- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ
บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ
บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ
บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ
หลังยอดเขา!
เมื่อฉู่หยุนซานได้รับข้อความเสียงจากหลัวอู๋หมิง กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาก็เริ่มกระตุกในทันที ทำเอาสี่มหาบรรพจารย์ที่นั่งอยู่ข้าง
ๆ ต่างพากันแสดงสีหน้าสงสัย
“เจ้าห้า เกิดอันใดขึ้น?” หลัวเทียนซิงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
ฉู่หยุนซานทำหน้าเหมือนแม่ม่ายผู้อาภัพ แววตาเต็มไปด้วยความน้อยใจและขมขื่น
“พี่ใหญ่ ท่านลองบอกข้าทีว่าซากศพของมหาสัตว์อสูรระดับที่สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าได้ มันสำคัญต่อข้ามากเท่าใด?”
“ยังต้องให้กล่าวอีกหรือ?”
“ซากศพของสัตว์อสูรระดับนั้น สำหรับเจ้าคงสำคัญยิ่งกว่าโอสถตรัสรู้เสียอีก”
หลัวเทียนซิงตอบอย่างจริงจัง ขณะที่อีกสามมหาบรรพจารย์ก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย...ในห้าคนนี้ มีเพียงฉู่หยุนซานเท่านั้นที่เป็นผู้บำเพ็ญกาย พวกเขาย่อมรู้ดีว่า 'เลือดสัตว์อสูร' สำคัญต่อผู้บำเพ็ญกายมากเพียงใด
“ตอนนี้ในนิกายของเรามีซากศพของสัตว์อสูรระดับนั้นอยู่หนึ่งร่าง แต่...ถูกศิษย์ในและนอกกว่าสองพันคน ย่างกินกันไปครึ่งตัวแล้ว...”
“หืม เจ้ากล่าวว่าเยี่ยงไรนะ!?”
หลัวเทียนซิง เจียงฉ่าวอวี้ เฉาเหมินเฟิงและเฉิงซิงเฟย สี่มหาบรรพจารย์ถึงกับลุกพรวดพร้อมกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ!
“แล้วยังจะรออันใดอยู่อีกเล่า รีบไปหยุดพวกเขาสิ!”
หลัวเทียนซิงร้องลั่นด้วยความโกรธ
“ไปยามนี้ยังมีประโยชน์อันใดอีก?”
“เมื่อครู่หลัวอู๋หมิงเพิ่งส่งข้อความเสียงมาบอกข้ามาว่าซากศพของสัตว์อสูรตนนั้นเป็นของเย่เฟิง...เขาเอามาแจกจ่ายให้ศิษย์ในนิกายย่างกิน ข้าจะทำอันใดได้อีก?”
คำกล่าวนี้ทำให้ทั้งสี่คนเงียบลงทันที
ใช่...พวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์จากเย่เฟิงมาไม่น้อย จะให้ไปแย่งซากศพของสัตว์อสูรของเขาก็ใช่เรื่อง อีกทั้ง...ถึงแม้จะถูกย่างกิน แต่ซากศพของสัตว์อสูรระดับนั้นก็จะส่งผลดีต่อร่างกายของศิษย์กว่าพันคน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งนิกาย
แต่...ที่ลำบากใจที่สุดก็คือฉู่หยุนซาน
“ช่างเถอะ พวกเราไปกินด้วยก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามิได้กิน ซากศพของสัตว์อสูรระดับนี้ ข้ายังไม่เคยได้ลิ้มลองเลยแม้สักครั้ง”
หลัวเทียนซิงเสนอขึ้น สุดท้ายมหาบรรพจารย์ทั้งห้าก็ต่างพากันเหาะตรงไปยังลานฝึกของศิษย์ในด้วยความเร็วสูงสุด
...
ขณะเดียวกัน หลัวอู๋หมิงและหลัวไคก็เข้าร่วมกองทัพกินเนื้อย่างเสียแล้ว แถมยังกินอย่างเอร็ดอร่อย เพราะเนื้อของสิงห์อัสนีสีม่วงนั้นนุ่มแน่นอย่างหาใดเปรียบและด้วยการย่างยิ่งทำให้รสชาติเข้าถึงจุดสูงสุด
ไม่นาน มหาบรรพจารย์ทั้งห้าก็มาถึงลานฝึก และหลังจากทักทายเย่เฟิงก็เข้าร่วมกองทัพกินเนื้อย่างทันที
ครึ่งชั่วยาม(หนึ่งชั่วโมง)ผ่านไป
เมื่อฉู่หยุนซานแบกโครงกระดูกของสิงห์อัสนีสีม่วงกลับไป งานเลี้ยงเนื้อย่างก็สิ้นสุดลง ศิษย์นับพันกลับเข้าสู่การบ่มเพาะและต่างพากันตกใจเมื่อพบว่าร่างกายของตนมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน!
“ท่านอาวุโสเย่ นี่คือสหายเก่าของข้า หลัวไค เป็นผู้บำเพ็ญกายระดับภัยพิบัติขั้นที่สี่”
หลัวอู๋หมิงกล่าวแนะนำให้เย่เฟิงรู้จัก
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนว่า 'ท่านอาวุโสเย่' เย่เฟิงก็ได้แต่ยิ้มแห้งอย่างจนใจ...ใครใช้ให้อีกสี่มหาบรรพจารย์ยังอยู่ตรงนี้กันเล่า
“ผู้น้อยเย่เฟิง ขอคารวะท่านอาวุโสหลัว” เย่เฟิงประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อม
“มิกล้า มิกล้าๆ !”
หลัวไครีบโบกมือ “ท่านอาวุโสเย่ เรียกข้าว่า ‘ผู้อาวุโส’ ข้านั้นมิกล้ารับ!”
“ท่านเป็นสหายของอาจารย์ปู่ของข้า เช่นนั้นก็ถือเป็นผู้อาวุโสของข้าโดยแท้”
เอ๊ะ?
คำกล่าวนี้ทำเอาหลัวไคงงเต๊ก
หลัวอู๋หมิงเรียกเขาว่า ‘ท่านอาวุโสเย่’ แล้วเขากลับเรียกหลัวอู๋หมิงว่าอาจารย์ปู่?
นี่มันความสัมพันธ์แบบใดกันแน่!?
“หลัวไค เจ้าหนูเย่เฟิงนี่เป็นศิษย์สายตรงของเฉียนเสวี่ย เพราะฉะนั้น ข้าก็เลยถือว่าเป็นอาจารย์ปู่ของเขาไปด้วย...ว่าให้ถูก ตอนนี้เขามีหลายสถานะเหลือเกิน ข้าอธิบายมิหมด”
หลัวอู๋หมิงกล่าวอย่างจนใจ
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ใช้สินค้าฟุ่มเฟือยของวันนี้สำเร็จ ท่านได้รับรางวัล แต้มฟุ่มเฟือยหนึ่งพันแต้มและ 'แก่นแท้เลือดสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติขั้นที่เก้าสูงสุด' จากสิงห์อัสนีสีม่วงที่ฝ่าฟันทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าได้ จำนวนสองร้อยหยด!”
“ระบบ ทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าคืออันใด?”
เย่เฟิงถามขึ้นเมื่อเห็นคำอธิบายรางวัลที่ซับซ้อน
“ติ๊ง! ในทวีปซวนเทียนไม่ว่าผู้บำเพ็ญหรือสัตว์อสูร หากต้องการเหินทะยานสู่พิภพเบื้องบน จำเป็นต้องฝ่าฟันทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าให้ได้ มันไม่ใช่ทัณฑ์อสนีบาตธรรมดาของขอบเขตภัยพิบัติแต่เป็นทัณฑ์อสนีบาตของมรรคาสวรรค์ประทานลงมาเพื่อตัดสินชะตากรรม”
เย่เฟิงพยักหน้าเข้าใจ...กล่าวคือหลังจากขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่เก้านี้ ยังแบ่งระดับตามจำนวนทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตที่สามารถต้านทานได้
“หลานเย่ แม้วันนี้ข้าจะได้กินเนื้อสัตว์อสูรอันล้ำค่าเพราะเจ้า แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่า...ซากศพของสัตว์อสูรเช่นนั้น มันถูกเจ้าทำให้สูญเปล่า เจ้าไม่รู้หรือว่ามันสำคัญเพียงใดต่อผู้บำเพ็ญกายอย่างข้า?”
หลัวไคกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด ทั้งที่ในปากหอมหวานแต่ในใจกำลังร้องไห้...เนื้อย่างอร่อยก็จริง แต่สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ เจ้าย่างกินเล่นมันก็เกินไป!
“ท่านอาวุโสหลัว ท่านสุนัขยถึงสิ่งนี้ใช่หรือไม่?”
เย่เฟิงแบมือขึ้น เผยให้เห็นหยดเลือดสีแดงเข้มลอยอยู่ในอากาศ
“กลิ่นอายนี้...มิผิดแน่! เป็นแก่นแท้เลือดของสัตว์อสูรสิงห์อัสนีสีม่วง!”
หลัวไคแทบจะพุ่งเข้ามาแย่งด้วยซ้ำ
“ของพวกนี้ข้ามีอยู่พอสมควร แต่ข้าให้ทั้งหมดมิได้ ข้าต้องเก็บไว้ให้เจ้าตูบน้อยของข้าด้วย”
เย่เฟิงกล่าวหน้าตาเฉย
สุนัขรึ?
ถ้อยคำนี้ทำเอาหลัวอู๋หมิงน้ำตาไหลในใจ...ท่านประมุขแห่งนิกายดาราสวรรค์ยังมิอาจดีสู้สุนัขตัวหนึ่งของเย่เฟิงได้ด้วยซ้ำ!?
หนึ่งคนบรรลุวิชา บรรดาไก่สุนัขต่างพากันขึ้นสวรรค์
ดูท่าจะไม่ใช่แค่สุภาษิตเสียแล้ว...เพราะแค่เป็นเพียงสุนัขของเย่เฟิง เจ้าก็มีทุกอย่างที่คนทั้งนิกายใฝ่ฝันถึง!
“สุนัข? เป็นชื่อเล่นของสหายเจ้างั้นรึ?”
หลัวไคถามด้วยความอิจฉาจับใจ...สหายของเย่เฟิงคนนี้เขาอยากรู้จักจริง ๆ!
“มิใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ ข้าเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง เป็นสุนัขจรจัดธรรมดา แต่ตอนนี้เริ่มวิวัฒน์เป็นสัตว์อสูรแล้ว เพราะข้าให้กินโอสถชิงเซวียนระดับสามเก้าลวดลายไปสองพันกว่าเม็ด”
"จะ...เจ้าว่าอันใดนะ!?”
โอสถชิงเสวียนระดับสามลายเก้าสองพันเม็ด!? ในอดีตระดับสูงสุดที่เห็นก็แค่ลายแปด! แล้วยังจะเอาโลหิตอสูรอันล้ำค่าป้อนให้สุนัขอีก!?
ถึงตรงนี้ หลัวไคแทบคลั่ง...ความฟุ่มเฟือยของเย่เฟิงนั้นเกินกว่าคำว่าฟุ่มเฟือยไปไกลแล้ว!
/ระดับขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่หนึ่งฝ่าด่านไปขั้นที่สอง ต้องเผชิญทัณฑ์อสนีบาตหนึ่งรอบ ทีละขั้นถึงขั้นที่เก้า
หลังจากถึงขั้นที่เก้า ต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตเก้ารอบถึงไปพิภพเบื้องบนได้