- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สิบสี่ หลัวอู๋หมิงตะลึง นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ!
บทที่สิบสี่ หลัวอู๋หมิงตะลึง นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ!
บทที่สิบสี่ หลัวอู๋หมิงตะลึง นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ!
บทที่สิบสี่ หลัวอู๋หมิงตะลึง นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ!
“ท่านประมุขหลัว ข้ามีเรื่องอยากรบกวน มิทราบว่าท่านพอจะเอื้อเฟื้อให้ข้าเข้าร่วมเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์แห่งนิกายของท่านได้หรือไม่?”
เมื่อรู้ว่าการโต้เถียงกับไป๋เทียนฮงยังไงก็ไม่มีทางชนะ เซี่ยเทียนอวี้จึงหันไปมองหลัวเฉียนเสวี่ยโดยพลันด้วยแววตาทอประกาย ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ทั้งห้องต้องตะลึง
“หืม?”
“ท่านผู้เฒ่าเซี่ย เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าอยากเข้าร่วมนิกายวิญญาณดาราอันแสนเล็กจ้อยของข้าหรือ?”
หลัวเฉียนเสวี่ยมองใบหน้าจริงจังของเซี่ยเทียนอวี้ สีหน้าราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เซี่ยเทียนอวี้เป็นใครกัน?
นอกจากจะเป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถระดับเก้าแล้ว เขายังมีระดับพลังขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่สาม และที่สำคัญที่สุด....โรงประมูลเทียนอวี้ของเขาครอบคลุมพื้นที่หนึ่งในห้าของทั่วทั้งทวีปซวนเทียน!
บุคคลระดับนี้กลับอยากเข้าร่วมนิกายของนาง?
“เฉียนเสวี่ย เมื่อครั้งเจ้าตัวยังเล็ก ข้าเคยอุ้มเจ้า หากเจ้ามิยอมรับ ข้าจักไปหาบิดาของเจ้า!”
เซี่ยเทียนอวี้เห็นอีกฝ่ายยังคงเงียบงันก็ตัดสินใจงัดไม้ตายออกมา ไม่ว่าเย่เฟิงจะเป็นใคร หากถึงขั้นกล้าหยิบสมุนไพรในตำนานเช่นนั้นออกมาแจกจ่าย และยังเอาไปแช่เท้าได้โดยไม่รู้สึกรู้สาก็แปลว่าของพวกนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญอันใดในสายตาของเขา
ถ้าไม่รีบเกาะกลุ่มกับคนเช่นนี้ไว้ เขาอาจได้แต่กุมอกเสียดายในภายหลังเป็นแน่แท้!
…
“ข้าสามารถให้ท่านเข้าร่วมได้ แต่ท่านผู้เฒ่าเซี่ย แล้วกิจการโรงประมูลของท่านล่ะ?”
หลัวเฉียนเสวี่ยถึงกับงุนงงในใจ ไม่คิดว่าผู้เฒ่าเซี่ยจะยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อมาเข้าร่วมนิกายของตนเองถึงเพียงนี้
“ถึงเวลาแล้วที่กิจการเหล่านั้นจะต้องยกให้เจ้าลูกชายจอมไร้ประโยชน์ของข้าไปดูแลแทน!”
กล่าวจบ เซี่ยเทียนอวี้ก็ปรายตามองไป๋เทียนฮงพลางหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ “เฒ่าไป๋ ใครจักได้ครอบครองสมุนไพรนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจักทุ่มเทมากกว่ากันแล้วล่ะ!”
“เจ้ามันโหดร้ายเสียจริง!” ไป๋เทียนฮงสบถสองคำ กล่าวแทนใจได้หมดสิ้น
“แย่แล้ว!”
“ข้ามิอยากพัฒนานิกาย... อยู่ดีๆ ข้าก็ได้ลูกศิษย์มาสองคนมิพอ ข้ายังได้ปรมาจารย์ปรุงโอสถระดับเก้ามาอย่างไม่สมเหตุสมผล!”
จิตใจของหลัวเฉียนเสวี่ยในยามนี้ถึงกับพังทลายลง นางแค่อยากตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญตบะจนข้ามภัยพิบัติและขึ้นสู่พิภพเบื้องบนเพื่อไปล้างแค้น!
“จริงสิ พวกท่านเคยได้ยินชื่อหินแสงดาวไหมสีทองบ้างหรือไม่?”
เย่เฟิงเอ่ยปากอีกครั้งพลันขว้างระเบิดลูกใหญ่ใส่ทุกคนทำให้สมองแต่ละคนถึงกับส่งเสียงดังก้องในหัว!
“เจ้ามีหินแสงดาวไหมสีทอง!”
ครานี้ ไม่เพียงแค่หลัวเฉียนเสวี่ย แต่ไป๋เทียนฮงกับเซี่ยเทียนอวี้ก็พร้อมใจกันมองเย่เฟิงด้วยสายตาลุกวาวพลางตะโกนออกมาพร้อมกัน!
“ขะ...ข้ามิได้มีมัน!”
“ข้าแค่ลองถามดูเฉยๆ”
เห็นสายตาของพวกเขาราวกับจะกลืนกินตนเองเข้าไป เย่เฟิงก็รีบเอ่ยปฏิเสธออกมา แต่เขารู้ดีในใจว่าหินแสงดาวไหมสีทองนั้นต้องอยู่เหนือยิ่งกว่าสมุนไพรในตำนานอย่างหญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบเป็นแน่แท้!
ฮึ!
แต่พอได้ยินคำปฏิเสธของเขา สามคนกลับหันมามองเขาด้วยสายตาเย็นชาอย่างมีนัย ยิ้มเย้ยหยันอย่างรู้ทันราวกับจะกล่าวว่า 'เจ้าจะหลอกใคร?'
“ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าผู้นี้คือเศรษฐีจากที่ใดกันแน่ ทำไมถึงมีของดีอยู่ไม่ขาดเช่นนี้?”
ต่อให้จิตใจเย็นชาเพียงใดก็อดไม่ได้...ในหัวของเล้งอู๋เฟิงตอนนี้มีเพียงคำถามนี้วนเวียนไปมา
หืม?
ขณะนั้นเอง หลัวเฉียนเสวี่ยก็รู้สึกได้ถึงเสียงตอบกลับจากจี้หยกสื่อสาร เมื่อเปิดดูแล้วก็หันมากล่าวเสียงเรียบว่า “กลับนิกายเดี๋ยวนี้”
“คุณหนู เกิดอะไรขึ้น?” ไป๋เทียนฮงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“มิมีเรื่องอันใด หากแต่บิดาของข้าจะมาที่นี่ กล่าวว่ามีเรื่องสำคัญจะหารือ แต่อันที่จริง ข้าคิดว่าเขาคงมาเพื่อตรวจสอบนิกายของข้าเสียมากกว่า”
หลัวเฉียนเสวี่ยถอนหายใจพลางกล่าว
…
สองชั่วยามครึ่ง(ห้าชั่วโมง)ถัดมา
ทั้งห้าคนกับหนึ่งสุนัขในที่สุดก็กลับถึงนิกายวิญญาณดารา แต่ทว่าใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา พลันปรากฏร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตูนิกาย สีหน้าทรงอำนาจราวกับรอคอยตำหนิผู้ใดอยู่
“เฉียนเสวี่ย เจ้าทำให้พ่อผิดหวังยิ่งนัก! เมื่อวานคือวันรับสมัครศิษย์ของนิกายวิญญาณดารา แล้วศิษย์พวกนั้นหายไปไหนหมด?”
หลัวอู๋หมิงมองบุตรสาวของตนเองด้วยแววตาโกรธจัด เดิมคิดว่าจะได้เห็นฉากที่ครึกครื้นของนิกาย พอมาถึงกลับไร้แม้แต่เงาของผู้คน!
“ท่านบิดา นี่คือศิษย์ใหม่สองคนของนิกาย และเย่เฟิงผู้นี้ยังเป็นศิษย์สายตรงของข้าอีกด้วย”
หลัวเฉียนเสวี่ยรีบเอ่ยออกมา ท่าทีระมัดระวังยิ่ง คล้ายกับดีใจที่ตอนนี้มีศิษย์มาเป็นโล่ป้องกัน
ชาติที่แล้ว นางไร้ซึ่งบิดามารดา พอมาเกิดใหม่ นางก็รู้สึกผูกพันและซาบซึ้งต่อความรักจากครอบครัวอย่างลึกซึ้ง
“โอ้?” หลัวอู๋หมิงเผยสีหน้าประหลาดใจ
ศิษย์สายตรงงั้นรึ?
บุตรสาวแสนรักที่ไม่เคยสนใจสิ่งใด มีเพียงการบำเพ็ญตบะในสายตา ยอบกับรับศิษย์สายตรง?
“เขามีรากวิญญาณเช่นใด?”
“พรสวรรค์เล่า?”
“ระดับพลังล่ะ?”
คำถามสามประโยคพุ่งออกมาทันที
อยู่ตรงหน้า ไม่ใช้จิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบล่ะ?
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่หลัวเฉียนเสวี่ยก็ยังคงตอบอย่างซื่อตรง “ไร้รากวิญญาณ ไร้พรสวรรค์ ระดับพลังในตอนนี้คือ...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ หลัวอู๋หมิงก็โพล่งขึ้นมาอย่างตกใจ “นี่มันแค่ขยะมิใช่รึ... เขากลายเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าได้เยี่ยงไรกัน?”
“ข้าซื้อด้วยหินวิญญาณระดับสูงสุดห้าแสนก้อน!” เย่เฟิงก้าวออกมาพลางกล่าวอย่างภูมิใจ
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ศิษย์สายตรงสามารถซื้อขายกันได้ด้วยหรือ!?”
หลัวอู๋หมิงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แม้แต่ประมุขนิกายไร้ชื่อเสียงก็ไม่เคยขายตำแหน่งศิษย์สายตรงง่ายดายถึงเพียงนี้!
ปัง!
ทันใดนั้น เซี่ยเทียนอวี้ก็เคลื่อนไหว เขาเหยียบพื้นด้วยพลังวิญญาณจนแผ่นหินสี่เหลี่ยมหนาครึ่งเมตรเด้งขึ้นจากพื้น
“เย่เฟิง เจ้าคงเหนื่อยแล้ว...มานั่งพักเถอะ!”
เซี่ยเทียนอวี้ถึงกับลงมือยกก้อนหินมาวางไว้ด้านหลังเย่เฟิงด้วยตนเอง สีหน้าประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัด
“เซี่ยเทียนอวี้!”
“เจ้ามันมากเกินไปแล้ว!”
ไป๋เทียนฮงถึงกับโวยลั่น เสียใจนักที่ตนเองชักช้าไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ไม่ยอมแพ้ เขาวางมือขวาลงบนแผ่นหิน ปล่อยพลังไฟอุ่นๆ เข้าไปจนหินที่เย็นเฉียบกลับอุ่นสบายขึ้นมา
หลัวอู๋หมิงถึงกับเบิกตากว้างจนแทบถลน
นี่มันยังใช่ผู้อาวุโสแห่งนิกายดาราสวรรค์ของข้าอยู่หรือ!?
แล้วยังเซี่ยเทียนอวี้ผู้นั้น...เขามาทำอะไรในนิกายของบุตรสาวข้า!?
…
ภายในห้องโถงใหญ่ของนิกาย
เมื่อหลัวอู๋หมิงได้ฟังเรื่องราวของเย่เฟิงจากทุกคนจนพอเข้าใจ สีหน้าก็คล้ายกับถูกฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ ยิ่งได้เห็นเจ้าตูบน้อยสีเหลืองที่นอนหมอบอยู่ใต้เท้าเย่เฟิงด้วยสีหน้าแสนสุข มัน...มันกินโอสถชิงเซวียนเก้าลวดลายไปกว่าสองพันเม็ด!
ตัวเขายังไม่เคยได้กินเลยสักเม็ดเดียว!
แล้วยังให้สมุนไพรในตำนานอย่าง 'หญ้าหวนคืนวิญญาณเก้าใบกับบุตรสาวของตนเองอีก!
เมื่อมองเย่เฟิงอีกครั้ง แววตาของหลัวอู๋หมิงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...นี่มันไม่ใช่ศิษย์สายต
รง!
นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ!
อย่าว่าแต่นิกายวิญญาณดาราเลย ต่อให้พาไปอยู่ในนิกายดาราสวรรค์ เขาก็ยินดีปูพรมแดงต้อนรับและปฏิบัติราวกับบรรพบุรุษ!