- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่ยี่สิบเจ็ด งานเลี้ยงรอบกองไฟ
บทที่ยี่สิบเจ็ด งานเลี้ยงรอบกองไฟ
บทที่ยี่สิบเจ็ด งานเลี้ยงรอบกองไฟ
บทที่ยี่สิบเจ็ด งานเลี้ยงรอบกองไฟ
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง”
เมื่อฟังจบ เย่เฟิงก็พลันเข้าใจสิ่งที่หลัวอู๋หมิงอธิบาย
“ท่านอาจารย์ปู่ขอรับ อีกไม่กี่วันข้ากฝต้องออกเดินทางไปสมรภูมิมรรคาสวรรค์อยู่แล้ว เช่นนั้นสามารถเข้าไปลองฝึกในโพรงผนึกสัตว์อสูรบ้างได้หรือไม่?”
เย่เฟิงเอ่ยพลางสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
...
หลัวอู๋หมิงที่ได้ยินดังนั้นก็สีหน้าดำคล้ำมองเย่เฟิงพลางเอ่ยว่า “พวกสัตว์อสูรเหล่านี้ต่างถูกจับมาจากโลกภายนอกหรือสมรภูมิมรรคาสวรรค์ เจ้าควรเว้นโอกาสนี้ไว้ให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องผู้อื่นเถอะ”
เมื่อนึกถึงพลังของเย่เฟิง...แม้ให้สัตว์อสูรสองร้อยตนในระดับเดียวกันรุม ก็หาใช่คู่มือไม่ นั่นเท่ากับการสิ้นเปลืองทรัพยากรของนิกายโดยเปล่าประโยชน์ เท่ากับฟุ่มเฟือยเกินควร!
“ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
“ดูท่าคงต้องรอไปจัดการกับสัตว์อสูรในสมรภูมิมรรคาสวรรค์แทนสินะ”
เย่เฟิงได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าผิดหวังขึ้นมา
...
“ท่านอาจารย์ปู่ขอรับ สัตว์อสูรระดับเคลื่อนลมปราณขั้นที่เก้า มูลค่าเท่าใดหรือ?”
เย่เฟิงยังอยากสัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์อสูรจึงตั้งใจจะใช้'ศาสตร์วิชาฟุ่มเฟือย'อย่างจริงจัง
“วันนี้อากาศช่างดีเสียจริง...”
เมื่อเห็นหลัวอู๋หมิงเมินเฉยต่อคำถามของเขาแล้วเดินหน้าต่อไป เย่เฟิงก็ถึงกับสีหน้าดำคล้ำ
เดินวนอยู่รอบหนึ่งก็พบเพียงโพรงอับแสงที่ผนึกสัตว์อสูรไว้ ไม่มีสิ่งใดเร้าใจให้เขาสนใจเลยแม้แต่น้อย ทำเอาเย่เฟิงรู้สึกเสียดายที่มาที่นี่
หนึ่งชั่วยาม(สองชั่วโมง)ผ่านพ้นไป หลังกลับถึงเรือนพัก เย่เฟิงก็ตรงเข้าห้องนอนทันที
ตอนนี้เขามีแต้มฟุ่มเฟือยเพียงสองพันแปดร้อยสิบแต้ม เขาตั้งใจจะสะสมไว้ให้มากพอเพื่อฝ่าด่านให้ถึงขอบเขตหล่อหลอมวิญญาณขั้นที่เก้าสูงสุด
เช้าวันถัดมา
หลังตื่นนอน เย่เฟิงก็รีบตรวจดูสินค้าฟุ่มเฟือยที่ได้จากระบบในวันนี้
ซากศพสัตว์อสูร ‘สิงห์อัสนีสีม่วง’
“สิงห์อัสนีสีม่วง?”
“เป็นสัตว์อสูรระดับใดกัน?”
“แค่ซากศพจะทำเยี่ยงไรถึงจะใช้ฟุ่มเฟือยอย่างสมเหตุสมผลได้?”
ด้วยความสงสัย เย่เฟิงจึงเดินไปหาศิษย์พี่ใหญ่ เฉินฮ่าวอวี้
“ซากศพสัตว์อสูรอย่างนั้นหรือ?”
“ในหมู่ผู้บำเพ็ญ เราสามารถใช้พลังวิญญาณกลั่นเลือดสัตว์อสูรบริสุทธิ์ออกมาจากร่างซากศพสัตว์อสูร สำหรับพวกเราผู้บำเพ็ญทั่วไปแล้วอาจไม่มีประโยชน์นัก แต่สำหรับผู้บำเพ็ญกายแล้วกลับสำคัญยิ่งยวด”
“ผู้บำเพ็ญกายจะใช้พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินเพื่อหล่อหลอมร่างกายให้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พละกำลังจึงร้ายกาจนักและเลือดสัตว์อสูรนี้เองที่เป็นทรัพยากรช่วยบ่มเพาะที่ดีที่สุดของพวกเขา”
เฉินฮ่าวอวี้อธิบายอย่างอดทน
“ศิษย์พี่ใหญ่ แล้วถ้าไม่ใช้วิธีกลั่นเลือด แต่เอาเนื้อสัตว์อสูรมาย่างกินเสียเลยล่ะ?”
เย่เฟิงยังไม่วายถามต่อ
หือ!?
เฉินฮ่าวอวี้ถึงกับชะงัก มองเย่เฟิงด้วยสายตาแปลกประหลาด เขาไม่เข้าใจว่าศิษย์น้องเล็กผู้นี้ไปเอาความคิดพิสดารเช่นนี้มาจากที่ใด
“ยิ่งซากสัตว์อสูรมีพลังมากเท่าใด การกลั่นเลือดก็ยิ่งยากขึ้น หากเอามาย่างกินเลยละก็ พลังงานที่ดูดซับได้อาจไม่ถึงหนึ่งในร้อยของเลือดสัตว์อสูรด้วยซ้ำ สัตว์อสูรระดับต่ำมิเป็นไรนัก แต่หากเป็นสัตว์อสูรระดับสูงแล้วเอาไปย่างกิน... แบบนั้นเรียกว่าฟุ่มเฟือยเกินไปจริงๆ”
แม้ไม่เข้าใจความคิดของเย่เฟิง แต่เฉินฮ่าวอวี้ก็ยังอธิบายให้ฟัง
“แล้วในนิกายเรามีผู้บำเพ็ญกายหรือไม่?”
เย่เฟิงตอนนี้เข้าใจพอสมควรแล้ว เหลือเพียงคำถามสุดท้าย
“มีอยู่...มหาบรรพจารย์คนที่ห้าคือยอดฝีมือระดับภัยพิบัติที่บ่มเพาะร่างกายอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นปรมาจารย์หลอมศาสตราวุธที่เก่งกาจอีกด้วย”
เฉินฮ่าวอวี้ตอบตรงๆ
หืม?
ทันทีที่กล่าวจบ เย่เฟิงก็หันหลังเดินจากไป เฉินฮ่าวอวี้ขมวดคิ้วแน่นแล้วพลันเบิกตากว้าง
“เจ้าศิษย์น้องเล็กผู้นี้...อย่าบอกนะว่าในมือมีซากศพสัตว์อสูรระดับสูงและคิดจะนำมาย่างกิน!?”
เมื่อคิดถึงนิสัยฟุ่มเฟือยเกินพรรณนาของเย่เฟิง เฉินฮ่าวอวี้ก็ยิ่งมั่นใจว่าการคาดเดาของตนไม่ผิด
ลานฝึกของศิษย์ฝ่ายใน
เย่เฟิงหยิบซากศพสิงห์อัสนีสีม่วงออกมาจากระบบ...ทันใดนั้นแรงกดดันรุนแรงก็ปกคลุมลานฝึกทั้งหมด เหล่าศิษย์ทั้งฝ่ายในและนอกต่างรู้สึกราวกับความตายอยู่ไม่ไกล
ปึง!
ซากศพสัตว์อสูรขนาดมหึมาดั่งภูเขาลูกน้อยทิ้งตัวกระแทกพื้นจนเสียงดังสนั่น!
“ศิษย์พี่น้องทุกท่าน วันนี้งดประลองกันก่อนเถิด มาช่วยข้าหั่นเนื้อเจ้านี้ วันนี้ข้าจะเลี้ยงเนื้อย่างพวกท่านเอง!”
เหล่าศิษย์นับพันคนกลั้นใจฝืนทนแรงกดดันจนมายืนล้อมซากศพสัตว์อสูรขนาดมหึมา ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง พวกเขาไม่รู้ว่าสัตว์อสูรตนนี้มีระดับใด แต่แน่นอนว่า... ต้องสูงลิ่ว!
และที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นกว่านั้นคือ เย่เฟิง ไม่ได้นำไปกลั่นเลือด แต่กลับนำมาย่างกิน!? โอกาสเช่นนี้จะมีในชีวิตอีกหรือ!?
“ศิษย์พี่เย่เฟิง! เกล็ดของสัตว์อสูรตนนี้แข็งยิ่งนัก ข้าฟันจนกระบี่หักก็ยังมิมีแม้แต่ริ้วรอย!”
“ศิษย์พี่เย่เฟิง! ข้าพบจุดอ่อนตรงส่วนที่ไร้เกล็ด แต่ต่อให้ใช้กระบี่เสริมพลังวิญญาณธาตุทองก็มิอาจแทงเข้า!”
“ศิษย์พี่เย่เฟิง! วันนี้ข้าจะได้กินหรือไม่?”
ซากศพมหึมาของสิงห์อัสนีสีม่วงถูกล้อมด้วยเหล่าศิษย์ผู้สิ้นหวัง ทุกเทคนิคล้วนไร้ผล พวกเขาแทบจะล้มเลิกความหวัง
“ระบบ เจ้าพอมีอาวุธที่สามารถใช้หั่นเนื้อของสัตว์อสูรตนนี้หรือไม่? เพียงแค่ยืมก็ได้ มิเช่นนั้นสินค้าฟุ่มเฟือยนี้ ข้าคงใช้มันมิได้!”
เย่เฟิงตัดสินใจถามระบบทันที
“ติ๊ง! ระบบจะให้ยืมมีดสั้นหนึ่งร้อยเล่ม และต้องคืนทั้งหมด มิฉะนั้นจะถูกหักแต้มฟุ่มเฟือยจำนวนมาก”
ระบบดูเหมือนจะรู้ทันความคิดของเย่เฟิงว่าจะไม่คืน เลยออกกฎลงโทษเอาไว้ล่วงหน้า
อึ่ก!
เย่เฟิงได้แต่ด่าระบบในใจว่าขี้งก! ก่อนจะหยิบมีดสั้นออกมาแจกจ่ายให้กับศิษย์รอบๆ
“ศิษย์พี่เย่เฟิง! มีดเล่มนี้ช่างร้ายกาจนัก! ตัดเกล็ดแข็งของสัตว์อสูรราวกับแผ่นกระดาษ!”
“ศิษย์พี่เย่เฟิง! เนื้อของมันหั่นง่ายดั่งหั่นเต้าหู้ มีดเล่มนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ!”
ซากศพของสิงห์อัสนีสีม่วงถูกหั่นอย่างรวดเร็ว กองเนื้อที่ถูกหั่นกลายเป็นกองพูนมหาศาล บรรดาศิษย์ที่ยืนล้อมก็หยิบไม้เสียบขึ้นมาร้อยเป็นไม้เนื้อย่างกันอย่างขะมักเขม้น
เมื่อกองฟืนถูกก่อขึ้น เย่เฟิงก็ปล่อยพลังวิญญาณธาตุไฟเล็กน้อยเพื่อจุดไฟ
เหล่าศิษย์ผู้รับหน้าที่ย่างเนื้อต่างพากันนั่งล้อมกองไฟด้วยความตั้งใจ ย่าเนื้ออย่างทะนุถนอม
เย่เฟิงที่ยืนมองอยู่ข้างๆ เห็นศิษย์กว่าพันคนประสานมือกันคนละหน้าที่ ก็พลันนึกขึ้นได้ว่านี่มันงานเลี้ยงรอบกองไฟดีๆ นี่เอง!
ซู่ซู่ซู่!
เมื่อเนื้อของสิงห์อัสนีสีม่วงเริ่มย่างจนส่งเสียงดังซู่ซู่ กลิ่นความหอมของเนื้ออันแรงกล้าก็ลอยอบอวลไปทั่วลานฝึก ทำเอาศิษย์หลายคนกลืนน้ำลายดังเอื๊อกด้วยความหิวโหย