เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ

บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ

บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ


บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ

ระยะห่างสิบลี้ทิศตะวันออกของนิกายดาราสวรรค์

บุรุษวัยกลางคนร่างใหญ่และเปื้อนโลหิตไปทั่ว ก้าวออกจากมาความว่างเปล่า เหลือบตามองไปทางนิกายดาราสวรรค์ ก่อนจะเผยรอยยิ้มมุมปากพลางกล่าวว่า

“หลัวอู๋หมิง ครานี้ข้าไปฟาดฟันในสมรภูมิมรรคาสวรรค์ ได้ผลึกวิญญาณติดมือกลับมามากมายถึงแปดสิบก้อน! มิใช่ระดับต่ำ แต่เป็นชั้นยอด! ข้าอยากเห็นนัก...สายตาอิจฉาเขียวปั๊ดของเจ้าตอนที่รู้เรื่องนี้!”

คิดถึงตรงนี้ ชายร่างใหญ่ก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพุ่งทะยานไปยังทิศทางของนิกายดาราสวรรค์ด้วยความเร็วสูง

“เกิดอันใดขึ้นกัน?”

“นิกายดาราสวรรค์เผชิญวิฤกตอันตรายงั้นหรือ?”

เมื่อเขามาถึงบริเวณใกล้นิกายก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของค่ายกลคุ้มกันนิกายที่ถูกเปิดใช้งาน สีหน้าจึงเปลี่ยนไปทันที ประกายในแววตาก็ฉายแววสังหาร!

“ไม่?”

“ภายนอกมิได้มีศัตรู ข้าอยู่คนเดียวมิใช่งั้นรึ?”

แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ ที่นี่ไม่มีแม้แต่เงาของศัตรูสักคน มีเพียงเขาผู้เดียว...สหายเก่าแก่ของนิกายเท่านั้น

“งั้นก็ดี! หลายปีแล้วที่ไม่ได้สัมผัสพลังของค่ายกล 'กระบี่เก้าดารา’ ข้าชักอยากรู้อยากเห็นว่าร่างกายของข้าตอนนี้จะทนทานกระบี่ดาราได้กี่สายกันแน่”

...

โดยไม่รอให้หลัวอู๋หมิงออกมาต้อนรับ เขาก็เตรียมจะเข้าสู่เขตค่ายกลคุ้มกันนิกายเพื่อทดลองดู

“บัดซบ!”

ทว่า...ทันทีที่เหยียบเข้าไปในขอบเขตของค่ายกลกระบี่เก้าดารา ความรู้สึกอึดอัดแน่นอกก็ถาโถมเข้ามาโดยฉับพลัน เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบพุ่งถอยออกมาจากค่ายกลด้วยความเร็วสูงสุด!

ฮ่าก! ฮ่าก! ฮ่าก!

ชายร่างใหญ่ยืนหอบหายใจถี่ หน้าเคร่งเครียดและแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว!

ตายแน่!

เขากล้ากล่าวได้เลยว่า...ถ้าหากตนช้ากว่านี้แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ ป่านนี้คงถูกค่ายกลกระบี่เก้าดาราสังหารจนร่างแหลกสลายไปแล้ว!

กระบี่ดาราเพียงหนึ่งสาย...ก็สามารถคร่าชีวิตเขาได้ในพริบตา!

“ค่ายกลคุ้มกันนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายดาราสวรรค์... 'กระบี่เก้าดารา’ ต้องได้รับการปรับปรุงจนพลังรุนแรงขึ้นหลายเท่า นี่มันฝีมือผู้ใดกัน ถึงได้ทำให้มันน่าสะพรึงถึงเพียงนี้!”

ชายร่างใหญ่ยืนครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ขณะนั้นเอง เสียงของหลัวอู๋หมิงก็ดังลั่นออกมาจากภายในนิกายด้วยความร้อนรน

“หลัวไค! เจ้านี่บ้าไปแล้วรึไง? ไม่เห็นรึว่าค่ายกลคุ้มกันนิกายเปิดใช้งานอยู่!”

เมื่อเห็นหลัวอู๋หมิงทะยานออกมาจากภายในนิกาย สีหน้าของหลัวไคก็มีเพียงรอยยิ้มฝืดเฝื่อนใจกับความปวดตับ

ใครจะไปคิดเล่าว่าค่ายกลคุ้มกันนิกายของเจ้าจะทรงพลังขึ้นเช่นนี้!

“เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”

เห็นว่าหลัวไคไม่ได้รับบาดเจ็บ หลัวอู๋หมิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“หลัวอู๋หมิง ค่ายกลคุัมกันนิกายเปิดใช้เช่นนี้ มิใช่ว่ามีศัตรูร้ายกาจมาบุกหรอกหรือ?”

หลัวไคเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ขณะเดินตามเข้าไป

“เปล่าเลย ช่วงนี้ผลึกวิญญาณในนิกายของเรามันเยอะเกินไป เลยตัดสินใจเปิดค่ายกลทิ้งไว้ตลอดไปซะเลย”

“จะว่าไป เจ้าคงสัมผัสพลังของค่ายกลกระบี่เก้าดาราไปแล้วสินะ ตอนนี้มันรุนแรงกว่าเดิมสิบเท่า ถึงจะฟุ่มเฟือยขึ้นสิบเท่า แต่สำหรับเราแล้ว มันเป็นเพียงละอองฝน!”

หลัวอู๋หมิงหัวเราะร่าพลางแสดงท่าทางของเศรษฐีรวยล้นฟ้า

"ฮึ่ม! ข้านี่อยากจะตบปากเจ้าเสียจริง ไหนลองบอกข้ามาสิว่าเจ้าเหลือผลึกวิญญาณอยู่เท่าใดกันแน่?”

หลัวไคมองเขาอย่างเหลือเชื่อ

“ข้าเพิ่งได้มาเพิ่มอีกหนึ่งร้อยล้านก้อนเมื่อวานนี้เอง ถึงจะฟุ่มเฟือยมากขึ้น แต่ก็พอใช้ไปได้อีกหลายเดือน”

“เอ้อ ดูจากสภาพเจ้าแล้ว คงเพิ่งกลับจากสมรภูมิมรรคาสวรรค์ใช่หรือไม่ มาหาข้าทำไมงั้นรึ?”

หลัวอู๋หมิงมองร่างโชกเลือดของหลัวไคก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

...

คำถามนั้นทำเอาหลัวไคหน้าเสีย เขารู้จักนิสัยเพื่อนเก่าคนนี้ดี หลัวอู๋หมิงไม่ใช่คนชอบกล่าวล้อเล่น หากบอกว่ามีผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน นั่นแสดงว่ามีจริง!

แต่พอคิดว่า ตัวเองตั้งใจเอาผลึกวิญญาณแค่แปดสิบก้อนมาข่มทับอีกฝ่าย เขาก็แทบอยากเอาหน้ามุดดินหนี!

“เปล่าเลย แค่คิดถึงเจ้า เรามิม่ได้มานั่งดื่มด้วยกันก็นานแล้ว...”

หลัวไคหาเหตุผลกลบเกลื่อน และหลัวอู๋หมิงเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะทั้งสองก็ห่างหายจากการสังสรรค์มานานหลายปีแล้วจริงๆ

“หืม?”

“กลิ่นอะไร ทำไมมันหอมเช่นนี้?”

ระหว่างเดินผ่านลานศิษย์ในของนิกาย จู่ๆ กลิ่นเนื้อย่างหอมฟุ้งก็โชยมาตามสายลมเข้าจมูกของทั้งสอง

ไม่นาน...

เมื่อทั้งสองเดินตามกลิ่นไปถึงลานฝึกก็ได้เห็นภาพร่างของ ‘สิงห์อัสนีสีม่วง’ ที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่งกำลังถูกย่างอยู่ ทั้งคู่ถึงกับเบิกตากว้างอุทานพร้อมกันว่า “สิงห์อัสนีสีม่วง!”

“กลิ่นอายของพลังนี่มัน...!”

“เจ้าตัวนี้ต้องผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้ามาแล้วเป็นแน่! เป็นมหาสัตว์อสูรที่สามารถเหินขึ้นสู่พิภพเบื้องบนได้ทุกเมื่อ!”

แม้จะเหลือเพียงร่างซากศพ แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำให้ทั้งสองใจสั่นสะท้าน หน้าซีดเผือด

“เดี๋ยวก่อน!”

“แล้วพวกศิษย์นับพันด้านล่างนั่นกำลังทำอันใดกันอยู่!?”

“พวกเขา...เอาเนื้อของมหาสัตว์อสูรระดับนี้มาย่างกินงั้นรึ!? หลัวอู๋หมิง! นิกายของเจ้าร่ำรวยกันถึงเพียงนี้เชียวเรอะ!?”

หลัวไคร้องถามด้วยความตกตะลึง

ร่ำรวยบัดซบอันใดล่ะ!

มันเป็นฝีมือของเจ้าเวรเย่เฟิงต่างหาก!

ซากศพสัตว์อสูรระดับที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทั้งเก้าแบบนี้ เลือดเนื้อของมันสามารถกลั่นเป็นเลือดสัตว์อสูรอันล้ำค่าได้มากมาย...แต่มันกลับเอามาย่างเป็นบาร์บีคิวให้ศิษย์กิน!

แค่คิดถึงตรงนี้ หลัวอู๋หมิงก็แทบเป็นลม ถ้ามหาบรรพจารย์คนที่ห้าของนิกายมาเห็นเข้าคงได้กระอักเลือดเป็นแน่!

“นั่นมัน!”

หลัวไคพลันหันไปเห็นฉากหนึ่งที่ทำเอาเขาแทบจะหัวใจหยุดเต้น...ศิษย์ผู้หนึ่งที่มีระดับพลังเพียงขอบเขตเคลื่อนลมปราณกลับใช้มีดสีดำธรรมดาๆ แล่เกล็ดของสิงห์อัสนีสีม่วงออกมาได้อย่างง่ายดาย!

นั่นต้องเป็นอาวุธเทพชนิดใดถึงสามารถฝ่าทะลุการป้องกันของสัตว์อสูรระดับนั้นได้!?

บ้าไปแล้ว!

ไม่ได้มาที่นี่หลายปี แต่ตอนนี้หลัวไคเริ่มรู้สึกแปลกแยกกับนิกายนี้แล้ว...เมื่อใดกันที่นิกายของสหายเก่าของเขากลายเป็นขุมพลังอำนาจอันน่าสะพรึงเช่นนี้!?

“ท่านมหาบรรพจารย์คนที่ห้า รีบมาดูเถิด! เย่เฟิงก่อเรื่องอีกแล้ว! ครานี้เขาย่างศพของสิงห์อัสนีสีม่วงที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์อสนีบาตทัังเก้าแจกจ่ายให้เหล่าศิษย์กิน! ถ้าไม่มาไวๆ ล่ะก็ ศพนี้หมดแน่!”

หืม?

ได้ยินเสียงหลัวอู๋หมิงกำลังส่งเสียงผ่านยันต์สื่อสารพร้อมกับสีหน้าแตกตื่น หลัวไคก็เริ่มคิดใหม่เสียแล้ว

ดูเหมือนว่า...เขาอาจจะเข้าใจผิดกระมัง แม้แต่หลัวอู๋หมิงเองก็เหมือนจะยังตั้งตัวไม่ทันกับเรื่องที่เกิดขึ้น!

“หลัวอู๋หมิง เจ้ากล่าวถึงผู้ใด? เย่เฟิง?”

“ทำไมไม่ห้ามเขาเสียเองเลยล่ะ ถึงต้องเรียกมหาบรรพจารย์คนที่ห้าเชียวรึ?”

หลัวไคหันมาถามด้วยความสงสัย

“เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากรึไง!”

“เย่เฟิงผู้นี้ เดิมทีเป็นศิษย์หลักลำดับที่หกของนิกาย แต่เมื่อวานนี้ เขาถวายผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน และเคล็ดลับของกระบวนกระบี่เก้าดาราเวอร์ชันปรับปรุง! ตอนนี้เขาถูกแต่งตั้งเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของนิกาย มีสถานะเทียบเท่าห้ามหาบรรพจารย์ ข้าต้องเรียกเขาว่า ‘ผู้อาวุโสเย่’ ด้วยความเคารพ แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะไปห้ามเขาได้ยังไงกัน!?”

หลัวอู๋หมิงตอบด้วยน้ำเสียงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

จบบทที่ บทที่ยี่สิบแปด หลัวอู๋หมิง นิกายของเจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวเรอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว