- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้
บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้
บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้
บทที่ยี่สิบหก เขาให้มากจนปฏิเสธไม่ได้
“ผู้อาวุโสเย่?”
“ผู้ใดคือผู้อาวุโสเย่?”
หลัวอู๋หมิงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเย่เฟิง ในที่นี้มีเพียงคนเดียวที่แซ่เย่ไม่ใช่หรือ? แต่เย่เฟิงไม่ใช่แค่ศิษย์หลักหรอกหรือ?
“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เย่เฟิงคือผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์แห่งนิกายดาราสวรรค์ ฐานะไม่ด้อยไปกว่าพวกเรามหาบรรพจารย์ทั้งห้า ผู้ใดพบเห็นจำต้องเคารพให้มากโดยเฉพาะเจ้า”
หลัวเทียนซิงกล่าวพลางยังไม่วายอบรมสั่งสอนหลัวอู๋หมิง
ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์?
ฐานะเทียบเท่ามหาบรรพจารย์!?
นี่มันบ้าชัดๆ!
หลัวอู๋หมิงแทบคลั่ง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหลัวเทียนซิงถึงตัดสินใจเช่นนี้
“ท่านมหาบรรพจารย์ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่า เย่เฟิงกลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ได้เช่นไร?”
...
...
ไม่กล้าขัด ไม่กล้าคัดค้าน แต่หลัวอู๋หมิงก็ยังอยากรู้...เย่เฟิงเก่งเพียงใดถึงได้รับตำแหน่งนี้?
“ซื้อ!”
“เขาให้มามากเกินไป กระทั่งให้เป็นแค่ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ยังรู้สึกว่าต่ำไปเสียด้วยซ้ำ”
เมื่อกล่าวจบ หลัวเทียนซิงก็หันหลังจากไปทันที...เรื่องใหญ่เช่นนี้เขายังต้องกลับไปแจ้งอีกสี่มหาบรรพจารย์ด้วย
ซื้อ?
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ หลัวอู๋หมิงถึงกับรู้สึกคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก...ไม่ใช่หรือที่ตำแหน่งศิษย์สายตรงของบุตรสาวเขาก็ถูกเย่เฟิง 'ซื้อ' มาด้วยเช่นกัน?
แต่นี่มัน ตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของนิกายดาราสวรรค์เชียวนะ!
“เย่เฟิง เจ้าลงทุนไปมากเพียงใดกันถึงได้ตำแหน่งนี้มา?”
เมื่อหลัวเทียนซิงจากไปแล้ว หลัวอู๋หมิงก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย ถึงอย่างไรเสียเขาก็ยังเป็นอาจารย์ปู่ของเย่เฟิง เขาไม่จำเป็นต้องเรียก 'ผู้อาวุโสเย่' ตามคำสั่งหลัวเทียนซิง
“ท่านอาจารย์ปู่ ขออย่าได้เรียกข้าว่าผู้อาวุโสเย่เช่นนั้นเลย ข้าไม่ชินจริงๆ ข้ายังคงเป็นศิษย์หลักของนิกาย อีกทั้งยังเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ ท่านเองทราบดีว่าตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์นั้นมีเพียงท่านกับมหาบรรพจารย์ทั้งห้าเท่านั้นที่รู้จะมิมีการประกาศออกภายนอกแน่นอน”
“ส่วนสิ่งที่ข้าใช้แลกเปลี่ยนไปก็มิมีอะไรมาก เพียงผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อนกับคัมภีร์ค่ายกลฉบับเสริมพลังของค่ายกลกระบี่เก้าดาราเล่มหนึ่งเท่านั้นเอง”
เย่เฟิงตอบอย่างเรียบง่ายราวกับมันเป็นเรื่องเล็กน้อย
เหอะ!
เหอะเหอะ!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าหลัวอู๋หมิงถึงกับแข็งค้าง หัวเราะแห้งๆ ออกมา
ผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน…เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นคืออะไร!?
แม้จะขายทั้งนิกายดาราสวรรค์ก็ยังไม่ได้เงินมากเช่นนั้น!
ส่วนค่ายกลกระบี่เก้าดารา...นั่นคือค่ายกลสืบทอดที่แม้แต่ยอดปรมาจารย์ค่ายกลในอดีตก็ยังไม่อาจสามารถปรับปรุงมันได้ แต่เย่เฟิง เจ้ากลับนำฉบับปรับปรุงมาเสิร์ฟถึงมือ!
ก่อนหน้านี้หากเขายังสงสัยในการตัดสินใจของหลัวเทียนซิง แต่ตอนนี้เขาเข้าใจทันที...แค่ตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ยังถือว่าต่ำไปเสียด้วยซ้ำ!
“ท่านอาจารย์ปู่ ท่านว่าเช่นไรเกี่ยวกับ...เรื่องยอดเขาสัตว์อสูรนั่น ไปดูกันเถอะ?”
เย่เฟิงเพิ่งมาโลกนี้ยังไม่เคยพบพานสัตว์อสูรเลยสักครั้ง ย่อมต้องสนใจในสัตว์อสูรซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโลกนี้
อีกด้านหนึ่ง เมื่อหลัวเทียนซิงกลับถึงถ้ำบำเพ็ญที่หลังภูเขา เขาก็เรียกมหาบรรพจารย์อีกสี่คนมารวมตัวทันที
“ลูกพี่ ท่านได้คืนหินวิญญาณให้แก่เย่เฟิงแล้วหรือไม่? หากไม่ คืนเถิด ข้าไม่อยากให้พวกเราต้องขายหน้าหนักไปกว่านี้”
มหาบรรพจารย์รอง(คนที่สอง) เจียงฮ่าวอวี้เอ่ยถามทันที
แต่หลัวเทียนซิงกลับเพียงส่ายหน้าเบาๆ
ทั้งสี่เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้มั่นคงที่สุดในหมู่พี่น้องอย่างหลัวเทียนซิงจะยังไม่คืน!
“ลูกพี่! ท่านเสียสติไปแล้วหรือ? ท่านไม่คืนด้เช่นไร! หินวิญญาณเล็กน้อยเพียงนั้น นิกายของเราไม่ขัดสนเสียหน่อย!”
มหาบรรพจารย์คนที่สาม เฉาเหมินเฟิงซึ่งมีนิสัยหุนหันพลันแล่นถึงกับตะโกนขึ้น
“พวกเจ้าฟังให้ดี...ข้ามิเพียงแต่มิได้คืน แต่กลับได้รับของขวัญเพิ่มมาจากเย่เฟิงเสียด้วยซ้ำ แม้ข้าจะไม่อยากรับ แต่สิ่งที่เขาให้นั้น...ข้าปฏิเสธไม่ลงจริงๆ!”
กล่าวจบ เขาก็หยิบแหวนมิติที่ภายในมีผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อนวางลงบนโต๊ะหินเบื้องหน้า
มหาบรรพจารย์ทั้งสี่ยังไม่ทันกล่าวอะไรก็รีบปลดปล่อยจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบแหวนทันที
เพียงไม่กี่อึดใจ…
เมื่อทั้งสี่เห็นจำนวนผลึกวิญญาณที่แน่นขนัดในแหวนต่างก็เงียบงัน ปากค้างไร้คำจะกล่าว
“ลูกพี่ ทั้งหมดนี่...เท่าใด?”
มหาบรรพจารย์คนที่ห้า ฉู่หยุนซานถามเสียงสั่นเทา
“หนึ่งร้อยล้าน”
“ฮู้ววว!”
เสียงสูดลมหายใจดังสนั่นทั้งห้อง!
บัดนี้พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมหลัวเทียนซิงถึงกล่าวว่า 'เขาให้มากเกินไปจนมิอาจปฏิเสธได้'
"หากมีผลึกวิญญาณเหล่านี้ นิกายดาราสวรรค์จะมิต้องกังวลภัยอันตรายไปอีกนานนับพันปี"
ฉู่หยุนซานเอ่ยด้วยความตระหนักดีว่าตราบใดที่นิกายยังอยู่ดี ไม่มีศัตรูรุกราน ค่ายกลคุ้มกันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานบ่อยเช่นนั้น ผลึกวิญญาณเหล่านี้ย่อมเพียงพอเหลือล้น
“ไม่!”
“จากนี้ไป ค่ายกลคุ้มกันของนิกายจะต้องเปิดอยู่ตลอดเวลา มิว่าจะเกิดภัยอันตรายหรือไม่!”
“เย่เฟิงกล่าวกับข้าว่าข้าคิดเล็กคิดน้อยเกินไป แค่หนึ่งร้อยล้านก้อนเท่านั้น ใช้หมดก็เพียงต้องขอเขาใหม่!”
ประโยคแรกทำให้สี่มหาบรรพจารย์คิดว่าหลัวเทียนซิงเป็นบ้าไปแล้ว...แต่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย ทุกคนกลับเงียบ
นิกายมีลูกศิษย์เป็นมหาเทพฟุ่มเฟือยเช่นนี้...แล้วจะให้พวกเขาทำเช่นไรได้อีก?
“เฮ้อ…”
“เด็กนี่เพิ่งมานิกายได้วันเดียว ข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ขอทาน”
มหาบรรพจารย์คนที่สี่ เฉิงซิงเฟยกล่าวอย่างขื่นขมซึ่งตรงใจกับอีกสี่คนในทันที
ผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งร้อยล้านก้อน! สามารถก่อตั้งนิกายชั้นนำขึ้นมาได้ในเวลาไม่นาน
“และอีกอย่าง...เย่เฟิงยังให้คัมภีร์ค่ายกลหนึ่งเล่มเป็นค่ายกลกระบี่เก้าดาราฉบับเสริมพลัง แม้จะใช้พลังงานมากขึ้นสิบเท่า แต่พลังทำลายล้างก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าเช่นกัน!”
“ค่ายกลนี้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับภัยพิบัติขั้นที่เก้าสูงสุดที่ผ่านทัณฑ์อัสนีบาตมาแล้วเก้าครั้งก็อาจตายได้!”
ประโยคนี้ทำเอาสี่มหาบรรพจารย์ถึงกับชาวาบไปทั้งร่างเหมือนถูกสายฟ้าฟาดสมองในทันที!
ใต้ยอดเขาสัตว์อสูร
ระหว่างเดินบนเส้นทาง เย่เฟิงก็สังเกตเห็นว่าผนังหินด้านซ้ายมีโพรงสีดำเรียงรายเป็นระยะ พร้อมเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังกึกก้องออกมาเป็นช่วงๆ
“เย่เฟิง โพรงผนึกสัตว์อสูรเหล่านี้คือที่กักขังสัตว์อสูรระดับต่างๆ ยิ่งสูงขึ้นไป สัตว์อสูรที่ผนึกไว้ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น”
หลัวอู๋หมิงเริ่มอธิบาย
“ท่านอาจารย์ปู่ ทำไมต้องกักขังมันไว้ล่ะ ฆ่ามันทิ้งไปเสียมิดีกว่าหรือ?”
เย่เฟิงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียทรัพยากรจำนวนมากเพื่อกักขังสัตว์อสูรพวกนี้เอาไว้
“เพื่อการฝึกฝนบนขอบความเป็นและความตาย!”
“หลายครั้งนับไม่ถ้วนที่เหล่าศิษย์นิกายของเราต้องสิ้นใจในโพรงเหล่านี้”
“แต่...เมื่อใดที่เจ้าจะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกหรือเข้าสมรภูมิมรรคาสวรรค์เจ้าจะต้องพบเจอกับสัตว์อสูรอยู่ดี หากไม่ผ่านบททดสอบความเป็นความตายจากโพรงผนึกสัตว์อสูรก็อย่าได้คิดจะรอดจากโลกภายนอก”
หลัวอู๋หมิงกล่าวอย่างจริงจัง