- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่ยี่สิบสี่ ผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งพันล้านก้อน
บทที่ยี่สิบสี่ ผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งพันล้านก้อน
บทที่ยี่สิบสี่ ผลึกวิญญาณชั้นยอดหนึ่งพันล้านก้อน
บทที่ยี่สิบสี่ ผลึกวิญญาณชั้นยอดพันล้านก้อน
“ท่านอาจารย์ปู่! ท่านมหาบรรพจารย์!”
“แท้จริงแล้ว ศิษย์อยากออกไปฝึกฝนในสมรภูมิมรรคาสวรรค์เพียงลำพัง หากมีเหล่าศิษย์พี่ร่วมเดินทางไปด้วย การฝึกฝนครั้งนี้ก็คงหมดความหมาย”
“อีกทั้ง มิว่าจะพบเจอสิ่งมีชีวิตจากพิภพอื่นหรือสัตว์อสูรในสมรภูมินั้น ด้วยพลังของข้า การเอาตัวรอดย่อมมิมีปัญหาแม้แต่น้อย”
เย่เฟิงเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน ในใจพลันนึกถึงภาพตนเองนำพาศิษย์พี่น้องนับสิบเข้าไปในสมรภูมิมรรคาสวรรค์ กลับไม่แน่ว่าเป็นผู้อื่นปกป้องเขาหรือเขาปกป้องผู้อื่นเสียเอง ยิ่งมีคนมาก ความปลอดภัยอาจดูสูงขึ้น ทว่าโอกาสเผชิญภัยก็เพิ่มขึ้นตาม
หากเกิดอันตรายขึ้นมา เขาคงมิอาจใจดำปล่อยให้ศิษย์พี่น้องนอนตาย ณ ที่แห่งนั้นได้ และเขายังมีองค์รักษ์ฟุ่มเฟือยอยู่คอยคุ้มกัน ความปลอดภัยนั้น...ไร้ซึ่งข้อกังขา
“อืม?”
เมื่อได้ยินความคิดของเย่เฟิง มหาบรรพจารย์ก็ครุ่นคิดขึ้นมาเช่นกัน
“ก็ได้...แต่เจ้าต้องระวังให้ถึงที่สุด อย่าได้ไว้วางใจผู้ใดเป็นอันขาด”
“สองวันนี้พักผ่อนให้ดีในนิกาย เช้าวันที่สามค่อยออกเดินทางไปยังโถงเคลื่อนย้ายเข้าสมรภูมิมรรคาสวรรค์”
ในที่สุด มหาบรรพจารย์ก็พยักหน้าตอบรับข้อเสนอของเย่เฟิง
...
...
...
เมื่อเย่เฟิงกลับถึงเรือนพักบนยอดเขาหลัก กลับพบว่าห้าศิษย์พี่ยังอยู่ที่นั่น สีหน้าฉายชัดถึงความประหลาดใจ “ศิษย์พี่ทั้งหลาย พวกท่านยังมิกลับอีกหรือ?”
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าพอจะมีโอสถตรัสรู้ที่ให้พวกเรากินก่อนหน้านี้...อยู่บ้างหรือไม่?”
เมื่อเห็นเย่เฟิงกลับมา เฉินฮ่าวอวี้ก็รีบเข้ามาถามไถ่
แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วหลังเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ แต่ทั้งห้าคนก็ยังไม่อาจลืมประสบการณ์อันเหลือเชื่อนั้นได้
โอสถเพียงหนึ่งเม็ดทำให้ผู้คนเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ในชั่วพริบตา ราวกับได้รับโชควาสนาครั้งยิ่งใหญ่จากสวรรค์
โอสถหนึ่งเม็ด โชควาสนาหนึ่งครา พวกเขาไม่สนใจศักดิ์ศรีอีกแล้ว ขอแค่ได้มาครอบครองอีกสักสองสามเม็ดก็ยังดี!
“เหลือไม่มากแล้ว ก่อนหน้านี้ยังพอมีอีกเก้าสิบเม็ด แต่ข้าส่งมอบไปให้มหาบรรพจารย์ถึงเจ็ดสิบเม็ดแล้ว”
พอได้ยินเช่นนั้น เซี่ยเทียนเทียนก็รีบเอ่ยถามต่อทันที “งั้นอีกยี่สิบเม็ดที่เหลือ ข้าขอสักเม็ดได้หรือไม่? แค่เม็ดเดียวเท่านั้น!”
กล่าวจบ น้ำเสียงของเซี่ยเทียนเทียนก็เริ่มแฝงความออดอ้อนเกินหน้าเกินตา นางถึงกับยอมทำท่าทีออดอ้อนใส่ศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งรู้จักได้ไม่ทันไร
“มิได้เด็ดขาด!”
เย่เฟิงรีบถอยหลังสองก้าว สีหน้าเริ่มจริงจังมองทั้งห้าคนพลางกล่าวว่า “โอสถตรัสรู้อีกยี่สิบเม็ดที่เหลือ ข้าเก็บไว้ให้สุนัขของข้ากิน แม้ว่ามหาบรรพจารย์จะมา ข้าก็ไม่มีวันให้! นี่คือเส้นแบ่งสุดท้ายของข้าแล้ว”
“ฟุ่มเฟือย!”
“ฟุ่มเฟือยมาก!”
“ฟุ่มเฟือยสุดจะพรรณนา!”
เมื่อได้ยินคำตอบของเย่เฟิง ห้าศิษย์พี่ต่างพากันนึกถึงถ้อยคำของหลัวอู๋หมิงที่เคยใช้เรียกเย่เฟิง นี่มันเกินกว่าคำว่าฟุ่มเฟือยไปแล้ว! โอสถตรัสรู้ที่ไม่ต่างจากโชควาสนาในตำนาน ถึงกับเอาไปป้อนสุนัขถึงยี่สิบเม็ด!
“ศิษย์น้องเล็ก ข้าผิดจริงๆ ที่ละโมบโลภมากเกินไป การได้โอสถตรัสรู้มาเม็ดหนึ่งนับเป็นโชควาสนาแล้ว โชควาสนาเช่นนี้...มิอาจฝืนแย่งชิงได้จริงๆ”
เฉินฮ่าวอวี้กล่าวอย่างกระอักกระอ่วน
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะฝืนแย่งเพื่ออันใด?”
“โอสถตรัสรู้ทั้งเจ็ดสิบเม็ดที่อยู่กับมหาบรรพจารย์ ข้าเป็นคนมอบให้นิกายเอง! พวกท่านทั้งห้าคือศิษย์หลักของนิกาย มิให้พวกท่านใช้ แล้วจะให้ใครใช้กันเล่า?”
ปัง! ปัง! ปัง!
สิ้นเสียง เย่เฟิงไม่ทันกล่าวจบทั้งห้าคนก็ได้ใช้วิชากายาประจำตัวพุ่งทะยานออกจากเรือนอย่างฉับไวราวอัสนี
“ศิษย์น้องเล็ก! เราจะรีบไปขอโอสถตรัสรู้ก่อน ไว้วันหลังเจ้าต้องการให้ช่วยเรื่องใด พวกข้าห้าคนพร้อมรับใช้เสมอ!”
ไม่นาน เสียงของเฉินฮ่าวอวี้ก็ดังมาจากนอกเรือน
เฮ้อ...
เย่เฟิงถอนหายใจพลางพึมพำกับตนเอง “นี่ล่ะน้อ...คือความทุกข์ของมหาเทพฟุ่มเฟือยเช่นข้า...โอสถตรัสรู้ที่พวกเขารู้สึกซาบซึ้งแทบหลั่งน้ำตา ข้ากลับรู้สึกเฉยชาไร้อารมณ์ไปเสียแล้ว”
“เดี๋ยวก่อน!”
“ระบบ! ข้าให้หินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งล้านก้อนแด่มหาบรรพจารย์ทั้งห้าต่อคน ทำไมถึงยังมิมีรางวัล?”
จู่ๆ เย่เฟิงก็นึกขึ้นมาได้จึงรีบเอ่ยถามระบบทันที
“ติ๊ง! เนื่องจากมหาบรรพจารย์ทั้งห้ายังไม่ได้ยอมรับหินวิญญาณด้วยใจจริงและมีความตั้งใจที่จะคืนกลับ เหตุการณ์ฟุ่มเฟือยครั้งนี้จึงยังไม่ถือว่าสิ้นสุด”
“เวรเอ๊ย!”
“เป็นเช่นนี้ได้เยี่ยงไร! หรือว่ามหาบรรพจารย์ทั้งห้านั่นแก่จนสมองเลอะเลือนแล้ว ถึงไม่ยอมรับเงินดีๆ!”
เย่เฟิงสบถด้วยความอารมณ์เสีย ทั้งแปลกใจและผิดหวังที่อีกฝ่ายคิดจะคืนให้เขา
“เย่เฟิง เจ้ายังพักผ่อนอยู่หรือไม่?”
กล่าวถึงก็มาทันที!
มหาบรรพจารย์หลัวเทียนซิงเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“ไม่รบกวน ไม่รบกวน!”
“ว่าแต่หินวิญญาณชั้นยอดที่ข้ามอบให้พวกท่านนั้นเชิญใช้ได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจข้า ข้ามีมากมายอยู่แล้วขอรับ”
เมื่อรู้เป้าหมายที่อีกฝ่ายมา เย่เฟิงจะยอมให้คืนง่ายๆ ได้อย่างไร?
สุภาษิตกล่าวไว้ว่า ‘ตัดทางหาเงิน ไม่ต่างจากการฆ่าพ่อฆ่าแม่!’
เอ่อ...
หลัวเทียนซิงที่ตั้งใจจะนำหินวิญญาณมาคืน ถึงกับยืนนิ่งอยู่กับที่ นี่เขาจะคืนอย่างไรได้อีก?
แต่หากไม่คืน แล้วข่าวแพร่ออกไป พวกเขาห้าคนก็หมดสิ้นศักดิ์ศรี!
“ท่านมหาบรรพจารย์ อย่าบอกนะว่าท่านตั้งใจจะคืนหินวิญญาณให้ข้า?”
“กล่าวตามตรง ข้าไม่รู้ว่านิกายดาราสวรรค์มีคลังหินวิญญาณเท่าใด แต่รวมกันทั้งหมดก็คงไม่เท่าทรัพย์สมบัติส่วนตัวของข้าเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว ข้าไม่ได้ใส่ใจของพรรค์นี้หรอก!”
“ใช่แล้วขอรับ ท่านมหาบรรพจารย์ หากนิกายต้องการหินวิญญาณเมื่อใด โปรดบอกข้าได้เลย!”
เย่เฟิงยังไม่ลืมถือโอกาสโฆษณาตัวเองอีกสักครั้ง แม้เคยบอกกับหลัวเฉียนเสวี่ยไปแล้ว ทว่านางกลับไม่เคยกล่าวถึงอีกเลย
“เช่นนั้น...ในมือเจ้ามีผลึกวิญญาณหรือไม่?”
“พอดีนิกายขาดผลึกวิญญาณอยู่บ้าง และนั่นคือแหล่งพลังงานหลักในการหล่อเลี้ยงค่ายกลคุ้มกันนิกาย”
คำถามนั้น แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่หลัวเทียนซิงก็ใช้เพื่อ‘ลองใจ’ไปในตัว เขาอยากรู้ว่าเย่เฟิงมีทรัพย์สมบัติอยู่มากน้อยเพียงใด หากอีกฝ่ายสามารถมอบผลึกวิญญาณได้บ้าง คงช่วยคลี่คลายวิกฤตของนิกายได้อย่างมาก
แม้นิกายดาราสวรรค์จะเป็นหนึ่งในนิกายชั้นนำของทวีปซวนเทียน แต่ด้วยความกว้างใหญ่ของทวีปและจำนวนศัตรูที่สะสมมานับพันปี ทำให้สถานการณ์ย่อมมิอาจประมาทได้
โดยเฉพาะผลึกวิญญาณจากสมรภูมิมรรคาสวรรค์ที่ได้มาน้อยลงทุกที นี่เป็นปัญหาใหญ่ของนิกายในยามนี้
“ผลึกวิญญาณงั้นรึขอรับ?”
ดวงตาเย่เฟิงสว่างวาบในทันที งานใหญ่...มาแล้ว!
“ระบบ! เจ้าเห็นหรือไม่ว่าคนในนิกายใจดีกับข้าเพียงใด นี่คือครอบครัวที่แท้จริงของข้า การบริจาคหนึ่งหมื่นล้านผลึกวิญญาณชั้นยอดให้ครอบครัวของตนเอง ถือว่ามากเกินไปหรือไม่?”
...
สิ่งที่เย่เฟิงไม่คาดคิดคือ...เมื่อเขากล่าวจบ ระบบกลับเงียบไปเสียเฉยๆ
“ติ๊ง! โฮสต์...ท่านควรสำเหนียกตนเองไว้บ้าง หนึ่งหมื่นล้านผลึกวิญญาณชั้นยอด ต่อให้เปิดค่ายกลตลอดทั้งปีทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด!”
“ระบบ เจ้าไม่เข้าใจ! นิกายคือครอบครัวของข้า! มันคือบ้านของข้า! ข้าปกป้องบ้านของตนเองแล้วมันผิดตรงไหนกัน!”
“งั้นลดเหลือพันล้านผลึกวิญญาณก็ได้! ต่ำกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
“หรือเจ้าคิดว่าข้าจะตายก่อนใช้ผลึกวิญญาณหมด?”
ใช่แล้ว เย่เฟิงไม่เพียงต่อรองกับระบบ แต่ยังเจตนาตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ‘ต้องเปิดค่ายกลตลอดเวลา’ อีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทดสอบว่าระบบยืดหยุ่นหรือไม่
หากใช่...อนาคตคงสนุกแน่นอน...
บนเส้นทางแห่งความฟุ่มเฟือยอันแสนโดดเดี่ยว หากสามารถต่อรองราคากับระบบได้บ้าง อย่างน้อยก็พอช่วยให้ชีวิตมีสีสันขึ้นมาไม่น้อย