- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่ยี่สิบเอ็ด โอสถตรัสรู้
บทที่ยี่สิบเอ็ด โอสถตรัสรู้
บทที่ยี่สิบเอ็ด โอสถตรัสรู้
บทที่ยี่สิบเอ็ด โอสถตรัสรู้
“ดูสิ ต่อให้ศิษย์น้องเล็กมีพรสวรรค์ล้ำฟ้า พอรู้ว่าพวกเราคือใครก็ถึงกับตะลึงนิ่งไปเลย”
“ศิษย์น้องเล็กนี่ช่างน่ารักจริงๆ ข้าเป็นศิษย์พี่หญิงรอง ต่อไปต้องปกป้องเขาให้ดี”
“ข้าไม่ใช่ศิษย์น้องเล็กแล้ว ต่อไปข้าเองจะมีศิษย์น้องเล็กให้รังแกเล่นแล้วสิ ฮ่าๆๆ”
...
เห็นเย่เฟิงยืนตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด บรรดาห้าศิษย์พี่ต่างก็มีความคิดของตนเองอยู่ในใจ
“ศิษย์พี่ทั้งหลาย นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากข้าในฐานะศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรก โปรดจงรับไว้เถิด”
ทว่าทันใดนั้น เย่เฟิงก็หยิบแหวนมิติจำนวนห้าวงขึ้นมาจากแขนเสื้อ และยัดใส่มือพวกเขาทีละวงอย่างไม่ทันตั้งตัว พอทั้งห้าศิษย์พี่ตรวจสอบภายในแหวนแล้วพบว่าแต่ละวงมีหินวิญญาณระดับสูงสุดถึงหนึ่งแสนก้อนก็ถึงกับยืนตะลึงไม่ไหวติง!
รวย!
รวยมาก!
...
...
รวยจนสุดจะพรรณนา!
ขณะนี้เอง ถ้อยคำที่หลัวอู๋หมิงเคยกล่าวไว้ก็ลอยวนกลับมาในห้วงความคิดของทั้งห้าศิษย์พี่ทันที
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ฟุ่มเฟือยสำเร็จ ท่านได้รับแต้มฟุ่มเฟือยสองร้อยแต้ม และโอสถตรัสรู้หนึ่งร้อยเม็ด!”
หืม!
ได้ยินเสียงเตือนจากระบบ เย่เฟิงก็เบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น เขาไม่คาดคิดเลยว่าการฟุ่มเฟือยครั้งนี้จะมอบรางวัลพิเศษได้เช่นนี้
โอสถตรัสรู้ไม่จัดอยู่ในระดับขั้นโอสถใดๆ สิ่งมีชีวิตใดรับประทานเข้าไปจะเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ทันทีเป็นเวลายี่สิบนาที ไม่สามารถใช้เพื่อรับแต้มฟุ่มเฟือยได้
“ดูท่าคงใช้โอสถตรัสรู้นี้อย่างฟุ่มเฟือยมิได้สินะ”
คิดได้ดังนั้น เย่เฟิงก็หยิบโอสถขึ้นมาห้าเม็ดแล้วยื่นให้ห้าศิษย์พี่ตรงหน้าอย่างไม่ลังเล
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้านี่คือ…”
เฉินฮ่าวอวี้มองลูกกลมๆสีดำทึบในมือด้วยความสงสัย เอ่ยถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
“โอสถตรัสรู้เพียงกลืนลงไปก็จะเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ทันทีเป็นเวลายี่สิบนาที รีบลองดูสิ”
เย่เฟิงยิ้มพลางอธิบายอย่างสบายใจ
หืม?
โอสถตรัสรู้?
เพียงกลืนก็เข้าสู่ภาวะตรัสรู้ทันที โอสถเช่นนี้มีอยู่ในโลกด้วยหรือ?
กล่าวตามตรง ห้าศิษย์พี่ไม่เชื่อสนิทใจนัก เพราะสภาวะตรัสรู้นั้นเกี่ยวพันกับโชควาสนา ต่อให้เป็นสมรภูมิมรรคาสวรรค์ยังไม่เคยมีโอสถอันใดที่ฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้เช่นนี้
แต่พวกเขาก็เชื่อใจเย่เฟิงจึงสบตากันครู่หนึ่งแล้วกลืนโอสถลงไป
ทันทีที่โอสถตกถึงกระเพาะ สีหน้าของทั้งห้าคนก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง แล้วนั่งขัดสมาธิ ปิดเปลือกตาลงเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ทันที
“หืม?”
“พวกเจ้า…เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
ขณะนั้นเอง หลัวอู๋หมิงก็เดินเข้ามาจากนอกเรือนพัก เห็นห้าศิษย์พี่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ ทว่าเย่เฟิงรีบยกนิ้วแตะริมฝีปากส่งสัญญาณให้เงียบไว้
“เย่เฟิง พวกเขาคือศิษย์พี่ของเจ้า แต่ไยจึงมานั่งฝึกสมาธิกันหน้าตาเฉยเช่นนี้?”
เมื่อทั้งสองเดินออกจากเรือนพักไปได้ครู่หนึ่ง หลัวอู๋หมิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ข้ามอบโอสถตรัสรู้ให้พวกเขาแต่ละคน พวกเขาเพิ่งเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ ท่านอาจารย์ปู่ได้โปรดอย่าทำลายโชควาสนาของพวกเขาเลย”
เย่เฟิงอธิบายด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นห้าศิษย์พี่ไม่ถูกรบกวนจึงวางใจ
“มีโอสถเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“เย่เฟิง เจ้าแบ่งให้อาจารย์ปู่บ้างได้หรือไม่?”
แม้พลังโอสถจะเกินความเข้าใจของหลัวอู๋หมิง แต่เขาก็เชื่อทันที เพราะเป็นคำกล่าวของเย่เฟิง ไม่ว่าจะฟังดูเหลือเชื่อเพียงใด เขาก็พร้อมเชื่อหมดใจ
“อาจารย์ปู่ นี่คือโอสถห้าเม็ด ส่วนที่เหลือข้าต้องเก็บไว้ให้เจ้าตูบน้อยของข้ากิน”
เย่เฟิงหยิบโอสถห้าเม็ดส่งให้ แต่คำกล่าวต่อมากลับทำให้หลัวอู๋หมิงตัวสั่นสะท้าน!
โอสถตรัสรู้!
โอสถที่สามารถเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ได้ในทันที เจ้ากลับจะนำไปให้สุนัขกิน!?
ช่างฟุ่มเฟือยไร้สติสิ้นดี!
หลัวอู๋หมิงเบิกตาแดงก่ำ ในใจแทบจะระเบิดคำสบทออกมา การฟุ่มเฟือยไม่ต้องมากเช่นนี้ก็ได้กระมัง!
ทว่าเย่เฟิงหาได้ใส่ใจไม่ แม้เขาจะรู้ดีว่าโอสถนี้ล้ำค่าเพียงใด ในเมื่อเขาคือมหาฟุ่มเฟือย ต่อให้ไม่ได้แต้มฟุ่มเฟือยจากโอสถนี้ แต่ตราบใดที่เป็นการฟุ่มเฟือย นิสัยเช่นนี้ห้ามขาดหายเด็ดขาด!
ที่สำคัญที่สุด เย่เฟิงเพิ่งทราบว่าการฟุ่มเฟือยยังได้รางวัลพิเศษ ดังนั้นในอนาคตเขาย่อมไม่ขาดของดีอย่างแน่นอน และจะเก็บไว้ทำไมให้เสียพื้นที่?
“เย่เฟิง ข้าขอเจรจาต่อรอง เจ้าบอกมาเถิดว่าเจ้ามีโอสถตรัสรู้กี่เม็ด ข้ายินดีจ่ายทุกอย่างแทนนิกายเพื่อซื้อมันทั้งหมด!”
หลัวอู๋หมิงสูดลมหายใจลึก ยื่นข้อเสนอออกมา เพราะเขายอมตายยังจะดีกว่ามองดูโอสถล้ำค่าถูกเอาไปให้สุนัขกิน!
“ไม่ขาย!” เย่เฟิงไม่แม้แต่จะลังเล สะบัดปากปฏิเสธทันที
“ก็ได้…”
เมื่อเห็นว่าไม่สำเร็จ หลัวอู๋หมิงก็จำต้องยอมแพ้ แต่อารมณ์ในใจก็ยังคงเจ็บปวดนัก
“ไปเถอะ ตอนนี้ห้ามหาบรรพจารย์อยากพบเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกท่านอาจถึงขั้นอยากรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ ส่วนเจ้าจะตัดสินใจเช่นไร ข้าจะไม่ก้าวก่ายใดๆ ทั้งสิ้น”
ว่าดังนั้น หลัวอู๋หมิงก็พาเย่เฟิงเหินทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลังนิกายอย่างรวดเร็ว
…
ที่หน้าถ้ำปิดด่าน ณ ยอดเขาหลังนิกาย
มหาบรรพจารย์ห้าคนล้วนมีผมขาวดุจหิมะ ดวงหน้านวลใสราวกับเด็กน้อย ต่างรออยู่ก่อนแล้ว ครั้นเห็นหลัวอู๋หมิงและเย่เฟิงลงมาจากฟ้าก็ปรากฏความคาดหวังขึ้นในแววตาของคนทั้งห้า
หนึ่งคนเอาชนะศิษย์ระดับเดียวกันสองร้อยคน!
ครอบครองสี่รากวิญญาณ!
เข้าใจสามวิชายุทธ์ระดับปฐพีขั้นสูงสุด!
ทั้งพรสวรรค์ รากวิญญาณ สติปัญญา ล้วนบดขยี้รุ่นเดียวกันโดยสิ้นเชิง บุรุษเช่นนี้ หากมิใช่สัตว์ประหลาด จะเป็นอันใดได้อีก? พวกเขาย่อมอยากรับไว้เป็นลูกศิษย์เพื่อทุ่มเทฝึกฝนอย่างสุดกำลัง
“ท่านมหาบรรพจารย์ทั้งห้า เด็กหนุ่มผู้นี้คือเย่เฟิง ศิษย์สายตรงของบุตรีข้า”
หลัวอู๋หมิงกล่าวแนะนำด้วยความเคารพ แต่ถ้อยคำยังไม่ทันจบ มหาบรรพจารย์ทั้งห้าก็พุ่งมาหาเย่เฟิงส่งจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์เข้าไปตรวจสอบภายในทันที
ขอบเขตเคลื่อนลมปราณขั้นที่เก้าสูงสุด!
ทะเลวิญญาณมหาศาลดุจมหาสมุทร!
ไร้รากวิญญาณ!?
หืม?
ไร้รากวิญญาณ!?
มหาบรรพจารย์ทั้งห้ากำลังตกตะลึงกับทะเลวิญญาณมหึมาของเย่เฟิง แต่กลับต้องตะลึงยิ่งกว่าเมื่อพบว่าเขาไร้รากวิญญาณ! แล้วสี่วิญญาณที่คุยกันไว้ล่ะ?
“เย่เฟิง เจ้าไร้รากวิญญาณแล้วเจ้าบ่มเพาะได้เช่นไร?”
“หากไร้รากวิญญาณ เจ้าจะสามารถรับรู้ถึงพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน และเปิดทะเลวิญญาณขึ้นมาได้เช่นไร?”
มหามหาบรรพจารย์หลัวเทียนซิงถามด้วยสีหน้าที่ไม่อาจเข้าใจได้
“ข้าก็มิรู้เรื่องอันใดเช่นกันขอรับ เมื่อครั้งที่กำลังฝ่าด่าน พลังวิญญาณรอบกายจะไหลเข้าร่างของข้าด้วยตนเอง จากนั้นข้าก็ฝ่าด่านสำเร็จ”
“แม้ไร้รากวิญญาณ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด พลังวิญญาณในร่างของข้ากลับแปรเปลี่ยนได้ตามแต่ละธาตุ”
เย่เฟิงว่าพลางยื่นมือออกมา พลังวิญญาณกลุ่มหนึ่งรวมตัวขึ้นในฝ่ามือ และสลับเปลี่ยนไปมาระหว่างสายฟ้า ไฟ น้ำ ลม ราวกับเล่นกล ทำเอามหาบรรพจารย์ทั้งห้าตะลึงอ้าปากค้าง
พลังวิญญาณเดียวกลับแปรเปลี่ยนธาตุได้ราวพลิกฝ่ามือ เรื่องเช่นนี้ในชีวิตพวกเขายังไม่เคยพบเคยได้ยินเลยแม้สักครั้ง
“ระบบ นี่คือมหามหาบรรพจารย์ทั้งห้าของนิกาย ทั้งพลังอำนาจและฐานะต่างล้ำเลิศยิ่ง ข้าในฐานะศิษย์หลัก มอบหินวิญญาณระดับสูงสุดให้พวกเขาแต่ละคน คนละหนึ่งล้านก้อน คงมิเป็นปัญหาอันใดใช่ไหม”
เย่เฟิงไม่รอให้ความเงียบผ่านพ้น เขาในฐานะมหาเทพฟุ่มเฟือย ย่อมต้องคว้าโอกาสทุกคราในการหาแต้มฟุ่มเฟือย!