- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สิบห้า สมรภูมิมรรคาสวรรค์
บทที่สิบห้า สมรภูมิมรรคาสวรรค์
บทที่สิบห้า สมรภูมิมรรคาสวรรค์
บทที่สิบห้า สมรภูมิมรรคาสวรรค์
"เฉียนเสวี่ย บิดามาครั้งนี้ก็เพื่อดูว่าทางนิกายของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
“เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี บิดาก็สบายใจแล้ว”
หลังจากนั้น หลัวอู๋หมิงกับหลัวเฉียนเสวี่ยก็สนทนากันเรื่องครอบครัว ส่วนเย่เฟิงกับไป๋เทียนฮงและคนอื่นๆ ต่างก็พากันออกจากห้องโถงนิกาย
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้านำน้ำแช่เท้ามาให้แล้ว อุณหภูมิกำลังดีเลยทีเดียว”
เล้งอู๋เฟิงวางกะละมังไว้ข้างเตียงแล้วก็ยืนรออยู่ข้างๆ
“เจ้าก็อยากแช่ด้วยงั้นรึ?” เย่เฟิงมองอีกฝ่ายที่ไม่ยอมไปเสียทีก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านแช่เสร็จแล้วข้าค่อยแช่ต่อก็ได้” เล้งอู๋เฟิงหัวเราะแห้งๆ พลางตอบ
“เอาเถอะ ศิษย์พี่อย่างข้าใช่ว่าจะใจแคบเช่นนั้น”
...
...
“ไปเอากะละมังมาอีกใบเถอะ หญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบต้นนี้ ข้ากับเจ้าคนละครึ่ง”
บนหลังคาของเรือนพัก!
เมื่อไป๋เทียนฮงกับเซี่ยเทียนอวี่เห็นกับตาว่า เย่เฟิงแบ่งหญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบออกเป็นสองส่วน แล้วแยกใส่กะละมังสำหรับแช่เท้า พวกเขาสองคนถึงกับรู้สึกเจ็บปวดราวกับเลือดในใจหลั่งไหล
พวกเขายังแอบหวังว่าเย่เฟิงจะเอ่ยไปอย่างนั้นเท่านั้น ใครเล่าจะใช้สมุนไพระดับนั้นมาแช่เท้าจริงๆ
แต่ผลลัพธ์คือเย่เฟิงใช้มันจริงๆ!
เช้าวันรุ่งขึ้น
เย่เฟิงลุกขึ้นนั่งเหยียดแขนบิดขี้เกียจ แต่พลันรู้สึกได้ว่าพลังชีวิตและจิตวิญญาณของตนดีขึ้นอย่างประหลาด
“ไม่เสียแรงที่เป็นสมุนไพรระดับเก้า เพียงแค่เอามาแช่เท้าก็ทำให้จิตวิญญาณของข้าเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย”
เย่เฟิงยอมรับในใจว่าหญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งที่การแช่เท้าแทบดูดซับสรรพคุณของสมุนไพรได้ไม่ถึงหนึ่งในพันเสียด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่เย่เฟิงไม่รู้ก็คือหญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบ มิใช่ของธรรมดาเช่นสมุนไพรระดับเก้าอื่นๆ แถมสรรพคุณของมันก็มีลักษณะพิเศษอย่างยิ่ง
“แต้มฟุ่มเฟือยตอนนี้มีอยู่สองพันห้าร้อยสิบแต้มเอาไว้ก่อนแล้วกัน”
“สินค้าฟุ่มเฟือยของวันนี้คือ... ‘เศษเจตน์กระบี่หวงเฉวียน’ จำนวนหนึ่งหมื่นชิ้น!”
“เศษเจตน์กระบี่หวงเฉวียนคืออะไร?”
เย่เฟิงงุนงง ครั้นลองนึกดูก็มีเศษผลึกขนาดเท่าหัวนิ้วแม่มือปรากฏขึ้นในมือเป็นผลึกสีขาวบริสุทธิ์
“เจ้าตูบ มานี่!”
เมื่อไม่เข้าใจ เย่เฟิงก็เรียกสุนัขของเขาทันที!
เจ้าสุนัขสีเหลืองมีสติปัญญาขั้นพื้นฐานแล้ว มันคิดว่าเย่เฟิงจะให้ของกินอีกก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น
“เอาแค่แตะหน้าผากก็พอสินะ?”
เย่เฟิงทำตามคำแนะนำของระบบนำเศษเจตน์กระบี่หวงเฉวียนวางบนหน้าผากของเจ้าสุนัขสีเหลือง
แกร็ก!
พลังลึกลับบางอย่างไหลจากเศษผลึกเข้าสู่ร่างเจ้าสุนัขสีเหลือง เศษผลึกจึงแตกกระจายและกลายเป็นไอหายไปจากมือเย่เฟิง
จากนั้น ก็มีเจตน์กระบี่จางๆ แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเจ้าสุนัขสีเหลือง
เย่เฟิงอึ้งเพราะเขาไม่รู้สึกว่าเจ้าสุนัขสีเหลืองมีอะไรเปลี่ยนไป
เจ้าสุนัขสีเหลืองก็อึ้ง เพราะรู้สึกว่าจิตวิญญาณสุนัขของตนเองเหมือนจะมีบางอย่างเพิ่มเข้ามา
“ระบบ ถ้าข้าไม่ได้ใช้ของฟุ่มเฟือยอย่างฟุ่มเฟือยจะเป็นอย่างไร?”
แม้จะไม่เห็นผลชัดเจน แต่จากที่เคยอ่านนิยายแนวแฟนตาซีมากมายในชาติที่แล้ว แค่ชื่อ 'กระบี่หวงเฉวียน' เย่เฟิงก็รู้ว่านี่คือของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
"ติ๊ง! จะถูกหักแต้มฟุ่มเฟือยจำนวนมาก”
“ว่อทเดอะ...!”
เมื่อได้ยินคำตอบ เย่เฟิงก็อดสบถออกมาไม่ได้ เพราะตั้งแต่มีระบบมา ระบบไม่เคยใช้คำว่า ‘จำนวนมาก’ กับเขามาก่อนเลย!
“ดูท่าจะใช้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าคนอื่นแอบเก็บไว้ก็แย่กันพอดี”
คิดได้ดังนั้น เย่เฟิงก็จูงคอเจ้าสุนัขสีเหลืองที่ยังงุนงงเดินกลับห้องของตนไป
ณ ห้องโถงนิกาย
“เฉียนเสวี่ย เจ้ามีความคิดที่จะส่งเจ้าสองคนนั้นไปฝึกในสมรภูมิมรรคาสวรรค์หรือไม่?”
หลัวอู๋หมิงถามขึ้นขณะมองหน้าบุตรสาว
“สมรภูมิมรรคาสวรรค์?”
“ข้าก็ใช่ว่าจะสอนพวกเขาได้มากอะไร เย่เฟิงข้าไม่ห่วง แต่เล้งอู๋เฟิง ข้ากลัวว่าเขาจะเกิดเรื่องเข้า”
เพียงสองวัน หลัวเฉียนเสวี่ยก็ยอมรับสองศิษย์นี้อย่างเต็มที่แล้ว
“เช่นนั้นให้ข้าส่งศิษย์ฝ่ายในระดับขอบเขตหล่อหลอมวิญญาณขั้นที่เก้าไปสักสองสามคนให้พวกเขาเดินทางไปด้วยกัน คงจะปลอดภัยขึ้นมาก”
“แต่เจ้าทำไมถึงไว้ใจเย่เฟิงนักล่ะ?”
หลัวอู๋หมิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ถึงแม้เย่เฟิงจะร่ำรวย มีสมบัติน่าอิจฉาในมือ แต่ก็ยังเป็นคนไร้รากวิญญาณอยู่ดี
หากคนธรรมดาไปสมรภูมิมรรคาสวรรค์ก็มักถูกส่งไปยังชั้นแรก ที่นั่นถึงแม้จะอ่อนแอที่สุด แต่ศัตรูอย่างน้อยก็ล้วนอยู่ในขอบเขตทะเลวิญญาณ ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งไปจนถึงขั้นที่เก้า มีหรือจะไม่ถูกฆ่าทันที?
“ท่านบิดา เย่เฟิงไร้รากวิญญาณก็จริง จึงไม่สามารถประเมินพรสวรรค์ได้ แต่เขาไม่ใช่คนไร้ค่า ตอนนี้เขามีพลังถึงขอบเขตเคลื่อนลมปราณขั้นที่เก้าแล้ว ดังนั้นเขาจะถูกส่งไปชั้นที่สองของสมรภูมิมรรคาสวรรค์ทันที”
“เป็นไปมิได้!” หลัวอู๋หมิงส่ายหน้าทันที เขาไม่เชื่อว่าคนไร้รากวิญญาณจะสามารถบำเพ็ญเซียนได้
คนไร้รากวิญญาณย่อมไม่สามารถรับรู้พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินได้ ต่อให้มีคัมภีร์วิชาบ่มเพาะขั้นสุดยอดก็ไม่อาจบ่มเพาะได้!
“ที่สำคัญ เขาไม่เพียงแค่บ่มเพาะจนถึงขอบเขตเคลื่อนลมปราณขั้นที่เก้า แต่ทะเลวิญญาณที่เขาเปิดออกมีขนาดมากกว่าของข้าถึงยี่สิบเท่า!”
เมื่อเห็นว่าบิดาไม่เชื่อ หลัวเฉียนเสวี่ยก็ไม่ใส่ใจนัก เพราะตอนแรกนางเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง
“ยิ่งเป็นไปมิได้!”
“ครั้งที่เจ้าสร้างทะเลวิญญาณเองก็ทำลายสถิติทัังหมดในประวัติศาสตร์ของนิกายดาราสวรรค์แล้ว ถึงขั้นทำให้บรรพชนประจำนิกายตกใจ แล้วเจ้าคนไร้รากวิญญาณนี่จะสร้างทะเลวิญญาณที่ใหญ่กว่านั้นยี่สิบเท่าได้อย่างไร ฟังแล้วเหมือนนิทานหลอกเด็ก!”
หลัวอู๋หมิงส่ายหน้าจนไม่อยากกล่าวต่อ แต่พอเห็นแววตาสงบนิ่งของบุตรสาว ก็เริ่มเกิดความลังเล
บูม!!!
ในจังหวะนั้นเอง เจตน์กระบี่พลานุภาพอันน่าตะลึงพุ่งทะลุฟ้าแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งนิกาย!
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
หลัวเฉียนเสวี่ย หลัวอู๋หมิง ไป๋เทียนฮง เซี่ยเทียนอวี่ เล้งอู๋เฟิง ทั้งหมดต่างเร่งทะยานไปยังทิศทางที่เจตน์กระบี่ปลดปล่อยออกมา
ทางเดินหวงเฉวียน!
สะพานข้ามวิญญาณ!
ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งเหมือนถูกเจตน์กระบี่หวงเฉวียนดึงจิตใจให้หลงเข้าไปในมโนภาพอันน่าสะพรึง
ทุกคนยกเว้นเล้งอู๋เฟิงต้องใช้จิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์อย่างมหาศาลในการต้านทาน จนในที่สุดก็ไปถึงต้นตอของเจตน์กระบี่นี้
“เจ้าตูบรับ!”
เย่เฟิงโยนถาดไม้ไปไกล ก่อนสั่งเจ้าสุนัขสีเหลืองให้วิ่งไปคาบกลับมา ทั้งคู่เล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน
แต่พอทั้งสี่คนมาถึงแล้วพบว่าต้นตอของเจตน์กระบี่หวงเฉวียนคือ...เจ้าสุนัขสีเหลือง!?
ทุกคนถึงกับยืนอึ้งสนิท
สะ...สุนัขแค่ตัวเดียวดันเข้าใจเจตน์กระบี่ และยังเป็นเจตน์กระบี่หวงเฉวียนอันเลื่องชื่อที่ทั้งทรงพลังและยากจะบรรลุ นี่ถ้าไม่เห็นกับตา ใครล่ะจะเชื่อ!?
“หืม? พวกท่านมาทำอันใดที่นี่?”
เย่เฟิงเห็นสี่คนปรากฏตัวก็มองอย่างงงๆ แล้วเอ่ยถามออกมา
“เย่เฟิง จะ...เจ้าสุนัขตัวนี้เข้าใจเจตน์กระบี่จริงหรือ?”
คราวนี้หลัวเฉียนเสวี่ยเป็นคนที่ตั้งสติได้ก่อน และรีบเอ่ยถามออกมาทันที