- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร
บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร
บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร
บทที่สามสิบสาม วิกฤตการณ์ เผชิญหน้ากับมหาสัตว์สัตว์อสูร
“เจ้าเย่เฟิงผู้นี้ วันๆ เอาแต่นอนหลับ! วันนี้ต้องไปยังโถงเคลื่อนย้ายของสมรภูมิมรรคาสวรรค์แล้ว ข้าต้องรีบปลุกเจ้าเด็กนี่ให้ตื่นแต่เช้าเสียหน่อย”
ทว่าเมื่อหลัวอู๋หมิงเดินเข้าใกล้เรือนของเย่เฟิง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเหล่าห้ามหาบรรพจารย์กำลังนั่งเรียงรายกันอยู่ริมกำแพง ท่าทางแต่ละคนแตกต่างกันออกไป เขาจึงเบิกตากว้าง ก่อนจะหันหลังกลับทันทีแล้วเร่งเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่เห็น! ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น!”
“บ้าชะมัด! ท่านมหาบรรพจารย์เป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ!”
ในหัวของหลัวอู๋หมิงยังคงฉายภาพท่าทางของมหาบรรพจารย์เมื่อครู่ โดยเฉพาะท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้า ฉู่หยุนซานที่แต่งองค์ทรงเครื่องไม่ต่างจากขอทานจริงๆ เห็นทีพวกเขาจะถูกเย่เฟิงกลั่นแกล้งจนเสียสติไปแล้วกระมัง!
สิบนาทีถัดมา
เย่เฟิงล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยก็ออกจากเรือน แล้วก็เห็นเหล่าห้ามหาบรรพจารย์ยังคงนั่งเรียงรายกันอยู่ที่กำแพงข้างเรือน โดยเฉพาะตั้งแต่ท่านมหาบรรพจารย์คนที่สองเป็นต้นไป.... แต่ละคนล้วนมีชามใบหนึ่งวางอยู่เบื้องหน้า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เย่เฟิงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
เย่เฟิงล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยก็ออกจากเรือน แล้วก็เห็นเหล่าห้ามหาบรรพจารย์ยังคงนั่งเรียงรายกันอยู่ที่กำแพงข้างเรือน โดยเฉพาะตั้งแต่ท่านมหาบรรพจารย์คนที่สองเป็นต้นไป...แต่ละคนล้วนมีชามใบหนึ่งวางอยู่เบื้องหน้า ... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้เย่เฟิงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
...นี่มันเรื่องอะไรกัน?
พวกท่านมหาบรรพจารย์กำลังทำอันใด? ฝึกจิตใจด้วยการจำลองชีวิตขอทานอย่างนั้นหรือ?
นอกจากคำอธิบายนี้ เย่เฟิงก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออก
...
“แต่ถึงจะฝึกจิตใจก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมานั่งอยู่แถวเรือนข้าเลยนี่นา...”
“หรือว่า... ต้องการให้ข้าเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ใดเหมาะสมที่สุด?”
คิดได้ดังนั้น เย่เฟิงก็เดินตรวจสอบพวกท่านมหาบรรพจารย์แต่ละคนอย่างตั้งใจ ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้า ฉู่หยุนซาน แล้วหยิบเอาแก่นแท้เลือดของสัตว์อสูรสิงห์อัสนีสีม่วงสิบหยดหย่อนลงไปในชามบิ่นเบื้องหน้า
“เฮ้อ ช่างเหน็ดเหนื่อยเสียจริง”
“ท่านมหาบรรพจารย์อยากฝึกฝนจิตใจ ข้าก็ต้องร่วมแสดงละครกับพวกท่าน แถมยังควักของดีออกมาให้เข้าถึงบทบาทในการเป็นขอทานอีก คนเช่นข้าเนี่ยหาได้จากที่ใดอีกเล่า?”
กล่าวจบ เย่เฟิงก็ออกจากลานพัก มุ่งหน้าไปหาหลัวอู่หมิง ตั้งใจจะรีบไปยังสมรภูมิมรรคาสวรรค์...หลายวันที่ผ่านมา เขาเบื่อจะแย่อยู่แล้ว!
“ฮ่า ๆ ๆ!”
“สำเร็จ! สำเร็จแล้ว! วิธีนี้ได้ผลจริง!”
หลังเย่เฟิงจากไป ฉู่หยุนซานมองดูแก่นแท้เลือดสิบหยดในชามอย่างปลาบปลื้ม ก่อนจะหัวเราะลั่นเสียงดัง ทำเอามหาบรรพจารย์คนอื่นๆ พากันอิจฉาจนตาร้อน
“พลาดแล้ว! คราวนี้พลาดอย่างแรง! แต่คราวหน้า... ไม่แน่แล้วล่ะ!”
หลัวอู่หมิงเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของฉู่หยุนซาน ก็ได้แต่ลอบคิดในใจด้วยความเจ็บใจ
ไม่นาน เย่เฟิงก็เจอหลัวอู่หมิงที่กำลังเดินเล่นอยู่พอดี
“เย่เฟิง ครั้งที่เจ้าออกมา เจ้าเห็นพวกมหาบรรพจารย์หรือไม่?”
หลัวอู่หมิงรีบเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าแผน 'ขอทาน' ของเหล่ามหาบรรพจารย์ได้ผลหรือไม่
“เห็นขอรับ”
“ท่านมหาบรรพจารย์ไม่เสียแรงเป็นผู้บำเพ็ญระดับสูงสุดแห่งขอบเขตภัยพิบัติต่างพากันจำลองชีวิตเป็นขอทานเพื่อฝึกฝนจิตใจให้มั่นคง”
“แม้พวกท่านจะไม่กล่าวอะไรเลย แต่ข้าล้วนเข้าใจทุกอย่าง และได้ร่วมแสดงกับพวกท่านอย่างเต็มที่ ข้าเลยใส่แก่นแท้เลือดสัตว์อสูรสิบหยดลงในชามของท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้าที่แต่งตัวเหมือนขอทานมากที่สุด”
เย่เฟิงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“แค่ก!”
ได้ยินดังนั้น หลัวอู่หมิงแทบจะพ่นเลือดออกมา!
บ้าจริง! ฝึกจิตใจด้วยการเป็นขอทานอะไรกัน...พวกเขาอยากได้ของดีจากเจ้าต่างหากเล่า!
ของที่อยู่ในมือเจ้าน่ะ สำหรับพวกเขาคือสมบัติล้ำค่าหายากทั้งสิ้นจะให้พวกเขาไม่หน้าด้านมานั่งขอได้อย่างไร?
แล้วเจ้าดันเข้าใจว่าพวกเขาฝึกจิตใจ... แถมยังให้ของดีไปด้วยความร่วมมือสุดใจ...เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นจะทำให้พวกเขาเข้าใจผิดแล้วคลั่งไคล้หนักกว่าเดิม!
หลัวอู่หมิงถอนใจหนัก ไม่คิดอธิบายต่อไปแล้ว...อยากจะกลายเป็นบ้าก็ปล่อยให้บ้าไปเลยเถอะ!
“ท่านอาจารย์ปู่ ขบวนศิษย์ในนิกายเตรียมพร้อมกันหมดหรือยัง?”
“พวกเราจะไปยังโถงเคลื่อนย้ายของสมรภูมิมรรคาสวรรค์เมื่อใด?”
เย่เฟิงถามด้วยสีหน้าร้อนรน
“จะออกเดินทางเมื่อใดก็ได้ พวกเราจะไม่ไปร่วมกับขบวนใหญ่ของนิกาย ข้าจะพาเจ้าไปเองเป็นการส่วนตัว”
“หืม? ทำไมเจ้ามองข้าเช่นนั้น?”
พอกล่าวจบ หลัวอู่หมิงก็รู้สึกขนลุก เมื่อเห็นเย่เฟิงมองตนด้วยแววตาประหลาด
“ท่านอาจารย์ปู่ ท่านจะยืนเฉยทำไมเล่า รีบเรียกกระบี่บินออกมาเถิด ข้าพร้อมแล้ว รีบออกเดินทางกันเถอะ!”
เย่เฟิงกล่าวพลางทำหน้าทำตาเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว
...
ข้าอยากจะบ้าตาย! หากเจ้าจะกล่าว ก็กล่าวออกมาตร ๆ สิ! จะมองข้าเช่นนั้นทำไมเล่า!
หลัวอู่หมิงไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงรีบเรียกกระบี่บินพาเย่เฟิงทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าออกจากนิกาย
“เขาไปแล้วสินะ...”
“ถึงจะเพิ่งมาได้ไม่กี่วัน ข้าก็อดมิได้ที่จะรู้สึกคิดถึง”
“ใช่แล้ว การที่เขาเข้าร่วมนิกายดาราสวรรค์ของเราถือเป็นโชคของนิกายจริงๆ!”
“แต่ว่าครั้งนี้ที่เขาไป สมรภูมิมรรคาสวรรค์นั้นอยู่ไม่ไกลจากนิกายที่เขาจากมา คงกลับไปที่นิกายวิญญาณดาราของนางนั่นล่ะกระมั้ง...”
“พลังของค่ายกลคุ้มกันนิกายเพิ่มขึ้นสิบเท่า แถมยังเปิดใช้งานตลอดเวลา พวกเราไปขอทานถึงที่นั่นเลยดีหรือไม่?”
ได้ยินคำกล่าวของสี่มหาบรรพจารย์ สีหน้าหลัวเทียนซิงก็ดำมืดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายอดรนทนไม่ได้จึงตวาดลั่น
“เจ้าพวกหน้าไม่อาย! ขอทานในนิกายยังไม่พอ คิดจะไปขอทานถึงนิกายอื่นอีกหรือ!?”
“ท่านพี่ใหญ่... งั้นพวกเราขอฝากนิกายไว้กับท่านแล้วกันล่ะ!”
“ท่านพี่ใหญ่ไม่เสียชื่อ จริงๆ แล้วคิดเผื่อพวกเราน้องๆ ไว้หมดแล้ว!”
“ท่านพี่ใหญ่ หากพวกเราไปขอทานได้ของดีมา รับรองจะเก็บไว้ให้ท่านด้วยแน่นอน!”
“ท่านพี่ใหญ่...บุญคุณครั้งนี้ ข้าไม่ขอกล่าวมาก... ทั้งหมดอยู่ในชามแล้ว!”
ตู้ม!
ทันใดนั้น พลังอันกราดเกรี้ยวก็ปะทุออกมาจากร่างหลัวเทียนซิงทั่วทั้งลาน เขาตะโกนลั่นอย่างเดือดดาล
“ไม่มีผู้ใดได้ไปทั้งนั้น! ผู้ใดคิดจะไปขอทานถึงนิกายวิญญาณดารา... ข้าจะสั่งสอนด้วยตนเอง!”
เห็นหลัวเทียนซิงเดือดเช่นนั้น สี่มหาบรรพจารย์ก็ได้แต่สบตากันเงียบๆ พากันถอนหายใจเฮือกใหญ่...แม้เพียงต้องจากเย่เฟิงไปวันเดียว พวกเขาก็รู้สึกราวกับสูญเสียสมบัติล้ำค่าไปแล้ว
อีกด้านหนึ่ง
“ท่านอาจารย์ปู่ สัตว์อสูรในทวีปซวนเทียนกับสมรภูมิมรรคาสวรรค์... แตกต่างกันหรือไม่?”
“จากนิกายวิญญาณดาราเดินทางมายังนิกายดาราสวรรค์ตั้งสองวัน ไม่เห็นพบเจอสัตว์อสูรสักตน...พวกมันไปอยู่ที่ใดกันหมด?”
เย่เฟิงเอ่ยถามอย่างเบื่อหน่ายในขณะที่ยืนอยู่บนกระบี่บิน
“สัตว์อสูรในสมรภูมิมรรคาสวรรค์นั้นร้ายกาจกว่าของทวีปซวนเทียนมาก!”
“แม้จะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ระดับเดียวกัน แต่สัตว์อสูรในสมรภูมิมรรคาสวรรค์สามารถสังหารสัตว์อสูรในทวีปซวนเทียนได้ถึงสามตน!”
“และเช่นเดียวกันกับพวกเราผู้บำเพ็ญ หากต้องเจอกับสัตว์อสูรระดับเดียวกันในสมรภูมิมรรคาสวรรค์ ต้องใช้สามคนร่วมมือจึงจะต้านทานได้”
“ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เจอสัตว์อสูร...เจ้าเห็นหรือไม่ พวกเรายังไม่เจอแม้แต่ผู้บำเพ็ญคนใด”
“ทวีปซวนเทียนกว้างใหญ่ไพศาล มิใช่จะเจอกันง่ายๆ”
หลัวอู่หมิงอธิบายอย่างอดทน
ครึ่งวันถัดมา
หลัวอู่หมิงรีบพุ่งมายืนหน้าเย่เฟิงปกป้องเขาไว้เบื้องหลัง สีหน้าตึงเครียด ขณะที่สายตาจ้องมองชายหนุ่มในชุดขาวผู้ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า
“มหาสัตว์อสูร!”
“คาดว่าต่ำสุดจะอยู่ในขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่เก้าเป็นแน่!”
“เย่เฟิง อีกเดี๋ยวข้าจะถ่วงเวลามันไว้...เจ้ารีบมุ่งหน้าหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
หลัวอู่หมิงก้มหน้าต่ำ กระซิบเสียงเคร่งให้เย่เฟิงรู้ตัว