- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ
บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ
บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ
บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ
"เจ้าล้อข้าเล่นอยู่แน่ๆ ใช่หรือไม่...?"
ในที่สุด...หลัวไคก็เอ่ยประโยคที่เขารู้สึกว่า 'สมเหตุสมผลที่สุด' ออกมา
เขาไม่อาจเชื่อได้เลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่ฟุ่มเฟือยจนคลั่งไคล้ได้ถึงเพียงนี้!
"ไม่มีอันใดแล้ว ข้าขอลา"
เย่เฟิงไม่ได้ตอบคำถาม เพียงยิ้มบางให้หลัวไคแล้วหันหลังเดินออกจากลานฝึก
"หลัวไค ตามข้ามาเถิด ข้าจะมอบโชควาสนาให้แก่เจ้า"
หลัวอู๋หมิงกล่าวพลางเดินตามเย่เฟิงออกไป
หืม? แล้วพวกเจ้าจะเดินหนีกันไปหมดทำไม?
มาตอบคำถามข้าก่อน! โชควาสนาอะไร? พวกเจ้ามีสมบัติล้ำค่าอะไรให้ข้าได้อีก!?
แม้จะงุนงง แต่หลัวไคก็ยังเลือกจะตามหลังหลัวอู๋หมิงไป
...
...
ไม่นานนัก เมื่อมาถึงเรือนพักของหลัวอู๋หมิง เขาก็หยิบโอสถตรัสรู้หนึ่งเม็ดส่งให้หลัวไคด้วยสีหน้าจริงจัง
"หากมิใช่เพราะข้ากับเจ้าสนิทกันมาก โอสถนี้ข้าจะมิมีวันยกให้เจ้าเด็ดขาด"
"โอสถอันใดกัน? หรือว่าเป็นพิษ?"
หลัวไคมองโอสถสีดำคล้ำในมือ แล้วยิ้มขำออกมา
"โอสถตรัสรู้กลืนเข้าไปจะสามารถเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ได้ทันที มีผลต่อเนื่องประมาณยี่สิบนาที"
"อะไรนะ!"
"จริงหรือ!?"
เห็นท่าทางเคร่งขรึมของหลัวอู๋หมิง หลัวไคก็อดสบถออกมาไม่ได้...เพราะ 'สภาวะตรัสรู้' นั้นถือเป็นโชควาสนาอันหายากของนักบำเพ็ญ โอสถนี้กลับทำให้เข้าสู่ภาวะนั้นได้ทันที!?
แม้ยากจะเชื่อ แต่ด้วยสีหน้าของหลัวอู๋หมิง หลัวไคก็รู้ว่าคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เขาสูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง แล้วก็กลืนโอสถนั้นเข้าไป
ทันใดนั้น คลื่นออร่าตรัสรู้ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทั่วกาย เขารีบทรุดตัวนั่งขัดสมาธิ หลับตาเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญตบะทันที
...
ยี่สิบนาทีผ่านไป
ก่อนที่หลัวไคจะทันได้เอ่ยสิ่งใด หลัวอู๋หมิงก็กล่าวขึ้น
"โอสถตรัสรู้เม็ดนี้เป็นของเย่เฟิงเช่นกัน นอกจากมอบให้กับนิกาย เขายังเก็บไว้กับตัวอีกยี่สิบเม็ดตั้งใจว่าจะให้สุนัขของเขากิน"
"อีกเรื่อง...เจ้ารู้จักเซี่ยเทียนอวี้ใช่หรือไม่? เย่เฟิงเคยกล่าวไว้ว่า หากอีกฝ่ายช่วยงานหนักได้ดี จะมอบสมุนไพร ‘หญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบ’ ให้เป็นรางวัล ป่านนี้หมอนั่นไม่กลับไปดูแลโรงประมูลแล้ว แต่กลับไปเป็นผู้อาวุโสในนิกายของบุตรีของข้าเสียแล้ว ส่วนไป๋เทียนฮงก็ไปฝังตัวอยู่ที่นั่นเหมือนกัน..."
หืม?
ได้ยินถึงตรงนี้ หลัวไคก็หันหลังจะจากไปในทันทีทำเอาหลัวอู๋หมิงงุนงง
"เจ้าจะไปที่ใด? เรายังมิได้ดื่มเหล้าด้วยกันเลยนะ!"
"ดื่มบ้าดื่มบออันใด!"
"ข้าอยู่อย่างเดียวดายมานาน เจ้าน่าจะบอกข้าให้เร็วกว่านี้ว่าบุตรีของเจ้าก่อตั้งนิกายเองแล้ว! ข้าจะไปสมัครเป็นผู้อาวุโสกับนาง ข้าควรมีบ้านสักที!"
กล่าวจบ เขาก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าบินจากไปด้วยความเร็วสุดกำลัง
หลัวอู๋หมิงได้แต่มองตามอย่างตะลึง
"เจ้า...เจ้ามันหน้าด้านเกินไปแล้ว!"
"ตอนนั้นใครกันที่เคยกล่าวว่าทั้งชีวิตจะมิมีวันประจำนิกายใด เพราะมิชอบกฎเกณฑ์ ชอบใช้ชีวิตอิสระ ตอนนี้กลับบอกว่าอยากมีบ้าน...ข้ารู้หรอกว่าเจ้าจ้องแก่นแท้เลือดสัตว์อสูรเย่เฟิงอยู่!"
แม้จะบ่นปากเปียกปากแฉะ แต่สุดท้ายหลัวอู๋หมิงก็ต้องยอมรับ
หากเป็นเขาเอง คงทำไม่ต่างกัน...
เพราะสิ่งของในมือของเย่เฟิง มันมีเสน่ห์ร้ายแรงเกินต้าน
สัตว์อสูรที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าได้เชียวนะ!
ต่อให้เป็นมหาบรรพจารย์ที่ยังไม่ถึงภัยพิบัติขั้นที่เก้าก็ยังได้แค่มองตาปริบๆ
"มิไหว มิไหว! แม้เราจะเป็นสหายกันก็เถอะ แต่ของล้ำค่าเช่นนี้ปล่อยให้เขาเก็บไว้คนเดียวมิได้ ข้าต้องรีบไปบอกมหาบรรพจารย์ทั้งห้า!"
กล่าวจบ หลัวอู๋หมิงก็ทะยานขึ้นฟ้าบินตรงไปยังหลังยอดเขาทันที
...
ปัง!
ขณะเย่เฟิงเพิ่งเอนกายลงเตรียมจะงีบก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงประตูถูกพังดังสนั่น
พอเห็นว่าเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินฮ่าวอวี้ เขาก็ได้แต่นวดขมับอย่างอ่อนใจ
"ศิษย์พี่ใหญ่ขอรับ ท่านควรรอบคอบบ้าง ทุกอย่างอย่าตื่นตูม ท่านดูสิ พังประตูข้าอีกแล้วนะ"
"ศิษย์น้องเล็ก ข้ารู้ว่าเจ้าฟุ่มเฟือย...แต่ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะฟุ่มเฟือยได้บ้าขนาดนี้!"
ห๊ะ?
เย่เฟิงทำหน้าเหวอ...เขาไปทำอะไรอีกล่ะ?
แต่พอมองดูใบหน้าซื่อๆ ไร้เดียงสาของเย่เฟิง เฉินฮ่าวอวี้ก็ถึงกับระเบิดในใจ!
เมื่อครู่เขาเพิ่งไปที่หอคัมภีร์ลับของนิกายเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรระดับสูง และแล้ว...เขาก็พบข้อมูลของ'สิงห์อัสนีสีม่วง'
สิงห์อัสนีสีม่วง...คือมหาสัตว์อสูรที่ทรงพลังในหมู่สัตว์อสูรทั้งปวง ส่วนใหญ่ล้วนสามารถฝ่าด่านถึงระดับภัยพิบัติได้อย่างแน่นอน
อีกทั้งขนาดร่างจะใหญ่ขึ้นตามระดับพลังของมัน
เมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าสิงห์อัสนีสีม่วงตัวมหึมาที่พวกเขาย่างกินไปก่อนหน้านี้...ก็ชัดเจนว่า...มันคือสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติแน่นอน!
สำหรับเฉินฮ่าวอวี้แล้ว แค่สามารถสืบค้นได้เช่นนี้ก็นับว่าสุดยอดแล้ว
"ช่างเถอะ ต่อหน้าเจ้ามหาเทพฟุ่มเฟือย เรื่องๆใดก็ไร้ความหมาย"
ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ เพราะจากวีรกรรมก่อนหน้าของเย่เฟิง เขารู้ว่าต่อให้เขาอธิบายไปอีกแค่ไหน เย่เฟิงก็คงไม่สนใจใยดีอยู่ดี...พวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว
"ท่านประมุขบอกว่าต่อไปข้ากับอีกสี่คนจะต้องติดตามเจ้าสู่ 'นิกายวิญญาณดารา' ที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้ง ข้าว่าคงต้องเริ่มปรับตัวให้เข้ากับแนวทางฟุ่มเฟือยของเจ้าแล้วล่ะ"
เฉินฮ่าวอวี้ส่ายหัวอย่างจนใจ แล้วหันหลังจากไป
ไปแล้ว?
อะไรกัน!? มาทำลายประตูของข้าแล้วก็กล่าวอะไรประหลาดๆ แล้วก็จากไปเฉยๆ เช่นนี้?
เจ้าจงใจมาทำลายข้าวของของข้าหรือไม่!?
เย่เฟิงมองประตูที่ถูกพังยับเยินอย่างเหลือเชื่อ
ผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็เช็ดเหงื่อ(ที่ไม่มีอยู่จริง)บนหน้าผาก หลังจากซ่อมประตูจนเสร็จอย่างภาคภูมิใจ
"ตอนนี้ล่ะ ได้นอนหลับจริงเสียที!"
เขาเอนตัวลงบนเตียง หลับตาเตรียมไปเล่นกับเจ็ดนางเซียนบนสวรรค์ที่ถูกแช่แข็งไว้ในความฝันอีกครั้ง
ปัง!
ประตูบ้านถูกถีบพังอีกครั้ง!
เย่เฟิงถึงกับแทบบ้ามองดูประตูที่แตกกระจาย แล้วหันไปเห็นมหาบรรพจารย์คนที่ห้า...ฉู่หยุนซานที่มีสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น
ท่านมาที่นี่พอเข้าใจได้ แต่ทำไมทุกคนต้องพังประตูของข้าด้วยฟะ!
"ท่านมหาบรรพจารย์ขอรับ มิต้องกล่าวแล้ว ข้ารู้ว่าท่านมาเพื่อเรื่องอะไร...นี่หยดเลือดของสัตว์อสูรสิบหยดถือว่าเป็นของขวัญกำนัลจากศิษย์!"
เย่เฟิงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น...หลัวอู๋หมิงต้องเอาเรื่องไปบอกอีกแน่ๆ เลยแจกก่อนเสียเลย
"อะ..โอ้ว เจ้าจะเกรงใจเกินไปแล้ว"
แม้ปากจะกล่าวอย่างนั้น แต่มือของฉู่หยุนซานคว้าเอาหยดเลือดทั้งสิบหยดไปด้วยความเร็วสูงสุดราวกับกลัวว่าเย่เฟิงจะเปลี่ยนใจ!
"ท่านอาวุโสเย่ ท่านพักผ่อนให้สบายเถิด หากมีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยบอกได้เสมอ!"
กล่าวจบ เขาก็เดินจากไปอย่างมีความสุข
"ส่วนประตูนี่..."
เย่เฟิงมองดูเศษไม้ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น
"ช่างเถอะ ข้าย้ายเรือนพักเลยดีกว่า..."