เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้

บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้

บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้


บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้

“ผู้อาวุโสเย่?”

“ผู้ใดคือผู้อาวุโสเย่?”

หลัวอู๋หมิงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเย่เฟิง ในที่นี้มีเพียงคนเดียวที่แซ่เย่ไม่ใช่หรือ? แต่เย่เฟิงไม่ใช่แค่ศิษย์หลักหรอกหรือ?

“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เย่เฟิงคือผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์แห่งนิกายดาราสวรรค์ ฐานะไม่ด้อยไปกว่าพวกเรามหาบรรพจารย์ทั้งห้า ผู้ใดพบเห็นจำต้องเคารพให้มากโดยเฉพาะเจ้า”

หลัวเทียนซิงกล่าวพลางยังไม่วายอบรมสั่งสอนหลัวอู๋หมิง

ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์?

ฐานะเทียบเท่ามหาบรรพจารย์!?

นี่มันบ้าชัดๆ!

หลัวอู๋หมิงแทบคลั่ง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหลัวเทียนซิงถึงตัดสินใจเช่นนี้

“ท่านมหาบรรพจารย์ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่า เย่เฟิงกลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ได้เช่นไร?”

...

...

ไม่กล้าขัด ไม่กล้าคัดค้าน แต่หลัวอู๋หมิงก็ยังอยากรู้...เย่เฟิงเก่งเพียงใดถึงได้รับตำแหน่งนี้?

“ซื้อ!”

“เขาให้มามากเกินไป กระทั่งให้เป็นแค่ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ยังรู้สึกว่าต่ำไปเสียด้วยซ้ำ”

เมื่อกล่าวจบ หลัวเทียนซิงก็หันหลังจากไปทันที...เรื่องใหญ่เช่นนี้เขายังต้องกลับไปแจ้งอีกสี่มหาบรรพจารย์ด้วย

ซื้อ?

เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ หลัวอู๋หมิงถึงกับรู้สึกคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก...ไม่ใช่หรือที่ตำแหน่งศิษย์สายตรงของบุตรสาวเขาก็ถูกเย่เฟิง 'ซื้อ' มาด้วยเช่นกัน?

แต่นี่มัน ตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของนิกายดาราสวรรค์เชียวนะ!

“เย่เฟิง เจ้าลงทุนไปมากเพียงใดกันถึงได้ตำแหน่งนี้มา?”

เมื่อหลัวเทียนซิงจากไปแล้ว หลัวอู๋หมิงก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย ถึงอย่างไรเสียเขาก็ยังเป็นอาจารย์ปู่ของเย่เฟิง เขาไม่จำเป็นต้องเรียก 'ผู้อาวุโสเย่' ตามคำสั่งหลัวเทียนซิง

“ท่านอาจารย์ปู่ ขออย่าได้เรียกข้าว่าผู้อาวุโสเย่เช่นนั้นเลย ข้าไม่ชินจริงๆ ข้ายังคงเป็นศิษย์หลักของนิกาย อีกทั้งยังเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ ท่านเองทราบดีว่าตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์นั้นมีเพียงท่านกับมหาบรรพจารย์ทั้งห้าเท่านั้นที่รู้จะมิมีการประกาศออกภายนอกแน่นอน”

“ส่วนสิ่งที่ข้าใช้แลกเปลี่ยนไปก็มิมีอะไรมาก เพียงผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อนกับคัมภีร์ค่ายกลฉบับเสริมพลังของค่ายกลกระบี่เก้าดาราเล่มหนึ่งเท่านั้นเอง”

เย่เฟิงตอบอย่างเรียบง่ายราวกับมันเป็นเรื่องเล็กน้อย

เหอะ!

เหอะเหอะ!

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าหลัวอู๋หมิงถึงกับแข็งค้าง หัวเราะแห้งๆ ออกมา

ผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน…เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นคืออะไร!?

แม้จะขายทั้งนิกายดาราสวรรค์ก็ยังไม่ได้เงินมากเช่นนั้น!

ส่วนค่ายกลกระบี่เก้าดารา...นั่นคือค่ายกลสืบทอดที่แม้แต่ยอดปรมาจารย์ค่ายกลในอดีตก็ยังไม่อาจสามารถปรับปรุงมันได้ แต่เย่เฟิง เจ้ากลับนำฉบับปรับปรุงมาเสิร์ฟถึงมือ!

ก่อนหน้านี้หากเขายังสงสัยในการตัดสินใจของหลัวเทียนซิง แต่ตอนนี้เขาเข้าใจทันที...แค่ตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ยังถือว่าต่ำไปเสียด้วยซ้ำ!

“ท่านอาจารย์ปู่ ท่านว่าเช่นไรเกี่ยวกับ...เรื่องยอดเขาสัตว์อสูรนั่น ไปดูกันเถอะ?”

เย่เฟิงเพิ่งมาโลกนี้ยังไม่เคยพบพานสัตว์อสูรเลยสักครั้ง ย่อมต้องสนใจในสัตว์อสูรซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโลกนี้

อีกด้านหนึ่ง เมื่อหลัวเทียนซิงกลับถึงถ้ำบำเพ็ญที่หลังภูเขา เขาก็เรียกมหาบรรพจารย์อีกสี่คนมารวมตัวทันที

“ลูกพี่ ท่านได้คืนหินวิญญาณให้แก่เย่เฟิงแล้วหรือไม่? หากไม่ คืนเถิด ข้าไม่อยากให้พวกเราต้องขายหน้าหนักไปกว่านี้”

มหาบรรพจารย์รอง(คนที่สอง) เจียงฮ่าวอวี้เอ่ยถามทันที

แต่หลัวเทียนซิงกลับเพียงส่ายหน้าเบาๆ

ทั้งสี่เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้มั่นคงที่สุดในหมู่พี่น้องอย่างหลัวเทียนซิงจะยังไม่คืน!

“ลูกพี่! ท่านเสียสติไปแล้วหรือ? ท่านไม่คืนด้เช่นไร! หินวิญญาณเล็กน้อยเพียงนั้น นิกายของเราไม่ขัดสนเสียหน่อย!”

มหาบรรพจารย์คนที่สาม เฉาเหมินเฟิงซึ่งมีนิสัยหุนหันพลันแล่นถึงกับตะโกนขึ้น

“พวกเจ้าฟังให้ดี...ข้ามิเพียงแต่มิได้คืน แต่กลับได้รับของขวัญเพิ่มมาจากเย่เฟิงเสียด้วยซ้ำ แม้ข้าจะไม่อยากรับ แต่สิ่งที่เขาให้นั้น...ข้าปฏิเสธไม่ลงจริงๆ!”

กล่าวจบ เขาก็หยิบแหวนมิติที่ภายในมีผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อนวางลงบนโต๊ะหินเบื้องหน้า

มหาบรรพจารย์ทั้งสี่ยังไม่ทันกล่าวอะไรก็รีบปลดปล่อยจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบแหวนทันที

เพียงไม่กี่อึดใจ…

เมื่อทั้งสี่เห็นจำนวนผลึกวิญญาณที่แน่นขนัดในแหวนต่างก็เงียบงัน ปากค้างไร้คำจะกล่าว

“ลูกพี่ ทั้งหมดนี่...เท่าใด?”

มหาบรรพจารย์คนที่ห้า ฉู่หยุนซานถามเสียงสั่นเทา

“หนึ่งร้อยล้าน”

“ฮู้ววว!”

เสียงสูดลมหายใจดังสนั่นทั้งห้อง!

บัดนี้พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมหลัวเทียนซิงถึงกล่าวว่า 'เขาให้มากเกินไปจนมิอาจปฏิเสธได้'

"หากมีผลึกวิญญาณเหล่านี้ นิกายดาราสวรรค์จะมิต้องกังวลภัยอันตรายไปอีกนานนับพันปี"

ฉู่หยุนซานเอ่ยด้วยความตระหนักดีว่าตราบใดที่นิกายยังอยู่ดี ไม่มีศัตรูรุกราน ค่ายกลคุ้มกันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานบ่อยเช่นนั้น ผลึกวิญญาณเหล่านี้ย่อมเพียงพอเหลือล้น

“ไม่!”

“จากนี้ไป ค่ายกลคุ้มกันของนิกายจะต้องเปิดอยู่ตลอดเวลา มิว่าจะเกิดภัยอันตรายหรือไม่!”

“เย่เฟิงกล่าวกับข้าว่าข้าคิดเล็กคิดน้อยเกินไป แค่หนึ่งร้อยล้านก้อนเท่านั้น ใช้หมดก็เพียงต้องขอเขาใหม่!”

ประโยคแรกทำให้สี่มหาบรรพจารย์คิดว่าหลัวเทียนซิงเป็นบ้าไปแล้ว...แต่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย ทุกคนกลับเงียบ

นิกายมีลูกศิษย์เป็นมหาเทพฟุ่มเฟือยเช่นนี้...แล้วจะให้พวกเขาทำเช่นไรได้อีก?

“เฮ้อ…”

“เด็กนี่เพิ่งมานิกายได้วันเดียว ข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ขอทาน”

มหาบรรพจารย์คนที่สี่ เฉิงซิงเฟยกล่าวอย่างขื่นขมซึ่งตรงใจกับอีกสี่คนในทันที

ผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน! สามารถก่อตั้งนิกายชั้นนำขึ้นมาได้ในเวลาไม่นาน

“และอีกอย่าง...เย่เฟิงยังให้คัมภีร์ค่ายกลหนึ่งเล่มเป็นค่ายกลกระบี่เก้าดาราฉบับเสริมพลัง แม้จะใช้พลังงานมากขึ้นสิบเท่า แต่พลังทำลายล้างก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าเช่นกัน!”

“ค่ายกลนี้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับภัยพิบัติขั้นที่เก้าสูงสุดที่ผ่านทัณฑ์อัสนีบาตมาแล้วเก้าครั้งก็อาจตายได้!”

ประโยคนี้ทำเอาสี่มหาบรรพจารย์ถึงกับชาวาบไปทั้งร่างเหมือนถูกสายฟ้าฟาดสมองในทันที!

ใต้ยอดเขาสัตว์อสูร

ระหว่างเดินบนเส้นทาง เย่เฟิงก็สังเกตเห็นว่าผนังหินด้านซ้ายมีโพรงสีดำเรียงรายเป็นระยะ พร้อมเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังกึกก้องออกมาเป็นช่วงๆ

“เย่เฟิง โพรงผนึกสัตว์อสูรเหล่านี้คือที่กักขังสัตว์อสูรระดับต่างๆ ยิ่งสูงขึ้นไป สัตว์อสูรที่ผนึกไว้ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น”

หลัวอู๋หมิงเริ่มอธิบาย

“ท่านอาจารย์ปู่ ทำไมต้องกักขังมันไว้ล่ะ ฆ่ามันทิ้งไปเสียมิดีกว่าหรือ?”

เย่เฟิงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียทรัพยากรจำนวนมากเพื่อกักขังสัตว์อสูรพวกนี้เอาไว้

“เพื่อการฝึกฝนบนขอบความเป็นและความตาย!”

“หลายครั้งนับไม่ถ้วนที่เหล่าศิษย์นิกายของเราต้องสิ้นใจในโพรงเหล่านี้”

“แต่...เมื่อใดที่เจ้าจะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกหรือเข้าสมรภูมิมรรคาสวรรค์เจ้าจะต้องพบเจอกับสัตว์อสูรอยู่ดี หากไม่ผ่านบททดสอบความเป็นความตายจากโพรงผนึกสัตว์อสูรก็อย่าได้คิดจะรอดจากโลกภายนอก”

หลัวอู๋หมิงกล่าวอย่างจริงจัง

จบบทที่ บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว