- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ
บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ
บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ
บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ
ระยะห่างสิบลี้ทิศตะวันออกของนิกายดาราสวรรค์
บุรุษวัยกลางคนร่างใหญ่และเปื้อนโลหิตไปทั่ว ก้าวออกจากมาความว่างเปล่า เหลือบตามองไปทางนิกายดาราสวรรค์ ก่อนจะเผยรอยยิ้มมุมปากพลางกล่าวว่า
“หลัวอู๋หมิง ครานี้ข้าไปฟาดฟันในสมรภูมิมรรคาสวรรค์ ได้ผลึกวิญญาณติดมือกลับมามากมายถึงแปดสิบก้อน! มิใช่ระดับต่ำ แต่เป็นชั้นยอด! ข้าอยากเห็นนัก...สายตาอิจฉาเขียวปั๊ดของเจ้าตอนที่รู้เรื่องนี้!”
คิดถึงตรงนี้ ชายร่างใหญ่ก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพุ่งทะยานไปยังทิศทางของนิกายดาราสวรรค์ด้วยความเร็วสูง
“เกิดอันใดขึ้นกัน?”
“นิกายดาราสวรรค์เผชิญวิฤกตอันตรายงั้นหรือ?”
เมื่อเขามาถึงบริเวณใกล้นิกายก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของค่ายกลคุ้มกันนิกายที่ถูกเปิดใช้งาน สีหน้าจึงเปลี่ยนไปทันที ประกายในแววตาก็ฉายแววสังหาร!
“ไม่?”
“ภายนอกมิได้มีศัตรู ข้าอยู่คนเดียวมิใช่งั้นรึ?”
แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ ที่นี่ไม่มีแม้แต่เงาของศัตรูสักคน มีเพียงเขาผู้เดียว...สหายเก่าแก่ของนิกายเท่านั้น
“งั้นก็ดี! หลายปีแล้วที่ไม่ได้สัมผัสพลังของค่ายกล 'กระบี่เก้าดารา’ ข้าชักอยากรู้อยากเห็นว่าร่างกายของข้าตอนนี้จะทนทานกระบี่ดาราได้กี่สายกันแน่”
...
โดยไม่รอให้หลัวอู๋หมิงออกมาต้อนรับ เขาก็เตรียมจะเข้าสู่เขตค่ายกลคุ้มกันนิกายเพื่อทดลองดู
“บัดซบ!”
ทว่า...ทันทีที่เหยียบเข้าไปในขอบเขตของค่ายกลกระบี่เก้าดารา ความรู้สึกอึดอัดแน่นอกก็ถาโถมเข้ามาโดยฉับพลัน เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบพุ่งถอยออกมาจากค่ายกลด้วยความเร็วสูงสุด!
ฮ่าก! ฮ่าก! ฮ่าก!
ชายร่างใหญ่ยืนหอบหายใจถี่ หน้าเคร่งเครียดและแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว!
ตายแน่!
เขากล้ากล่าวได้เลยว่า...ถ้าหากตนช้ากว่านี้แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ ป่านนี้คงถูกค่ายกลกระบี่เก้าดาราสังหารจนร่างแหลกสลายไปแล้ว!
กระบี่ดาราเพียงหนึ่งสาย...ก็สามารถคร่าชีวิตเขาได้ในพริบตา!
“ค่ายกลคุ้มกันนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายดาราสวรรค์... 'กระบี่เก้าดารา’ ต้องได้รับการปรับปรุงจนพลังรุนแรงขึ้นหลายเท่า นี่มันฝีมือผู้ใดกัน ถึงได้ทำให้มันน่าสะพรึงถึงเพียงนี้!”
ชายร่างใหญ่ยืนครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ขณะนั้นเอง เสียงของหลัวอู๋หมิงก็ดังลั่นออกมาจากภายในนิกายด้วยความร้อนรน
“หลัวไค! เจ้านี่บ้าไปแล้วรึไง? ไม่เห็นรึว่าค่ายกลคุ้มกันนิกายเปิดใช้งานอยู่!”
เมื่อเห็นหลัวอู๋หมิงทะยานออกมาจากภายในนิกาย สีหน้าของหลัวไคก็มีเพียงรอยยิ้มฝืดเฝื่อนใจกับความปวดตับ
ใครจะไปคิดเล่าว่าค่ายกลคุ้มกันนิกายของเจ้าจะทรงพลังขึ้นเช่นนี้!
“เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เห็นว่าหลัวไคไม่ได้รับบาดเจ็บ หลัวอู๋หมิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“หลัวอู๋หมิง ค่ายกลคุัมกันนิกายเปิดใช้เช่นนี้ มิใช่ว่ามีศัตรูร้ายกาจมาบุกหรอกหรือ?”
หลัวไคเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ขณะเดินตามเข้าไป
“เปล่าเลย ช่วงนี้ผลึกวิญญาณในนิกายของเรามันเยอะเกินไป เลยตัดสินใจเปิดค่ายกลทิ้งไว้ตลอดไปซะเลย”
“จะว่าไป เจ้าคงสัมผัสพลังของค่ายกลกระบี่เก้าดาราไปแล้วสินะ ตอนนี้มันรุนแรงกว่าเดิมสิบเท่า ถึงจะฟุ่มเฟือยขึ้นสิบเท่า แต่สำหรับเราแล้ว มันเป็นเพียงละอองฝน!”
หลัวอู๋หมิงหัวเราะร่าพลางแสดงท่าทางของเศรษฐีรวยล้นฟ้า
"ฮึ่ม! ข้านี่อยากจะตบปากเจ้าเสียจริง ไหนลองบอกข้ามาสิว่าเจ้าเหลือผลึกวิญญาณอยู่เท่าใดกันแน่?”
หลัวไคมองเขาอย่างเหลือเชื่อ
“ข้าเพิ่งได้มาเพิ่มอีกหนึ่งร้อยล้านก้อนเมื่อวานนี้เอง ถึงจะฟุ่มเฟือยมากขึ้น แต่ก็พอใช้ไปได้อีกหลายเดือน”
“เอ้อ ดูจากสภาพเจ้าแล้ว คงเพิ่งกลับจากสมรภูมิมรรคาสวรรค์ใช่หรือไม่ มาหาข้าทำไมงั้นรึ?”
หลัวอู๋หมิงมองร่างโชกเลือดของหลัวไคก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
...
คำถามนั้นทำเอาหลัวไคหน้าเสีย เขารู้จักนิสัยเพื่อนเก่าคนนี้ดี หลัวอู๋หมิงไม่ใช่คนชอบกล่าวล้อเล่น หากบอกว่ามีผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน นั่นแสดงว่ามีจริง!
แต่พอคิดว่า ตัวเองตั้งใจเอาผลึกวิญญาณแค่แปดสิบก้อนมาข่มทับอีกฝ่าย เขาก็แทบอยากเอาหน้ามุดดินหนี!
“เปล่าเลย แค่คิดถึงเจ้า เรามิม่ได้มานั่งดื่มด้วยกันก็นานแล้ว...”
หลัวไคหาเหตุผลกลบเกลื่อน และหลัวอู๋หมิงเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะทั้งสองก็ห่างหายจากการสังสรรค์มานานหลายปีแล้วจริงๆ
“หืม?”
“กลิ่นอะไร ทำไมมันหอมเช่นนี้?”
ระหว่างเดินผ่านลานศิษย์ในของนิกาย จู่ๆ กลิ่นเนื้อย่างหอมฟุ้งก็โชยมาตามสายลมเข้าจมูกของทั้งสอง
ไม่นาน...
เมื่อทั้งสองเดินตามกลิ่นไปถึงลานฝึกก็ได้เห็นภาพร่างของ ‘สิงห์อัสนีสีม่วง’ ที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่งกำลังถูกย่างอยู่ ทั้งคู่ถึงกับเบิกตากว้างอุทานพร้อมกันว่า “สิงห์อัสนีสีม่วง!”
“กลิ่นอายของพลังนี่มัน...!”
“เจ้าตัวนี้ต้องผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้ามาแล้วเป็นแน่! เป็นมหาสัตว์อสูรที่สามารถเหินขึ้นสู่พิภพเบื้องบนได้ทุกเมื่อ!”
แม้จะเหลือเพียงร่างซากศพ แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำให้ทั้งสองใจสั่นสะท้าน หน้าซีดเผือด
“เดี๋ยวก่อน!”
“แล้วพวกศิษย์นับพันด้านล่างนั่นกำลังทำอันใดกันอยู่!?”
“พวกเขา...เอาเนื้อของมหาสัตว์อสูรระดับนี้มาย่างกินงั้นรึ!? หลัวอู๋หมิง! นิกายของเจ้าร่ำรวยกันถึงเพียงนี้เชียวเรอะ!?”
หลัวไคร้องถามด้วยความตกตะลึง
ร่ำรวยบัดซบอันใดล่ะ!
มันเป็นฝีมือของเจ้าเวรเย่เฟิงต่างหาก!
ซากศพสัตว์อสูรระดับที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าแบบนี้ เลือดเนื้อของมันสามารถกลั่นเป็นเลือดสัตว์อสูรอันล้ำค่าได้มากมาย...แต่มันกลับเอามาย่างเป็นบาร์บีคิวให้ศิษย์กิน!
แค่คิดถึงตรงนี้ หลัวอู๋หมิงก็แทบเป็นลม ถ้ามหาบรรพจารย์คนที่ห้าของนิกายมาเห็นเข้าคงได้กระอักเลือดเป็นแน่!
“นั่นมัน!”
หลัวไคพลันหันไปเห็นฉากหนึ่งที่ทำเอาเขาแทบจะหัวใจหยุดเต้น...ศิษย์ผู้หนึ่งที่มีระดับพลังเพียงขอบเขตเคลื่อนลมปราณกลับใช้มีดสีดำธรรมดาๆ แล่เกล็ดของสิงห์อัสนีสีม่วงออกมาได้อย่างง่ายดาย!
นั่นต้องเป็นอาวุธเทพชนิดใดถึงสามารถฝ่าทะลุการป้องกันของสัตว์อสูรระดับนั้นได้!?
บ้าไปแล้ว!
ไม่ได้มาที่นี่หลายปี แต่ตอนนี้หลัวไคเริ่มรู้สึกแปลกแยกกับนิกายนี้แล้ว...เมื่อใดกันที่นิกายของสหายเก่าของเขากลายเป็นขุมพลังอำนาจอันน่าสะพรึงเช่นนี้!?
“ท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้า รีบมาดูเถิด! เย่เฟิงก่อเรื่องอีกแล้ว! ครานี้เขาย่างศพของสิงห์อัสนีสีม่วงที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทัังเก้าแจกจ่ายให้เหล่าศิษย์กิน! ถ้าไม่มาไวๆ ล่ะก็ ศพนี้หมดแน่!”
หืม?
ได้ยินเสียงหลัวอู๋หมิงกำลังส่งเสียงผ่านยันต์สื่อสารพร้อมกับสีหน้าแตกตื่น หลัวไคก็เริ่มคิดใหม่เสียแล้ว
ดูเหมือนว่า...เขาอาจจะเข้าใจผิดกระมัง แม้แต่หลัวอู๋หมิงเองก็เหมือนจะยังตั้งตัวไม่ทันกับเรื่องที่เกิดขึ้น!
“หลัวอู๋หมิง เจ้ากล่าวถึงผู้ใด? เย่เฟิง?”
“ทำไมไม่ห้ามเขาเสียเองเลยล่ะ ถึงต้องเรียกมหาบรรพจารย์คนที่ห้าเชียวรึ?”
หลัวไคหันมาถามด้วยความสงสัย
“เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากรึไง!”
“เย่เฟิงผู้นี้ เดิมทีเป็นศิษย์หลักลำดับที่หกของนิกาย แต่เมื่อวานนี้ เขาถวายผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน และเคล็ดลับของกระบวนกระบี่เก้าดาราเวอร์ชันปรับปรุง! ตอนนี้เขาถูกแต่งตั้งเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของนิกาย มีสถานะเทียบเท่าห้ามหาบรรพจารย์ ข้าต้องเรียกเขาว่า ‘ผู้อาวุโสเย่’ ด้วยความเคารพ แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะไปห้ามเขาได้ยังไงกัน!?”
หลัวอู๋หมิงตอบด้วยน้ำเสียงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก