- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สิบเอ็ด โอสถที่แม้แต่สุนัขก็ไม่อยากกิน
บทที่สิบเอ็ด โอสถที่แม้แต่สุนัขก็ไม่อยากกิน
บทที่สิบเอ็ด โอสถที่แม้แต่สุนัขก็ไม่อยากกิน
บทที่สิบเอ็ด โอสถที่แม้แต่สุนัขก็ไม่อยากกิน
“เฒ่าเซี่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นมีนามว่ากระไร?” เพื่อยืนยันความคิดในใจของตนเอง ไป๋เทียนฮงเอ่ยถามขึ้นทันที
“ข้ามิรู้อันใดเลย”
“เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่เพียงแต่จะไม่ทิ้งนามของตนเองเอาไว้ แม้แต่เงินประกันก็ไม่รับเอา เขาส่งมอบโอสถให้ผู้ประเมินของโรงประมูลแล้วก็จากไป โดยกล่าวเพียงประโยคเดียวว่าจะกลับมารับเงินภายหลัง”
“จากข้อมูลที่ข้าได้มา ข้ารู้สึกว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นไม่สนใจโอสถทั้งสองเม็ดเลยเสียด้วยซ้ำ เขาอาจเป็นทายาทของนิกายเร้นลับหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาผจญภัยก็เป็นไปได้”
เซี่ยเทียนอวี่เอ่ยพลางเคาะโต๊ะไม้เบาๆ ก่อนจะกล่าวข้อสันนิษฐานของตนเองออกมา
“เฒ่าเซี่ย ไปกับข้าหน่อยเถิด ข้าอยากพาเจ้าไปพบคนผู้หนึ่ง”
แม้จะไม่ได้ล่วงรู้นามของผู้ส่งโอสถ แต่ไป๋เทียนฮงกลับยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นเย่เฟิงอย่างแน่นอน
เพื่อยืนยันสมมุติฐานนี้ เขาจึงตัดสินใจพาเซี่ยเทียนอวี่ไปหาเย่เฟิงด้วยตนเอง
“ผู้ใดกัน?” เซี่ยเทียนอวี่เอ่ยถามด้วยสีหน้าอยากรู้อย่างยิ่ง
...
...
“คุณหนูของข้ามิได้ก่อตั้งนิกายขึ้นมาหรอกหรือ คนที่ข้าจะพาเจ้าไปพบก็คือศิษย์สายตรงของคุณหนูของข้า”
เมื่อเอ่ยจบ ไป๋เทียนฮงก็ไม่ได้อธิบายให้มากความอีกต่อไป เขาพาเซี่ยเทียนอวี่ออกจากโรงน้ำชาทันที และกระจายจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ออกตามหาเย่เฟิง
สิบนาทีถัดมา...
ในที่สุดไป๋เทียนฮงกับเซี่ยเทียนอวี่ก็มาถึงหน้าห้องรับรองของเย่เฟิง
ปัง!
เมื่อเห็นว่าประตูห้องถูกล็อกจากด้านใน ไป๋เทียนฮงก็ยกเท้าถีบประตูเข้าไปทันที
เขาพบว่าเย่เฟิงกำลังนอนหลับอยู่ นี่มันจะมากเกินไปแล้ว! ผู้บำเพ็ญจะมัวเสียเวลาอันล้ำค่าไปกับการนอนได้อย่างไร!?
ทว่า เมื่อถีบประตูเข้าไปได้แล้ว...
ทั้งสองกลับยืนนิ่งงันอยู่กับที่พากันตะลึงพรึงเพริดจนกล่าวสิ่งใดมิได้...
เย่เฟิงที่กำลังหลับสนิทค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย
เจ้าสุนัขสีเหลืองตัวน้อยที่นอนหมอบอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งไป๋เทียนฮงและเซี่ยเทียนอวี่ตะลึงงันนั้น...
กลับเป็นโอสถชิงเซวียนระดับสามเก้าลวดลาย กว่าสิบเม็ดที่วางเกลื่อนอยู่ตรงหน้าเจ้าสุนัขตัวน้อย!
“อะ...โอ้ว? ท่านผู้เฒ่าไป๋มาได้อย่างไรหรือนี่ มิใช่ว่าท่านไปจัดการธุระหรอกหรือ?”
เมื่อเห็นว่าเป็นผู้เฒ่าไป๋ เย่เฟิงก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ไอ้สุนัขโง่! เอาแต่หลับนอน ทำไมโอสถพวกนี้ถึงยังกินไม่หมดอีก?”
ทันใดนั้นเอง เย่เฟิงก็เห็นว่าโอสถชิงเซวียนยังคงกองอยู่ที่เดิม ไม่ได้ถูกเจ้าสุนัขตัวน้อยกินเข้าไปแม้แต่น้อย เขาจึงตวาดเสียงออกมาอย่างขุ่นเคือง
ทว่า...
ครานี้กลับเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เย่เฟิงประหลาดใจอย่างถึงที่สุด เพราะหลังจากโดนตะโกนด่า เจ้าสุนัขสีเหลืองตัวน้อยกลับเผยแววตารังเกียจออกมาอย่างชัดเจน ราวกับว่าเข้าใจถ้อยคำวาจาของเขา แล้วยังใช้อุ้งเท้าผลักโอสถออกไปข้างๆ อย่างรำคาญยิ่ง
ราวกับรังเกียจโอสถเหล่านี้จากใจจริง!
“ขะ…ข้าตาฝาดไปหรือไม่เนี่ย!”
“นั่นมันโอสถชิงเซวียนระดับสาม เก้าลวดลายเชียวนะ! ถึงกับโดนสุนัขตัวหนึ่งรังเกียจ? ข้าเองยังอยากจะกระโจนเข้าไปกอบโกยให้หมดเลยเสียด้วยซ้ำ!”
“ขะ...ข้า…เซี่ยเทียนอวี่ ปรมาจารย์ปรุงโอสถระดับเก้า เจ้านายเบื้องหลังโรงประมูลเทียนอวี่ กลับยังสู้สุนัขตัวนี้ไม่ได้เลยงั้นรึ!?”
เซี่ยเทียนอวี่ที่ยืนอยู่หน้าประตู พอเห็นภาพตรงหน้า ก็รู้สึกว่าหัวใจของตนเองถูกทุบตีด้วยค้อนนับพันนับหมื่นครั้ง แทบจะล้มทั้งยืน!
“เฒ่าเซี่ย เจ้าสุนัขนี่มิใช่สุนัขธรรมดา”
“เจ้ามิสังเกตหรือว่าพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของมันอย่างต่อเนื่อง?”
“แม้จะเชื่องช้า แต่ด้วยอัตราเช่นนี้ ไม่เกินหนึ่งปี มันจะต้องบรรลุขั้นกลายพันธุ์เป็นสัตว์อสูรวิญญาณแน่นอน!”
ไป๋เทียนฮงกล่าวออกมาด้วยใบหน้าตกตะลึง เผยความจริงที่ยากจะเชื่อออกมา!
“เจ้าว่าเช่นไรนะ?”
ได้ยินเช่นนี้ เซี่ยเทียนอวี่ก็หันเหความสนใจจากโอสถมายังเจ้าสุนัขตัวน้อย
“ร่างกายปราศจากสิ่งสกปรก!”
“ไร้ซึ่งสายเลือดสัตว์อสูร!”
“นี่มันกำลังกลายพันธุ์จากสัตว์ป่าธรรมดาไปเป็นสัตว์อสูรด้วยตนเอง!”
หลังจากเดินเข้าไปตรวจสอบ เซี่ยเทียนอวี่ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงตะลึงงัน
“ร่างกายปราศจากสิ่งสกปรก...!”
“ร่างกายปราศจากสิ่งสกปรก...!”
เขาทวนถ้อยคำนี้ซ้ำไปมา ใบหน้าตกตะลึงยิ่งนัก ก่อนสายตาจะพลันหันไปยังโอสถชิงเซวียนที่วางเกลื่อนอยู่บนพื้น แล้วเงยหน้าขึ้นมองเย่เฟิงที่ยังคงนั่งอยู่ด้วยสีหน้างงงวย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“จะ...เจ้าสุนัข…เจ้าสุนัขนี่กินไปแล้วกี่เม็ด?”
“อืมม? ก็กินไปไม่มาก... อาจจะราวๆ สองพันกว่าเม็ดกระมัง?” เย่เฟิงนึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าว่าเยี่ยงไรนะ!”
“สะ...สองพันกว่าเม็ด!”
ไป๋เทียนฮงกับเซี่ยเทียนอวี่ร้องออกมาพร้อมกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง สายตาที่ทั้งสองมองเย่เฟิงในตอนนี้ราวกับอยากสับเขาให้ตายคาที่
“ไป๋เทียนฮง!”
“นี่คือศิษย์เอกของนิกายวิญญาณดาราของพวกเจ้างั้นรึ!?”
“โอสถชิงเซวียนระดับสาม เก้าลวดลายที่ล้ำค่ายิ่ง เจ้ายังปล่อยให้เขาเอาไปเลี้ยงสุนัขได้อย่างสบายใจ!?”
เซี่ยเทียนอวี่ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไม่อาจทนได้ เขาโกรธจนตัวสั่น
“ห้ามเรอะ?”
“จะให้ข้าห้ามได้เช่นไร... เด็กผู้นี้มันรวยจนไร้เหตุผล บางครั้งบางคราข้ายังต้องทำงานให้เจ้าเด็กนี้เลย เจ้าว่าข้าจะห้ามยังไง?” ไป๋เทียนฮงแค่นเสียงตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระ
“ห๊ะ...!?”
เซี่ยเทียนอวี่ได้ยินถึงกับยืนอึ้งไปทันที
ใครจะไปเชื่อ...
ไป๋เทียนฮงซึ่งเป็นถึงหนึ่งในแปดมหาผู้อาวุโสของนิกายดาราสวรรค์ ผู้ซึ่งบรรลุถึงขั้นที่สามของขอบเขตภัยพิบัติ(渡劫境) และอาจก้าวเข้าสู่ขั้นที่สี่ได้ทุกเมื่อ กลับต้องไปทำงานให้ศิษย์ในนิกายเนี่ยนะหรือ?
“ท่านผู้เฒ่าไป๋ ข้าขอรบกวนท่านเรื่องหนึ่ง ยังคงเป็นราคาเดิม...หนึ่งแสนหินวิญญาณระดับสูง”
เย่เฟิงกล่าวขึ้นทันทีที่เซี่ยเทียนอวี่ยังยืนอึ้ง
เจ้าสุนัขตัวน้อยเริ่มเลือกกินแล้ว และตอนนี้ก็ยามบ่ายแล้ว ถ้ายังไม่รีบกินโอสถพวกนี้ให้หมดก่อนจะไม่ทันการ เย่เฟิงเลยต้องหาคนมาช่วย“ฟุ่มเฟือย”อีกแรง
“เจ้าเด็กนี่ อย่าบอกนะว่าเจ้าจะให้ข้าช่วย ‘กิน’ โอสถพวกนี้?”
“จะ...เจ้ายังมีอยู่อีกกี่เม็ด?”
ไป๋เทียนฮงหรี่ตากล่าวถามด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
“ท่านผู้เฒ่าไป๋ ยังเหลืออีกเจ็ดพันกว่าเม็ดต้องกินให้หมดก่อนค่ำ ไม่ทราบว่าฟันท่านยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่?”
เย่เฟิงเอ่ยถามกลับด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“หึ!”
“ข้ายังไม่แก่ ฟันยังดีอยู่!” ไป๋เทียนฮงกล่าวเสียงดังอย่างไม่พอใจ
เย่เฟิงพยักหน้าอย่างวางใจ ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะ หยิบแหวนมิติมาวางหนึ่งวง ภายในมีหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งแสนก้อน แล้วจึงเริ่มหยิบโอสถชิงเซวียนออกมาทีละกำมือ
โอสถล้ำค่าถูกกองเต็มโต๊ะราวกับเป็นถั่วลิสงธรรมดาๆ
ไป๋เทียนฮงนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนเย่เฟิงก็หยิบออกมาไม่หยุด
เซี่ยเทียนอวี่ที่ยืนมองภาพนี้รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางหัว สมองตื้อไปหมด ยืนนิ่งไม่ไหวติง
ปัง!
“ไอ้สุนัขโง่! มองหาอะไรนักหนา! ยังไม่รีบไปกินโอสถที่เหลืออีกหรือ!? ถ้ายังขี้เกียจอีกเช่นนี้ ข้าจะจับเจ้าต้มกินซะ!”
เย่เฟิงเห็นว่าเจ้าสุนัขตัวน้อยนอนมองไป๋เทียนฮงกินโอสถด้วยแววตาดูถูกเย้ยหยัน เขาก็โมโหจนยกเท้าถีบไปเต็มแรง
โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!
เจ้าสุนัขตัวน้อยเหมือนจะฟังเข้าใจ พอลุกขึ้นมาก็ทำหน้าตาไม่เต็มใจ แล้วเริ่มค่อยๆ เคี้ยวโอสถที่กระจายอยู่บนพื้น
“บ้าไปแล้ว!”
“พวกเจ้าทุกคนบ้าไปหมดแล้ว!”
“นั่นมันโอสถชิงเซวียนระดับสาม เก้าลวดลายเชียวนะ!”
เซี่ยเทียนอวี่มองภาพทั้งหมดตรงหน้าถึงกับแทบอยากเป็นบ้า เขาเคยเห็นคนฟุ่มเฟือย แต่ไม่เคยเห็นใครฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้!
โอสถล้ำค่าในฝันของปรมาจารย์ปรุงโอสถ กลับถูกพวกเขาใช้เลี้ยงสุนัข...และกินเล่น!
โลกนี้มันบ้าไปแล้วหรือว่าข้าบ้าไปแล้ว!!!
//ชื่อนิกายยอดดาราเปลี่ยนชื่อเป็นนิกายดาราสวรรค์นะครับ