เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ

บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ

บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ


บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ

"เจ้าล้อข้าเล่นอยู่แน่ๆ ใช่หรือไม่...?"

ในที่สุด...หลัวไคก็เอ่ยประโยคที่เขารู้สึกว่า 'สมเหตุสมผลที่สุด' ออกมา

เขาไม่อาจเชื่อได้เลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่ฟุ่มเฟือยจนคลั่งไคล้ได้ถึงเพียงนี้!

"ไม่มีอันใดแล้ว ข้าขอลา"

เย่เฟิงไม่ได้ตอบคำถาม เพียงยิ้มบางให้หลัวไคแล้วหันหลังเดินออกจากลานฝึก

"หลัวไค ตามข้ามาเถิด ข้าจะมอบโชควาสนาให้แก่เจ้า"

หลัวอู๋หมิงกล่าวพลางเดินตามเย่เฟิงออกไป

หืม? แล้วพวกเจ้าจะเดินหนีกันไปหมดทำไม?

มาตอบคำถามข้าก่อน! โชควาสนาอะไร? พวกเจ้ามีสมบัติล้ำค่าอะไรให้ข้าได้อีก!?

แม้จะงุนงง แต่หลัวไคก็ยังเลือกจะตามหลังหลัวอู๋หมิงไป

...

...

ไม่นานนัก เมื่อมาถึงเรือนพักของหลัวอู๋หมิง เขาก็หยิบโอสถตรัสรู้หนึ่งเม็ดส่งให้หลัวไคด้วยสีหน้าจริงจัง

"หากมิใช่เพราะข้ากับเจ้าสนิทกันมาก โอสถนี้ข้าจะมิมีวันยกให้เจ้าเด็ดขาด"

"โอสถอันใดกัน? หรือว่าเป็นพิษ?"

หลัวไคมองโอสถสีดำคล้ำในมือ แล้วยิ้มขำออกมา

"โอสถตรัสรู้กลืนเข้าไปจะสามารถเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ได้ทันที มีผลต่อเนื่องประมาณยี่สิบนาที"

"อะไรนะ!"

"จริงหรือ!?"

เห็นท่าทางเคร่งขรึมของหลัวอู๋หมิง หลัวไคก็อดสบถออกมาไม่ได้...เพราะ 'สภาวะตรัสรู้' นั้นถือเป็นโชควาสนาอันหายากของนักบำเพ็ญ โอสถนี้กลับทำให้เข้าสู่ภาวะนั้นได้ทันที!?

แม้ยากจะเชื่อ แต่ด้วยสีหน้าของหลัวอู๋หมิง หลัวไคก็รู้ว่าคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

เขาสูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง แล้วก็กลืนโอสถนั้นเข้าไป

ทันใดนั้น คลื่นออร่าตรัสรู้ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทั่วกาย เขารีบทรุดตัวนั่งขัดสมาธิ หลับตาเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญตบะทันที

...

ยี่สิบนาทีผ่านไป

ก่อนที่หลัวไคจะทันได้เอ่ยสิ่งใด หลัวอู๋หมิงก็กล่าวขึ้น

"โอสถตรัสรู้เม็ดนี้เป็นของเย่เฟิงเช่นกัน นอกจากมอบให้กับนิกาย เขายังเก็บไว้กับตัวอีกยี่สิบเม็ดตั้งใจว่าจะให้สุนัขของเขากิน"

"อีกเรื่อง...เจ้ารู้จักเซี่ยเทียนอวี้ใช่หรือไม่? เย่เฟิงเคยกล่าวไว้ว่า หากอีกฝ่ายช่วยงานหนักได้ดี จะมอบสมุนไพร ‘หญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบ’ ให้เป็นรางวัล ป่านนี้หมอนั่นไม่กลับไปดูแลโรงประมูลแล้ว แต่กลับไปเป็นผู้อาวุโสในนิกายของบุตรีของข้าเสียแล้ว ส่วนไป๋เทียนฮงก็ไปฝังตัวอยู่ที่นั่นเหมือนกัน..."

หืม?

ได้ยินถึงตรงนี้ หลัวไคก็หันหลังจะจากไปในทันทีทำเอาหลัวอู๋หมิงงุนงง

"เจ้าจะไปที่ใด? เรายังมิได้ดื่มเหล้าด้วยกันเลยนะ!"

"ดื่มบ้าดื่มบออันใด!"

"ข้าอยู่อย่างเดียวดายมานาน เจ้าน่าจะบอกข้าให้เร็วกว่านี้ว่าบุตรีของเจ้าก่อตั้งนิกายเองแล้ว! ข้าจะไปสมัครเป็นผู้อาวุโสกับนาง ข้าควรมีบ้านสักที!"

กล่าวจบ เขาก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าบินจากไปด้วยความเร็วสุดกำลัง

หลัวอู๋หมิงได้แต่มองตามอย่างตะลึง

"เจ้า...เจ้ามันหน้าด้านเกินไปแล้ว!"

"ตอนนั้นใครกันที่เคยกล่าวว่าทั้งชีวิตจะมิมีวันประจำนิกายใด เพราะมิชอบกฎเกณฑ์ ชอบใช้ชีวิตอิสระ ตอนนี้กลับบอกว่าอยากมีบ้าน...ข้ารู้หรอกว่าเจ้าจ้องแก่นแท้เลือดสัตว์อสูรเย่เฟิงอยู่!"

แม้จะบ่นปากเปียกปากแฉะ แต่สุดท้ายหลัวอู๋หมิงก็ต้องยอมรับ

หากเป็นเขาเอง คงทำไม่ต่างกัน...

เพราะสิ่งของในมือของเย่เฟิง มันมีเสน่ห์ร้ายแรงเกินต้าน

สัตว์อสูรที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าได้เชียวนะ!

ต่อให้เป็นมหาบรรพจารย์ที่ยังไม่ถึงภัยพิบัติขั้นที่เก้าก็ยังได้แค่มองตาปริบๆ

"มิไหว มิไหว! แม้เราจะเป็นสหายกันก็เถอะ แต่ของล้ำค่าเช่นนี้ปล่อยให้เขาเก็บไว้คนเดียวมิได้ ข้าต้องรีบไปบอกมหาบรรพจารย์ทั้งห้า!"

กล่าวจบ หลัวอู๋หมิงก็ทะยานขึ้นฟ้าบินตรงไปยังหลังยอดเขาทันที

...

ปัง!

ขณะเย่เฟิงเพิ่งเอนกายลงเตรียมจะงีบก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงประตูถูกพังดังสนั่น

พอเห็นว่าเป็นศิษย์พี่ใหญ่เฉินฮ่าวอวี้ เขาก็ได้แต่นวดขมับอย่างอ่อนใจ

"ศิษย์พี่ใหญ่ขอรับ ท่านควรรอบคอบบ้าง ทุกอย่างอย่าตื่นตูม ท่านดูสิ พังประตูข้าอีกแล้วนะ"

"ศิษย์น้องเล็ก ข้ารู้ว่าเจ้าฟุ่มเฟือย...แต่ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะฟุ่มเฟือยได้บ้าขนาดนี้!"

ห๊ะ?

เย่เฟิงทำหน้าเหวอ...เขาไปทำอะไรอีกล่ะ?

แต่พอมองดูใบหน้าซื่อๆ ไร้เดียงสาของเย่เฟิง เฉินฮ่าวอวี้ก็ถึงกับระเบิดในใจ!

เมื่อครู่เขาเพิ่งไปที่หอคัมภีร์ลับของนิกายเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรระดับสูง และแล้ว...เขาก็พบข้อมูลของ'สิงห์อัสนีสีม่วง'

สิงห์อัสนีสีม่วง...คือมหาสัตว์อสูรที่ทรงพลังในหมู่สัตว์อสูรทั้งปวง ส่วนใหญ่ล้วนสามารถฝ่าด่านถึงระดับภัยพิบัติได้อย่างแน่นอน

อีกทั้งขนาดร่างจะใหญ่ขึ้นตามระดับพลังของมัน

เมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าสิงห์อัสนีสีม่วงตัวมหึมาที่พวกเขาย่างกินไปก่อนหน้านี้...ก็ชัดเจนว่า...มันคือสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติแน่นอน!

สำหรับเฉินฮ่าวอวี้แล้ว แค่สามารถสืบค้นได้เช่นนี้ก็นับว่าสุดยอดแล้ว

"ช่างเถอะ ต่อหน้าเจ้ามหาเทพฟุ่มเฟือย เรื่องๆใดก็ไร้ความหมาย"

ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ เพราะจากวีรกรรมก่อนหน้าของเย่เฟิง เขารู้ว่าต่อให้เขาอธิบายไปอีกแค่ไหน เย่เฟิงก็คงไม่สนใจใยดีอยู่ดี...พวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว

"ท่านประมุขบอกว่าต่อไปข้ากับอีกสี่คนจะต้องติดตามเจ้าสู่ 'นิกายวิญญาณดารา' ที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้ง ข้าว่าคงต้องเริ่มปรับตัวให้เข้ากับแนวทางฟุ่มเฟือยของเจ้าแล้วล่ะ"

เฉินฮ่าวอวี้ส่ายหัวอย่างจนใจ แล้วหันหลังจากไป

ไปแล้ว?

อะไรกัน!? มาทำลายประตูของข้าแล้วก็กล่าวอะไรประหลาดๆ แล้วก็จากไปเฉยๆ เช่นนี้?

เจ้าจงใจมาทำลายข้าวของของข้าหรือไม่!?

เย่เฟิงมองประตูที่ถูกพังยับเยินอย่างเหลือเชื่อ

ผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็เช็ดเหงื่อ(ที่ไม่มีอยู่จริง)บนหน้าผาก หลังจากซ่อมประตูจนเสร็จอย่างภาคภูมิใจ

"ตอนนี้ล่ะ ได้นอนหลับจริงเสียที!"

เขาเอนตัวลงบนเตียง หลับตาเตรียมไปเล่นกับเจ็ดนางเซียนบนสวรรค์ที่ถูกแช่แข็งไว้ในความฝันอีกครั้ง

ปัง!

ประตูบ้านถูกถีบพังอีกครั้ง!

เย่เฟิงถึงกับแทบบ้ามองดูประตูที่แตกกระจาย แล้วหันไปเห็นมหาบรรพจารย์คนที่ห้า...ฉู่หยุนซานที่มีสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น

ท่านมาที่นี่พอเข้าใจได้ แต่ทำไมทุกคนต้องพังประตูของข้าด้วยฟะ!

"ท่านมหาบรรพจารย์ขอรับ มิต้องกล่าวแล้ว ข้ารู้ว่าท่านมาเพื่อเรื่องอะไร...นี่หยดเลือดของสัตว์อสูรสิบหยดถือว่าเป็นของขวัญกำนัลจากศิษย์!"

เย่เฟิงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น...หลัวอู๋หมิงต้องเอาเรื่องไปบอกอีกแน่ๆ เลยแจกก่อนเสียเลย

"อะ..โอ้ว เจ้าจะเกรงใจเกินไปแล้ว"

แม้ปากจะกล่าวอย่างนั้น แต่มือของฉู่หยุนซานคว้าเอาหยดเลือดทั้งสิบหยดไปด้วยความเร็วสูงสุดราวกับกลัวว่าเย่เฟิงจะเปลี่ยนใจ!

"ท่านอาวุโสเย่ ท่านพักผ่อนให้สบายเถิด หากมีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยบอกได้เสมอ!"

กล่าวจบ เขาก็เดินจากไปอย่างมีความสุข

"ส่วนประตูนี่..."

เย่เฟิงมองดูเศษไม้ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น

"ช่างเถอะ ข้าย้ายเรือนพักเลยดีกว่า..."

จบบทที่ บทที่สามสิบ หลัวไคไปนิกายวิญญาณดาราด้วยกันเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว