เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ยี่สิบสอง หินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งล้านก้อน

บทที่ยี่สิบสอง หินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งล้านก้อน

บทที่ยี่สิบสอง หินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งล้านก้อน


บทที่ยี่สิบสอง หินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งล้านก้อน

“ติ้ง! ไม่อยู่ในเกณฑ์ฟุ่มเฟือย เรียนโฮสต์ปริมาณช่างน้อยจนน่าสงสาร”

เอ๋!?

เดิมทีเย่เฟิงคิดว่าคงไม่มีปัญหาใด ใครจะรู้ว่ากลับโดนระบบประชดเข้าเต็มๆ!

“หนึ่งล้านหินวิญญาณชั้นยอด?”

ครั้งนี้เย่เฟิงเพิ่มระดับของหินวิญญาณขึ้นอีกขั้น เพราะเขารู้ดีว่าหนึ่งล้านหินวิญญาณชั้นยอดนั้นเทียบเท่ากับหนึ่งร้อยล้านหินวิญญาณระดับสูงเลยทีเดียว!

“ติ้ง! ปริมาณอยู่ในเกณฑ์ฟุ่มเฟือย”

ฮู้ว!

เย่เฟิงลองเสี่ยงเพิ่มดู แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้ผลจริง เขามองมหาบรรพจารย์ทั้งห้าตรงหน้าอีกครั้ง แววตาในยามนี้ยิ่งจริงจังยิ่งขึ้น... เขาแน่ใจได้เลยว่าในหมู่ห้าคนนี้ไม่มีผู้ใดธรรมดาแม้แต่ผู้เดียว!

“ท่านมหาบรรพจารย์ทั้งห้า ศิษย์มาอย่างเร่งรีบ มิได้เตรียมสิ่งของดีๆไว้ล่วงหน้า สิ่งที่ศิษย์สามารถมอบให้มีเพียงหินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งล้านก้อน หวังว่าท่านทั้งห้าจะมิได้รังเกียจ”

กล่าวจบ เย่เฟิงก็หยิบแหวนมิติจำนวนห้าวงออกมา ซึ่งภายในบรรจุหินวิญญาณชั้นยอดวงละหนึ่งล้านก้อนและส่งให้แต่ละท่านอย่างไม่ลังเล

...

...

???

หือ!?

มหาบรรพจารย์ทั้งห้ามองแหวนมิติในมือด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างถึงที่สุด!

คนละหนึ่งล้าน รวมแล้วห้าล้าน และยังเป็นหินวิญญาณชั้นยอดอีกต่างหาก นี่หรือคือทรัพย์สมบัติที่ศิษย์ระดับขอบเขตเคลื่อนลมปราณขั้นที่เก้าสูงสุดเพียงผู้เดียวจะมีได้!?

กลืนน้ำลาย...

แม้แต่หลัวอู๋หมิงที่อยู่ข้างๆ ยังอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างแรง เขามองเย่เฟิงด้วยแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก... นี่มันหินวิญญาณชั้นยอดเชียวนะ! พอเปิดปากก็มอบไปห้าล้าน แล้วเจ้ายังเหลืออีกเท่าใดกันแน่!?

กล่าวไม่เกินจริง หลัวอู๋หมิงในฐานะประมุขนิกายดาราสวรรค์ ต่อให้เป็นเขาเอง จำนวนหินวิญญาณชั้นยอดที่สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างอิสระ ยังมีไม่ถึงสิบล้าน ถ้ามากกว่านั้น ต้องได้รับอนุญาตจากมหาบรรพจารย์ทั้งห้าเสียก่อน

แต่เย่เฟิงกลับหยิบออกมาได้ถึงห้าล้าน! ยิ่งทำให้หลัวอู๋หมิงเชื่อมั่นยิ่งขึ้นว่า เย่เฟิงผู้นี้คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่พระเจ้าส่งมาให้นิกายดาราสวรรค์โดยแท้!

“ท่านบรรพจารย์ทั้งหลาย มิใช่ว่าชอบบ่นว่าติดอยู่ที่คอขวดมายาวนานหลายสิบปีบ่อยๆ หรอกหรือ?”

“ที่นี่มีโอสถตรัสรู้อยู่ห้าเม็ด ท่านทั้งหลายมิต้องเอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ เพียงกลืนลงไป ท่านก็จะสามารถเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ในทันที”

เมื่อเห็นมหาบรรพจารย์ทั้งห้านิ่งงันอยู่กับที่ หลัวอู๋หมิงก็รีบนำโอสถตรัสรู้ทั้งห้าเม็ดที่ได้รับมาจากเย่เฟิง ออกมายื่นให้

โอสถตรัสรู้?

แม้จะไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่มหาบรรพจารย์ทั้งห้ากลับเชื่อมั่นในตัวหลัวอู๋หมิงอย่างเต็มที่ มิได้ซักถามแม้แต่น้อย เมื่อรับโอสถมาแล้วก็กลืนลงไปโดยไม่ลังเล

กลิ่นอายแห่งสภาวะตรัสรู้ล้นทะลักออกมาจากร่างของทั้งห้าคน พวกเขานั่งลงขัดสมาธิทันที ส่วนหลัวอู๋หมิงและเย่เฟิงก็เดินออกมาด้านข้าง นั่งรออย่างเงียบๆ

ยี่สิบนาทีผ่านพ้นไป...

มหาบรรพจารย์ทั้งห้าลืมตาขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ยากจะเข้าใจได้ว่าโอสถเพียงเม็ดเดียวกลับทำให้เข้าสู่สภาวะตรัสรู้ได้ทันทีเช่นนี้!

“หลัวอู๋หมิง โอสถตรัสรู้พวกนี้ เจ้าไปได้มาจากที่ใดกัน และยังมีอีกหรือไม่?”

หลัวเทียนซิงเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนกหลังจากลุกขึ้นยืน

“ศิษย์น้อยผู้นี้ให้ข้ามา และข้าพอเดาได้ว่าเขาคงยังมีอีกไม่น้อย เพียงแต่เขาบอกว่าจะเอากลับไปให้สุนัขกิน”

หลัวอู๋หมิงหันไปชี้เย่เฟิงที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับหัวเราะเจ้าเล่ห์ ทันทีที่กล่าวจบก็ขายเย่เฟิงอย่างหน้าตาเฉย

“ท่านอาจารย์ปู่! ท่านทำมากเกินไปแล้ว!”

เย่เฟิงมองหลัวอู๋หมิงด้วยใบหน้าดำปี๋กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจ

“เกินอันใดกัน!? ข้ามิเอาก็ได้ แต่จะเอาโอสถระดับนี้ไปให้สุนัขกิน ข้าทนมิไหวจริงๆ!”

เอ่อ...

เย่เฟิงมองหลัวอู๋หมิงที่โกรธจนตาแดงก่ำ ได้แต่หัวเราะขมขื่น แม้เขาจะรู้ดีว่าโอสถนี้ร้ายกาจเพียงใด แต่ในเมื่อเขาคือว่าที่มหาเทพฟุ่มเฟือย ต่อให้ไม่สามารถใช้โอสถนี้เพื่อรับแต้มฟุ่มเฟือยได้ อย่างไรก็ต้องเอาไปให้สุนัขกินอยู่ดี! วิถีของเขามิอาจเปลี่ยนแปลงได้!

“เจ้ากล่าวว่าเช่นไร!?”

“เอาไปให้สุนัขกินหรือ!?”

มหาบรรพจารย์ทั้งห้าที่ได้ยินถ้อยคำนี้ พากันเบิกตากว้างจนแทบจะหลุดจากเบ้า สุดท้ายทุกสายตาก็พุ่งมาที่เย่เฟิงอย่างพร้อมเพรียง

“เย่เฟิง! พวกเราจะไม่ใช้ฐานะหรือความอาวุโสมากดดันเจ้า โอสถนี้เป็นของเจ้า จะให้ผู้ใดก็เป็นสิทธิ์ของเจ้า แต่จะเอาไปให้สุนัขกินเนี่ย... เจ้ามิรู้หรือว่าโอสถนี้ล้ำค่าเพียงใด?”

เพียงแค่ยี่สิบนาที พวกเขาก็รู้สึกถึงคอขวดที่สั่นไหว หากได้อีกสองหรือสามเม็ด พวกเขาอาจสามารถฝ่าด่านขึ้นไปอีกขั้นได้อย่างแน่นอน!

“ตอนนี้ข้ายังมีอีกเก้าสิบเม็ด เช่นนั้นข้าเอาไปให้สุนัขกินห้าสิบเม็ด ที่เหลืออีกสี่สิบเม็ดเก็บไว้ได้หรือไม่ขอรับ?”

เมื่อเห็นสายตาของมหาบรรพจารย์ทั้งห้าที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เย่เฟิงก็รู้สึกว่าเอาทั้งเก้าสิบเม็ดไปให้สุนัขกินมันออกจะฟุ่มเฟือยเกินไป จึงยื่นข้อเสนอประนีประนอมออกมา

ฮู้! ฮู้! ฮู้!

มหาบรรพจารย์ทั้งห้าต่างพ่นลมหายใจถี่แรง สีหน้าแดงก่ำ...

“หลัวอู๋หมิง เจ้าในฐานะประมุขนิกาย เหตุใดจึงมิห้ามศิษย์ของเจ้ามิให้ฟุ่มเฟือยสิ้นเช่นนี้?!”

ไม่อาจต่อว่าเย่เฟิงได้ หลัวเทียนซิงจึงระบายความโกรธใส่หลัวอู๋หมิงแทน

...

หลัวอู๋หมิงไม่คิดว่าไฟแห่งความโกรธจะลามมาถึงตัวเขาได้เช่นกัน จึงยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าวด้วยความจนใจ “ท่านมหาบรรพจารย์ ศิษย์ผู้นี้มักฟุ่มเฟือยเป็นประจำ เขาเคยเอาหญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบในตำนานไปแช่เท้า และยังให้เศษเจตน์กระบี่หวงเฉวียนกับสุนัข สมบัติพวกนั้นเป็นของเขาเอง เขาตั้งใจจะใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย เช่นนี้ข้าจะห้ามอย่างไรได้?”

มหาบรรพจารย์ทั้งห้าได้ยินถึงกับตะลึง!

หญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบ...สมบัติตำนานที่พวกเขาเฝ้าตามหาแม้แต่ในสมรภูมิมรรคาสวรรค์ถูกเอาไปแช่เท้า?

เศษเจตน์กระบี่หวงเฉวียนให้สุนัข?

สติเลอะเลือน!

มหาบรรพจารย์ทั้งห้ามองเย่เฟิงด้วยสายตาเหมือนเห็นสัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์...

“นี่มันโลกแฟนตาซีมิใช่หรือ?”

“ทำไมคนในนิกายนี้ถึงดีเหลือเกิน ทั้งที่ข้าทำเช่นนี้แล้ว กลับยังมิมีผู้ใดคิดแย่งชิง?”

เย่เฟิงรู้สึกประหลาดใจเหลือเกิน ตามประสบการณ์จากการอ่านนิยายมากมายในชาติก่อน หากมีสมบัติวิเศษมากมายเช่นนี้ ไยไม่โดนแย่งชิงทันทีเล่า?

ย้อนคิดกลับไป...

หลัวเฉียนเสวี่ยที่สัญญาว่าจะไม่ชี้แนะ ไม่ให้ทรัพยากรบ่มเพาะ แต่กลับออกเดินทางหาสมุนไพรกับเล้งอู๋เฟิง ซื้อโอสถง่อยๆ ที่เขาขายไป...

ผู้เฒ่าไป๋ที่ยิ้มให้เขาทุกวัน...

เหล่าศิษย์ในนิกายดาราสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายในหรือนอก ไม่มีใครเย่อหยิ่ง ไม่มีใครริษยา กลับเคารพเขาในฐานะอัจฉริยะ...

ยังมีท่านอาจารย์ปู่ผู้ใจดี...

ศิษย์ทั้งห้าคนที่ดูแลเขาอย่างดี...

แม้แต่มหาบรรพจารย์ทั้งห้าตรงหน้าก็ยังไม่มีท่าทีคิดร้ายใดๆ

กล่าวตามตรง เย่เฟิงรู้สึกว่านิกายนี้ช่างสงบสุขดั่งอยู่ในสวรรค์ หาได้มีการชิงดีชิงเด่นใด

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็จะใช้ชีวิตเป็นมหาเทพฟุ่มเฟือยอย่างสบายใจในนิกายนี้ก็แล้วกัน”

เมื่อคิดได้ดังนี้ เย่เฟิงก็เข้าใจว่าต้องแบ่งปันสมบัติดีๆออกมาบ้าง

“เย่เฟิง เรามาเจรจากันเถอะ โอสถตรัสรู้นี้ล้ำค่าเกินไป เอาไปให้สุนัขกินมันฟุ่มเฟือยเกินไป เก็บไว้กับตัวเช่นนั้นล่ะดีที่สุด”

ในที่สุด หลัวเทียนซิงก็ได้แต่ถอนหายใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้มขื่นขมโดยไม่ยอมใช้สถานะของตนเองกดดันแม้แต่น้อย

ในนิกายห้ามรังแกฝ่ายเดียวกัน นั่นคือหนึ่งในคำสอนของบรรพจารย์ที่สืบทอดมา หากฝ่าฝืน นิกายทั้งมวลย่อมถูกทำลาย!

ผู้แปลแบ่งระดับหินวิญญาณผิด ก่อนหน้านี้ หินวิญญาณระดับสูงสุดควรเป็นระดับสูง(上品) และ หินวิญญาณชั้นยอดคือระดับสูงสุด(极品)

จบบทที่ บทที่ยี่สิบสอง หินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งล้านก้อน

คัดลอกลิงก์แล้ว