- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่ยี่สิบสาม หินแสงดาวไหมสีทองใช้สร้างห้องส้วม
บทที่ยี่สิบสาม หินแสงดาวไหมสีทองใช้สร้างห้องส้วม
บทที่ยี่สิบสาม หินแสงดาวไหมสีทองใช้สร้างห้องส้วม
บทที่ยี่สิบสาม หินแสงดาวไหมสีทองใช้สร้างห้องส้วม
“ท่านมหาบรรพจารย์ นี่คือโอสถตรัสรู้เจ็ดสิบเม็ด ข้ายินดีมอบให้กับนิกายโดยสมัครใจ”
“แต่ที่เหลืออีกยี่สิบเม็ด ข้าต้องเก็บไว้ให้เจ้าตูบน้อยของข้า หวังว่ามหาบรรพจารย์ทั้งห้าจะมิห้ามปรามอีก”
เย่เฟิงกล่าวพลางหยิบแหวนมิติที่บรรจุโอสถไว้เจ็ดสิบเม็ดมาวางไว้ในมือของหลัวเทียนซิงอย่างไม่ลังเล
หากอยากจะใช้ชีวิตเป็น 'มหาเทพฟุ่มเฟือย' อย่างสบายใจในนิกาย แน่นอนว่ายิ่งนิกายแข็งแกร่งก็ยิ่งปลอดภัย ดังนั้นเขาเองก็ไม่ตระหนี่ที่จะนำของดีบางส่วนออกมามอบให้กับนิกาย
“ดี! ดี! ดี!”
หลัวเทียนซิงรับแหวนมิติไว้ด้วยความระมัดระวังพลางกล่าวสามคำ “ดี” อย่างสุดอดกลั้นรู้สึกประทับใจเย่เฟิงยิ่งนัก เด็กหนุ่มเช่นนี้ถือเป็นโชควาสนาของนิกายโดยแท้!
“หลัวอู๋หมิง เจ้าเองก็เห็นแล้วว่าเย่เฟิงทำคุณประโยชน์ให้แก่นิกายมากมายเพียงใด!”
“ตราบใดที่เขามิได้ละเมิดกฎบัญญัติของบรรพชน ในเขตนิกายนี้ มิว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ตามใจ แม้แต่เจ้าเองก็มิมีสิทธิ์ลงโทษเขา เข้าใจหรือไม่?”
หลัวเทียนซิงกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมใส่หลัวอู๋หมิง
“อู๋หมิงเข้าใจขอรับ!”
...
...
หลัวอู๋หมิงตอบรับทันที แต่ในใจก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า “นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ข้าเลือกเองกับมือ ต่อให้ท่านมิกล่าว ข้าก็ต้องบูชาเขาอยู่ดี!”
ปัง!
ในขณะนั้นเอง พลันเกิดเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นข้างเย่เฟิงทำให้มหาบรรพจารย์ทั้งห้ารวมถึงหลัวอู๋หมิงหันไปมองด้วยความสนใจ
“หินแสงดาวไหมสีทอง!”
เมื่อเห็นแร่ล้ำค่าที่เปล่งประกายสีทองระยิบระยับใต้แสงแดด ทุกคนก็ตาโตพร้อมกับอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง ถึงขั้นหายใจติดขัด
“เป็นเพียงก้อนหินโง่ๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น อย่าใส่ใจๆ”
เย่เฟิงหัวเราะในใจ พลางหยิบหินแสงดาวไหมสีทองขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะโยนเก็บเข้าระบบอย่างไม่ใยดี
โอสถตรัสรู้ถึงมือพวกท่านแล้ว แต่ข้าก็ยังต้องให้พวกท่านรู้ไว้ว่ามหาเทพฟุ่มเฟือยอย่างข้ายังมีของดีอีกมาก! ในเมื่อเป็นมหาเทพฟุ่มเฟือยก็ต้องทำให้ผู้อื่นอิจฉาให้ได้!
“เจ้าเด็กบ้านี่มีหินแสงดาวไหมสีทองจริงๆ!”
“พวกเจ้าสามคนเดาถูกเป๊ะ!”
หลัวอู๋หมิงหัวเราะแห้งๆ เมื่อนึกย้อนไปยามอยู่ที่นิกายวิญญาณดารา หลัวเฉียนเสวี่ยเคยบอกเขาด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ในเมื่อเย่เฟิงเอ่ยชื่อออกมา แปลว่าเขามีสิ่งนี้แน่นอน!”
ภายหลังเขาก็ไปถามไป๋เทียนฮงกับเซี่ยเทียนอวี้ ทั้งสองคนก็ยืนยันว่าเย่เฟิงกล่าวเช่นนั้น และพวกเขาเองก็เชื่อว่าเย่เฟิงต้องมีจริงๆ
“เย่เฟิง หินแสงดาวไหมสีทองนั่น เจ้าพอจะยอม...”
จู่ๆ มหาบรรพจารย์ลำดับที่ห้า 'ฉู่หยุนซาน' ก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ราวกับพยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ เขาอยากได้หินนี้มาไม่ว่าต้องจ่ายค่าราคาใดก็ตาม เพราะสำหรับปรมาจารย์หลอมศาสตราวุธเช่นเขา หินแสงดาวไหมสีทองนี้คือสมบัติในจินตนาการ
“มิได้! มิได้!”
“ของแบบนี้ ข้าเองก็มีมิมากนัก ข้าตั้งใจจะเอาไปสร้างห้องส้วมใหม่”
เย่เฟิงรีบตอบกลับพร้อมเหตุผลทันที
เอาหินแสงดาวไหมสีทองไปสร้างห้องส้วม!?
ทั้งมหาบรรพจารย์ทั้งห้ากับหลัวอู๋หมิงได้ยินดังนั้นถึงกับหายใจไม่ออก นี่มันอุกอาจยิ่งกว่าการเอาโอสถตรัสรู้ไปให้สุนัขกินเสียอีก!
ฟู่!
ฉู่หยุนซานถอนหายใจหนัก ก่อนพยายามเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ว่า “เย่เฟิง เจ้าเคยรู้บ้างหรือไม่ว่าหินแสงดาวไหมสีทองนี้มีค่ามากเพียงใดสำหรับปรมาจารย์หลอมศาสตราวุธ?”
“ข้ามิได้รู้อันใดมากขอรับ ท่านมหาบรรพจารย์ แต่ข้าเพียงรู้ว่า... หากสร้างห้องส้วมจากหินนี้ ในยามเช้าตรู่ที่แสงแดดสาดกระทบ ผนังสีทองระยิบระยับจะเปล่งประกายจ้า การนั่งปลดทุกข์ในนั้นจะต้องรู้สึกดีอย่างแน่นอน!”
พรวด!
ทุกคนแทบพ่นเลือดออกมาทันที หินแสงดาวไหมสีทองนี้สามารถดูดซับพลังของทัณฑ์อัสนีบาตได้ เป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับยอดฝีมือระดับภัยพิบัติทั่วทั้งแดนมนุษย์ แต่เจ้ากลับคิดจะเอามันไปสร้างห้องส้วมเรอะ!?
หรือว่า...?
อยู่ๆ ฉู่หยุนซานก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหันไปถามเย่เฟิงว่า “เจ้าหมายความว่า... เจ้าสามารถหาได้อีกใช่หรือไม่?”
“แน่นอน!”
“ของพรรค์นี้ ต่อไปข้าจะมีอีกมาก เมื่อถึงวันนั้นจะสร้างเป็นห้องส้วมสีทองทั้งหมดก็ยังไหว ถ้ายังเหลืออีก ข้าจะเก็บไว้ให้ท่านด้วย”
เย่เฟิงกล่าวตรงไปตรงมา ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายตื่นเต้นเรื่องใด
“ดี! ดี! ดี!”
“ใช้หินแสงดาวไหมสีทองนี้สร้างห้องส้วม ช่างเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
ฉู่หยุนซานหัวเราะลั่นทันที ทำเอาทุกคนทั้งงุนงงและตกใจอย่างหนัก พวกเขาถึงขั้นสงสัยว่ามหาบรรพจารย์ที่ห้าจะเสียสติไปเสียแล้ว
“เจ้าบ้าไปแล้วเรอะ!?”
“เจ้ากลับเห็นด้วยกับการเอาหินแสงดาวไหมสีทองล้ำค่าเช่นนี้ไปสร้างห้องส้วมนะหรือ?”
หลัวเทียนซิงรีบคว้าแขนเขาแล้วสอบถามด้วยความร้อนใจ
“เจ้าทั้งหลายช่างโง่เขลา!”
“หากเจ้าเด็กนี่มีหินแสงดาวไหมสีทองมากพอสร้างห้องส้วมจริง ยามที่เรากำลังจะฝ่าฟันภัยพิบัติขึ้นสู่พิภพเบื้องบน ไฉนเราไม่เข้าไปซ่อนตัวในห้องส้วมนั้นเล่า?”
“เจ้าคิดตามข้า... หากห้องส้วมนั้นใช้หินแสงดาวไหมสีทองนี้ก่อสร้าง มันจะดูดซับพลังของทัณฑ์อัสนีบาตไปหมด ในขณะที่เรากำลังนั่งปลดทุกข์อยู่ในนั้นอาจฝ่าฟันภัยพิบัติไปโดยไม่รู้ตัว!”
“ภายนอกอสนีบาตมาเป็นสาย เสียงฟ้าร้องกระหึ่ม แต่ข้า...กำลังนั่งบนโถส้วมสีทองอยู่!”
กล่าวจบ แววตาฉู่หยุนซานก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
พอคนอื่นได้ยินก็ค่อยๆ เข้าใจทันที... หากสามารถ'ปลดทุกข์'พร้อมกับฝ่าฟันภัยพิบัติไปด้วยได้จริง มันจะเป็นอะไรที่ประเสริฐยิ่ง!
“โอ้แม่เจ้า!!”
“มีวิธีการเช่นนี้อยู่จริงรึ!?”
หลัวอู๋หมิงถึงกับหลุดสบถออกมาด้วยความตกใจ มองเย่เฟิงอย่างกับมองเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หากเป็นเช่นนั้นจริง คนในนิกายดาราสวรรค์ที่เข้าสู่ระดับภัยพิบัติจะไม่ต้องหวั่นเกรงต่อภัยพิบัติอีกต่อไป!
หญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบ!
โอสถฟื้นคืนจิตวิญญาณ!
หากข้ามีห้องส้วมสีทองที่สามารถทนทัณฑ์อัสนีบาตของภัยพิบัติได้ละก็…
เช่นนั้นใครมันจะไปสนโอสถพรรค์นั้นกันเล่า!
ทุกคนเริ่มมองไปทางเย่เฟิงอย่างมีเป้าหมายชัดเจน
แต่เย่เฟิงที่อยู่ห่างออกไป ยังงุนงงกับแววตาพิลึกพิกลของทั้งหกคนที่ชอบเหลือบตามองมาอย่างลับๆ
“พวกเขากำลังวางแผนอันใดกันอยู่?”
เขาคิดในใจ พลางรู้สึกแปลกใจ...ผู้ใดจะไปคิดว่ามหาบรรพจารย์ทั้งห้ากับหลัวอู๋หมิง ตอนนี้ต่างจ้องจะจับจอง 'ห้องส้วมสีทอง' ของเขากันทั้งนั้น!
สิบห้านาทีผ่านไป…
“หลัวอู๋หมิง!”
“คราวนี้ เย่เฟิงเข้าสู่สมรภูมิมรรคาสวรรค์จะต้องไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ!”
“เกณฑ์เหล่าศิษย์ฝ่ายในและนอกที่อยู่ในขอบเขตเคลื่อนลมปราณทั้งหมด หากเกิดเหตุการณ์คับขันในสมรภูมิ ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด จงรักษาความปลอดภัยของเย่เฟิงเอาไว้ให้ได้!”
หลัวเทียนซิงกล่าวสั่งการอย่างเด็ดขาด...ศิษย์เช่นนี้ หาใช่คนธรรมดาไม่ แต่คือ 'เทพเจ้าแห่งโชคลาภ' ประจำนิกาย!