่กำลังหยิบชามใบใหม่เอี่ยมออกมาวางเบื้องหน้า...หน้าของเขากระตุกจนควบคุมไม่อยู่!
“ข้าควรคิดได้ตั้งนานแล้วสิ! ไหนๆ ก็อับอายแล้วจะขาดชามไปใบเดียวได้อย่างไร!?”
“พี่ใหญ่ เราทำสัญญากันดีไหม วันนี้ถ้าได้ของจากเย่เฟิง มิว่าใครจะได้ต้องแบ่งให้อีกคนครึ่งหนึ่ง”
เจียงฮ่าวอวี้กล่าวอย่างมีน้ำใจ
ทว่า ก่อนที่หลัวเทียนซิงจะทันตอบก็มีเงาน่าสงสัยเดินเข้ามาอีก
มหาบรรพจารย์คนที่สาม เฉาเหมินเฟิงปรากฏตัวพร้อมชามที่บิ่นมุม!
“พี่ใหญ่ พี่รอง หากมิรังเกียจให้น้องชายผู้นี้เข้าร่วมด้วยเถิด”
เขากล่าวอย่างเก้อเขินก่อนจะนั่งลงข้างเจียงฮ่าวอวี้
“เจ้านี่มัน... เกินไปแล้วจริงๆ!”
เห็นชามบิ่นนั่น หลัวเทียนซิงกับเจียงฮ่าวอวี้ก็โวยขึ้นพร้อมกัน
ไม่นาน มหาบรรพจารย์คนที่สี่ เฉิงซิงเฟย และคนที่ห้า ฉู่หยุนซานก็มาถึง
เฉิงซิงเฟย: ชามบิ่น + เสื้อคลุมขาดวิ่น
ฉู่หยุนซาน: ชามบิ่น + เสื้อคลุมขาดวิ่น + ผมยุ่งหัวฟู + หน้าเปื้อนฝุ่น
เมื่อเห็นสภาพของทั้งสี่คน หลัวเทียนซิงแทบจะบ้าตาย!
“เพียงแค่ขอทาน... พวกเจ้าไม่ต้องเอาจริงเอาจังเช่นนี้ก็ได้กระมั้ง!”