เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ

บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ

บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ


บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ

หลังยอดเขา!

เมื่อฉู่หยุนซานได้รับข้อความเสียงจากหลัวอู๋หมิง กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาก็เริ่มกระตุกในทันที ทำเอาสี่มหาบรรพจารย์ที่นั่งอยู่ข้าง

ๆ ต่างพากันแสดงสีหน้าสงสัย

“เจ้าห้า เกิดอันใดขึ้น?” หลัวเทียนซิงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

ฉู่หยุนซานทำหน้าเหมือนแม่ม่ายผู้อาภัพ แววตาเต็มไปด้วยความน้อยใจและขมขื่น

“พี่ใหญ่ ท่านลองบอกข้าทีว่าซากศพของมหาสัตว์อสูรระดับที่สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าได้ มันสำคัญต่อข้ามากเท่าใด?”

“ยังต้องให้กล่าวอีกหรือ?”

“ซากศพของสัตว์อสูรระดับนั้น สำหรับเจ้าคงสำคัญยิ่งกว่าโอสถตรัสรู้เสียอีก”

หลัวเทียนซิงตอบอย่างจริงจัง ขณะที่อีกสามมหาบรรพจารย์ก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย...ในห้าคนนี้ มีเพียงฉู่หยุนซานเท่านั้นที่เป็นผู้บำเพ็ญกาย พวกเขาย่อมรู้ดีว่า 'เลือดสัตว์อสูร' สำคัญต่อผู้บำเพ็ญกายมากเพียงใด

“ตอนนี้ในนิกายของเรามีซากศพของสัตว์อสูรระดับนั้นอยู่หนึ่งร่าง แต่...ถูกศิษย์ในและนอกกว่าสองพันคน ย่างกินกันไปครึ่งตัวแล้ว...”

“หืม เจ้ากล่าวว่าเยี่ยงไรนะ!?”

หลัวเทียนซิง เจียงฉ่าวอวี้ เฉาเหมินเฟิงและเฉิงซิงเฟย สี่มหาบรรพจารย์ถึงกับลุกพรวดพร้อมกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ!

“แล้วยังจะรออันใดอยู่อีกเล่า รีบไปหยุดพวกเขาสิ!”

หลัวเทียนซิงร้องลั่นด้วยความโกรธ

“ไปยามนี้ยังมีประโยชน์อันใดอีก?”

“เมื่อครู่หลัวอู๋หมิงเพิ่งส่งข้อความเสียงมาบอกข้ามาว่าซากศพของสัตว์อสูรตนนั้นเป็นของเย่เฟิง...เขาเอามาแจกจ่ายให้ศิษย์ในนิกายย่างกิน ข้าจะทำอันใดได้อีก?”

คำกล่าวนี้ทำให้ทั้งสี่คนเงียบลงทันที

ใช่...พวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์จากเย่เฟิงมาไม่น้อย จะให้ไปแย่งซากศพของสัตว์อสูรของเขาก็ใช่เรื่อง อีกทั้ง...ถึงแม้จะถูกย่างกิน แต่ซากศพของสัตว์อสูรระดับนั้นก็จะส่งผลดีต่อร่างกายของศิษย์กว่าพันคน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งนิกาย

แต่...ที่ลำบากใจที่สุดก็คือฉู่หยุนซาน

“ช่างเถอะ พวกเราไปกินด้วยก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามิได้กิน ซากศพของสัตว์อสูรระดับนี้ ข้ายังไม่เคยได้ลิ้มลองเลยแม้สักครั้ง”

หลัวเทียนซิงเสนอขึ้น สุดท้ายมหาบรรพจารย์ทั้งห้าก็ต่างพากันเหาะตรงไปยังลานฝึกของศิษย์ในด้วยความเร็วสูงสุด

...

ขณะเดียวกัน หลัวอู๋หมิงและหลัวไคก็เข้าร่วมกองทัพกินเนื้อย่างเสียแล้ว แถมยังกินอย่างเอร็ดอร่อย เพราะเนื้อของสิงห์อัสนีสีม่วงนั้นนุ่มแน่นอย่างหาใดเปรียบและด้วยการย่างยิ่งทำให้รสชาติเข้าถึงจุดสูงสุด

ไม่นาน มหาบรรพจารย์ทั้งห้าก็มาถึงลานฝึก และหลังจากทักทายเย่เฟิงก็เข้าร่วมกองทัพกินเนื้อย่างทันที

ครึ่งชั่วยาม(หนึ่งชั่วโมง)ผ่านไป

เมื่อฉู่หยุนซานแบกโครงกระดูกของสิงห์อัสนีสีม่วงกลับไป งานเลี้ยงเนื้อย่างก็สิ้นสุดลง ศิษย์นับพันกลับเข้าสู่การบ่มเพาะและต่างพากันตกใจเมื่อพบว่าร่างกายของตนมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน!

“ท่านอาวุโสเย่ นี่คือสหายเก่าของข้า หลัวไค เป็นผู้บำเพ็ญกายระดับภัยพิบัติขั้นที่สี่”

หลัวอู๋หมิงกล่าวแนะนำให้เย่เฟิงรู้จัก

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนว่า 'ท่านอาวุโสเย่' เย่เฟิงก็ได้แต่ยิ้มแห้งอย่างจนใจ...ใครใช้ให้อีกสี่มหาบรรพจารย์ยังอยู่ตรงนี้กันเล่า

“ผู้น้อยเย่เฟิง ขอคารวะท่านอาวุโสหลัว” เย่เฟิงประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อม

“มิกล้า มิกล้าๆ !”

หลัวไครีบโบกมือ “ท่านอาวุโสเย่ เรียกข้าว่า ‘ผู้อาวุโส’ ข้านั้นมิกล้ารับ!”

“ท่านเป็นสหายของอาจารย์ปู่ของข้า เช่นนั้นก็ถือเป็นผู้อาวุโสของข้าโดยแท้”

เอ๊ะ?

คำกล่าวนี้ทำเอาหลัวไคงงเต๊ก

หลัวอู๋หมิงเรียกเขาว่า ‘ท่านอาวุโสเย่’ แล้วเขากลับเรียกหลัวอู๋หมิงว่าอาจารย์ปู่?

นี่มันความสัมพันธ์แบบใดกันแน่!?

“หลัวไค เจ้าหนูเย่เฟิงนี่เป็นศิษย์สายตรงของเฉียนเสวี่ย เพราะฉะนั้น ข้าก็เลยถือว่าเป็นอาจารย์ปู่ของเขาไปด้วย...ว่าให้ถูก ตอนนี้เขามีหลายสถานะเหลือเกิน ข้าอธิบายมิหมด”

หลัวอู๋หมิงกล่าวอย่างจนใจ

“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ใช้สินค้าฟุ่มเฟือยของวันนี้สำเร็จ ท่านได้รับรางวัล แต้มฟุ่มเฟือยหนึ่งพันแต้มและ 'แก่นแท้เลือดสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติขั้นที่เก้าสูงสุด' จากสิงห์อัสนีสีม่วงที่ฝ่าฟันทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าได้ จำนวนสองร้อยหยด!”

“ระบบ ทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าคืออันใด?”

เย่เฟิงถามขึ้นเมื่อเห็นคำอธิบายรางวัลที่ซับซ้อน

“ติ๊ง! ในทวีปซวนเทียนไม่ว่าผู้บำเพ็ญหรือสัตว์อสูร หากต้องการเหินทะยานสู่พิภพเบื้องบน จำเป็นต้องฝ่าฟันทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าให้ได้ มันไม่ใช่ทัณฑ์อสนีบาตธรรมดาของขอบเขตภัยพิบัติแต่เป็นทัณฑ์อสนีบาตของมรรคาสวรรค์ประทานลงมาเพื่อตัดสินชะตากรรม”

เย่เฟิงพยักหน้าเข้าใจ...กล่าวคือหลังจากขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่เก้านี้ ยังแบ่งระดับตามจำนวนทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตที่สามารถต้านทานได้

“หลานเย่ แม้วันนี้ข้าจะได้กินเนื้อสัตว์อสูรอันล้ำค่าเพราะเจ้า แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่า...ซากศพของสัตว์อสูรเช่นนั้น มันถูกเจ้าทำให้สูญเปล่า เจ้าไม่รู้หรือว่ามันสำคัญเพียงใดต่อผู้บำเพ็ญกายอย่างข้า?”

หลัวไคกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด ทั้งที่ในปากหอมหวานแต่ในใจกำลังร้องไห้...เนื้อย่างอร่อยก็จริง แต่สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ เจ้าย่างกินเล่นมันก็เกินไป!

“ท่านอาวุโสหลัว ท่านสุนัขยถึงสิ่งนี้ใช่หรือไม่?”

เย่เฟิงแบมือขึ้น เผยให้เห็นหยดเลือดสีแดงเข้มลอยอยู่ในอากาศ

“กลิ่นอายนี้...มิผิดแน่! เป็นแก่นแท้เลือดของสัตว์อสูรสิงห์อัสนีสีม่วง!”

หลัวไคแทบจะพุ่งเข้ามาแย่งด้วยซ้ำ

“ของพวกนี้ข้ามีอยู่พอสมควร แต่ข้าให้ทั้งหมดมิได้ ข้าต้องเก็บไว้ให้เจ้าตูบน้อยของข้าด้วย”

เย่เฟิงกล่าวหน้าตาเฉย

สุนัขรึ?

ถ้อยคำนี้ทำเอาหลัวอู๋หมิงน้ำตาไหลในใจ...ท่านประมุขแห่งนิกายดาราสวรรค์ยังมิอาจดีสู้สุนัขตัวหนึ่งของเย่เฟิงได้ด้วยซ้ำ!?

หนึ่งคนบรรลุวิชา บรรดาไก่สุนัขต่างพากันขึ้นสวรรค์

ดูท่าจะไม่ใช่แค่สุภาษิตเสียแล้ว...เพราะแค่เป็นเพียงสุนัขของเย่เฟิง เจ้าก็มีทุกอย่างที่คนทั้งนิกายใฝ่ฝันถึง!

“สุนัข? เป็นชื่อเล่นของสหายเจ้างั้นรึ?”

หลัวไคถามด้วยความอิจฉาจับใจ...สหายของเย่เฟิงคนนี้เขาอยากรู้จักจริง ๆ!

“มิใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ ข้าเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง เป็นสุนัขจรจัดธรรมดา แต่ตอนนี้เริ่มวิวัฒน์เป็นสัตว์อสูรแล้ว เพราะข้าให้กินโอสถชิงเซวียนระดับสามเก้าลวดลายไปสองพันกว่าเม็ด”

"จะ...เจ้าว่าอันใดนะ!?”

โอสถชิงเสวียนระดับสามลายเก้าสองพันเม็ด!? ในอดีตระดับสูงสุดที่เห็นก็แค่ลายแปด! แล้วยังจะเอาโลหิตอสูรอันล้ำค่าป้อนให้สุนัขอีก!?

ถึงตรงนี้ หลัวไคแทบคลั่ง...ความฟุ่มเฟือยของเย่เฟิงนั้นเกินกว่าคำว่าฟุ่มเฟือยไปไกลแล้ว!

/ระดับขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่หนึ่งฝ่าด่านไปขั้นที่สอง ต้องเผชิญทัณฑ์อสนีบาตหนึ่งรอบ ทีละขั้นถึงขั้นที่เก้า

หลังจากถึงขั้นที่เก้า ต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตเก้ารอบถึงไปพิภพเบื้องบนได้

จบบทที่ บทที่ยี่สิบเก้า ไม่ใช่คน แต่เป็นสุนัขจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว