เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร

บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร

บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร


บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร

“เจ้าเย่เฟิงผู้นี้ วันๆ เอาแต่นอนหลับ! วันนี้ต้องไปยังโถงเคลื่อนย้ายของสมรภูมิมรรคาสวรรค์แล้ว ข้าต้องรีบปลุกเจ้าเด็กนี่ให้ตื่นแต่เช้าเสียหน่อย”

ทว่าเมื่อหลัวอู๋หมิงเดินเข้าใกล้เรือนของเย่เฟิง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเหล่าห้ามหาบรรพจารย์กำลังนั่งเรียงรายกันอยู่ริมกำแพง ท่าทางแต่ละคนแตกต่างกันออกไป เขาจึงเบิกตากว้าง ก่อนจะหันหลังกลับทันทีแล้วเร่งเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่เห็น! ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น!”

“บ้าชะมัด! ท่านมหาบรรพจารย์เป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ!”

ในหัวของหลัวอู๋หมิงยังคงฉายภาพท่าทางของมหาบรรพจารย์เมื่อครู่ โดยเฉพาะท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้า ฉู่หยุนซานที่แต่งองค์ทรงเครื่องไม่ต่างจากขอทานจริงๆ เห็นทีพวกเขาจะถูกเย่เฟิงกลั่นแกล้งจนเสียสติไปแล้วกระมัง!

สิบนาทีถัดมา

เย่เฟิงล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยก็ออกจากเรือน แล้วก็เห็นเหล่าห้ามหาบรรพจารย์ยังคงนั่งเรียงรายกันอยู่ที่กำแพงข้างเรือน โดยเฉพาะตั้งแต่ท่านมหาบรรพจารย์คนที่สองเป็นต้นไป.... แต่ละคนล้วนมีชามใบหนึ่งวางอยู่เบื้องหน้า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เย่เฟิงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

เย่เฟิงล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยก็ออกจากเรือน แล้วก็เห็นเหล่าห้ามหาบรรพจารย์ยังคงนั่งเรียงรายกันอยู่ที่กำแพงข้างเรือน โดยเฉพาะตั้งแต่ท่านมหาบรรพจารย์คนที่สองเป็นต้นไป...แต่ละคนล้วนมีชามใบหนึ่งวางอยู่เบื้องหน้า ... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้เย่เฟิงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

...นี่มันเรื่องอะไรกัน?

พวกท่านมหาบรรพจารย์กำลังทำอันใด? ฝึกจิตใจด้วยการจำลองชีวิตขอทานอย่างนั้นหรือ?

นอกจากคำอธิบายนี้ เย่เฟิงก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออก

...

“แต่ถึงจะฝึกจิตใจก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมานั่งอยู่แถวเรือนข้าเลยนี่นา...”

“หรือว่า... ต้องการให้ข้าเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ใดเหมาะสมที่สุด?”

คิดได้ดังนั้น เย่เฟิงก็เดินตรวจสอบพวกท่านมหาบรรพจารย์แต่ละคนอย่างตั้งใจ ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้า ฉู่หยุนซาน แล้วหยิบเอาแก่นแท้เลือดของสัตว์อสูรสิงห์อัสนีสีม่วงสิบหยดหย่อนลงไปในชามบิ่นเบื้องหน้า

“เฮ้อ ช่างเหน็ดเหนื่อยเสียจริง”

“ท่านมหาบรรพจารย์อยากฝึกฝนจิตใจ ข้าก็ต้องร่วมแสดงละครกับพวกท่าน แถมยังควักของดีออกมาให้เข้าถึงบทบาทในการเป็นขอทานอีก คนเช่นข้าเนี่ยหาได้จากที่ใดอีกเล่า?”

กล่าวจบ เย่เฟิงก็ออกจากลานพัก มุ่งหน้าไปหาหลัวอู่หมิง ตั้งใจจะรีบไปยังสมรภูมิมรรคาสวรรค์...หลายวันที่ผ่านมา เขาเบื่อจะแย่อยู่แล้ว!

“ฮ่า ๆ ๆ!”

“สำเร็จ! สำเร็จแล้ว! วิธีนี้ได้ผลจริง!”

หลังเย่เฟิงจากไป ฉู่หยุนซานมองดูแก่นแท้เลือดสิบหยดในชามอย่างปลาบปลื้ม ก่อนจะหัวเราะลั่นเสียงดัง ทำเอามหาบรรพจารย์คนอื่นๆ พากันอิจฉาจนตาร้อน

“พลาดแล้ว! คราวนี้พลาดอย่างแรง! แต่คราวหน้า... ไม่แน่แล้วล่ะ!”

หลัวอู่หมิงเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของฉู่หยุนซาน ก็ได้แต่ลอบคิดในใจด้วยความเจ็บใจ

ไม่นาน เย่เฟิงก็เจอหลัวอู่หมิงที่กำลังเดินเล่นอยู่พอดี

“เย่เฟิง ครั้งที่เจ้าออกมา เจ้าเห็นพวกมหาบรรพจารย์หรือไม่?”

หลัวอู่หมิงรีบเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าแผน 'ขอทาน' ของเหล่ามหาบรรพจารย์ได้ผลหรือไม่

“เห็นขอรับ”

“ท่านมหาบรรพจารย์ไม่เสียแรงเป็นผู้บำเพ็ญระดับสูงสุดแห่งขอบเขตภัยพิบัติต่างพากันจำลองชีวิตเป็นขอทานเพื่อฝึกฝนจิตใจให้มั่นคง”

“แม้พวกท่านจะไม่กล่าวอะไรเลย แต่ข้าล้วนเข้าใจทุกอย่าง และได้ร่วมแสดงกับพวกท่านอย่างเต็มที่ ข้าเลยใส่แก่นแท้เลือดสัตว์อสูรสิบหยดลงในชามของท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้าที่แต่งตัวเหมือนขอทานมากที่สุด”

เย่เฟิงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“แค่ก!”

ได้ยินดังนั้น หลัวอู่หมิงแทบจะพ่นเลือดออกมา!

บ้าจริง! ฝึกจิตใจด้วยการเป็นขอทานอะไรกัน...พวกเขาอยากได้ของดีจากเจ้าต่างหากเล่า!

ของที่อยู่ในมือเจ้าน่ะ สำหรับพวกเขาคือสมบัติล้ำค่าหายากทั้งสิ้นจะให้พวกเขาไม่หน้าด้านมานั่งขอได้อย่างไร?

แล้วเจ้าดันเข้าใจว่าพวกเขาฝึกจิตใจ... แถมยังให้ของดีไปด้วยความร่วมมือสุดใจ...เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นจะทำให้พวกเขาเข้าใจผิดแล้วคลั่งไคล้หนักกว่าเดิม!

หลัวอู่หมิงถอนใจหนัก ไม่คิดอธิบายต่อไปแล้ว...อยากจะกลายเป็นบ้าก็ปล่อยให้บ้าไปเลยเถอะ!

“ท่านอาจารย์ปู่ ขบวนศิษย์ในนิกายเตรียมพร้อมกันหมดหรือยัง?”

“พวกเราจะไปยังโถงเคลื่อนย้ายของสมรภูมิมรรคาสวรรค์เมื่อใด?”

เย่เฟิงถามด้วยสีหน้าร้อนรน

“จะออกเดินทางเมื่อใดก็ได้ พวกเราจะไม่ไปร่วมกับขบวนใหญ่ของนิกาย ข้าจะพาเจ้าไปเองเป็นการส่วนตัว”

“หืม? ทำไมเจ้ามองข้าเช่นนั้น?”

พอกล่าวจบ หลัวอู่หมิงก็รู้สึกขนลุก เมื่อเห็นเย่เฟิงมองตนด้วยแววตาประหลาด

“ท่านอาจารย์ปู่ ท่านจะยืนเฉยทำไมเล่า รีบเรียกกระบี่บินออกมาเถิด ข้าพร้อมแล้ว รีบออกเดินทางกันเถอะ!”

เย่เฟิงกล่าวพลางทำหน้าทำตาเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว

...

ข้าอยากจะบ้าตาย! หากเจ้าจะกล่าว ก็กล่าวออกมาตร ๆ สิ! จะมองข้าเช่นนั้นทำไมเล่า!

หลัวอู่หมิงไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงรีบเรียกกระบี่บินพาเย่เฟิงทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าออกจากนิกาย

“เขาไปแล้วสินะ...”

“ถึงจะเพิ่งมาได้ไม่กี่วัน ข้าก็อดมิได้ที่จะรู้สึกคิดถึง”

“ใช่แล้ว การที่เขาเข้าร่วมนิกายดาราสวรรค์ของเราถือเป็นโชคของนิกายจริงๆ!”

“แต่ว่าครั้งนี้ที่เขาไป สมรภูมิมรรคาสวรรค์นั้นอยู่ไม่ไกลจากนิกายที่เขาจากมา คงกลับไปที่นิกายวิญญาณดาราของนางนั่นล่ะกระมั้ง...”

“พลังของค่ายกลคุ้มกันนิกายเพิ่มขึ้นสิบเท่า แถมยังเปิดใช้งานตลอดเวลา พวกเราไปขอทานถึงที่นั่นเลยดีหรือไม่?”

ได้ยินคำกล่าวของสี่มหาบรรพจารย์ สีหน้าหลัวเทียนซิงก็ดำมืดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายอดรนทนไม่ได้จึงตวาดลั่น

“เจ้าพวกหน้าไม่อาย! ขอทานในนิกายยังไม่พอ คิดจะไปขอทานถึงนิกายอื่นอีกหรือ!?”

“ท่านพี่ใหญ่... งั้นพวกเราขอฝากนิกายไว้กับท่านแล้วกันล่ะ!”

“ท่านพี่ใหญ่ไม่เสียชื่อ จริงๆ แล้วคิดเผื่อพวกเราน้องๆ ไว้หมดแล้ว!”

“ท่านพี่ใหญ่ หากพวกเราไปขอทานได้ของดีมา รับรองจะเก็บไว้ให้ท่านด้วยแน่นอน!”

“ท่านพี่ใหญ่...บุญคุณครั้งนี้ ข้าไม่ขอกล่าวมาก... ทั้งหมดอยู่ในชามแล้ว!”

ตู้ม!

ทันใดนั้น พลังอันกราดเกรี้ยวก็ปะทุออกมาจากร่างหลัวเทียนซิงทั่วทั้งลาน เขาตะโกนลั่นอย่างเดือดดาล

“ไม่มีผู้ใดได้ไปทั้งนั้น! ผู้ใดคิดจะไปขอทานถึงนิกายวิญญาณดารา... ข้าจะสั่งสอนด้วยตนเอง!”

เห็นหลัวเทียนซิงเดือดเช่นนั้น สี่มหาบรรพจารย์ก็ได้แต่สบตากันเงียบๆ พากันถอนหายใจเฮือกใหญ่...แม้เพียงต้องจากเย่เฟิงไปวันเดียว พวกเขาก็รู้สึกราวกับสูญเสียสมบัติล้ำค่าไปแล้ว

อีกด้านหนึ่ง

“ท่านอาจารย์ปู่ สัตว์อสูรในทวีปซวนเทียนกับสมรภูมิมรรคาสวรรค์... แตกต่างกันหรือไม่?”

“จากนิกายวิญญาณดาราเดินทางมายังนิกายดาราสวรรค์ตั้งสองวัน ไม่เห็นพบเจอสัตว์อสูรสักตน...พวกมันไปอยู่ที่ใดกันหมด?”

เย่เฟิงเอ่ยถามอย่างเบื่อหน่ายในขณะที่ยืนอยู่บนกระบี่บิน

“สัตว์อสูรในสมรภูมิมรรคาสวรรค์นั้นร้ายกาจกว่าของทวีปซวนเทียนมาก!”

“แม้จะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ระดับเดียวกัน แต่สัตว์อสูรในสมรภูมิมรรคาสวรรค์สามารถสังหารสัตว์อสูรในทวีปซวนเทียนได้ถึงสามตน!”

“และเช่นเดียวกันกับพวกเราผู้บำเพ็ญ หากต้องเจอกับสัตว์อสูรระดับเดียวกันในสมรภูมิมรรคาสวรรค์ ต้องใช้สามคนร่วมมือจึงจะต้านทานได้”

“ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เจอสัตว์อสูร...เจ้าเห็นหรือไม่ พวกเรายังไม่เจอแม้แต่ผู้บำเพ็ญคนใด”

“ทวีปซวนเทียนกว้างใหญ่ไพศาล มิใช่จะเจอกันง่ายๆ”

หลัวอู่หมิงอธิบายอย่างอดทน

ครึ่งวันถัดมา

หลัวอู่หมิงรีบพุ่งมายืนหน้าเย่เฟิงปกป้องเขาไว้เบื้องหลัง สีหน้าตึงเครียด ขณะที่สายตาจ้องมองชายหนุ่มในชุดขาวผู้ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า

“มหาสัตว์อสูร!”

“คาดว่าต่ำสุดจะอยู่ในขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่เก้าเป็นแน่!”

“เย่เฟิง อีกเดี๋ยวข้าจะถ่วงเวลามันไว้...เจ้ารีบมุ่งหน้าหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!”

หลัวอู่หมิงก้มหน้าต่ำ กระซิบเสียงเคร่งให้เย่เฟิงรู้ตัว

จบบทที่ บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร

คัดลอกลิงก์แล้ว