เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 ที่นี่ร้อนเกินไป

บทที่ 44 ที่นี่ร้อนเกินไป

บทที่ 44 ที่นี่ร้อนเกินไป


แม้ว่าบนใบหน้าของอี้ติ่งจะดูสงบนิ่งเหมือนปราชญ์ผู้ช่ำชอง แต่ภายในใจของเขากลับว้าวุ่นไม่น้อย

เขารู้สึกว่าเขากับจี้วหลินเสิ้นชะตาอาฆาตกันมาแต่ชาติปางก่อน

ซือจุนเพิ่งกล่าวว่าจะบรรยายหลักธรรมให้ฟังแท้ ๆ แต่จี้วหลินเสิ้นกลับโพล่งขึ้นมาเรื่องศิษย์พี่หนันจี๋ จากนั้นการพูดถึงหนานจี๋ก็นำไปสู่เรื่องอสูรวานรหยวนหงที่เคยอาละวาดวังสวรรค์

และไม่ทันไร จี้วหลินเสิ้นก็ดึงการสนทนาเข้าสู่การสืบหาที่มาของหยวนหง ว่าได้รับการสั่งสอนจากผู้ใดกันแน่

แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบของยุคบรรพกาล และหลายคนก็อยากรู้คำตอบ แต่…

ชะตาขัดกันชัด ๆ !

ชะตาของเขาต้องเป็นศัตรูกับจี้วหลินเสิ้นแน่นอน!

ปัญหาตอนนี้คือ... ซือจุนรู้เรื่องนี้หรือไม่?

อี้ติ่งแอบเหลือบไปมองเงาร่างอันยิ่งใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยพลังแห่งความโกลาหล

แล้วทันใดนั้น...

แม้ว่าสถานที่แห่งนั้นจะถูกปกคลุมด้วยกลุ่มพลังแห่งความโกลาหล แต่เขากลับรู้สึกว่ามีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่เขา

อี้ติ่งรีบก้มหน้าทันที หัวใจเต้นระรัว เหงื่อเริ่มซึมออกมาทั่วร่าง

สายตาคู่นั้นราวกับสามารถมองทะลุทุกสิ่งทุกอย่างได้…

ดังนั้นซือจุนรู้เรื่องนี้แล้วใช่หรือไม่?

“ศิษย์พี่อี้ติ่ง เหตุใดเจ้าถึงมีเหงื่อออกมากนัก?” เต๋าจวินชิงซือถามด้วยความห่วงใย

อี้ติ่งแสร้งหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบว่า “ที่นี่มันร้อนไปหน่อย ร้อนไปหน่อย…”

“ร้อน?!”

เต๋าจวินชิงซือ, สือหาวเต้าเหริน และเต๋าเหิน ต่างหันมามองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ซือจุน แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”

ไท่อี้เจิ้นเหรินกล่าวขึ้น ขัดจังหวะการสนทนา

อี้ติ่งยินดีเป็นอย่างยิ่ง!

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ศิษย์พี่ไท่อี้เป็นคนที่ดีที่สุด!

“เมื่อครั้งนั้น สวรรค์ได้ส่งคนไปยังพระตำหนักหยกเร้นลับและพระตำหนักปี้โหยว เพื่อขอให้ส่งคนขึ้นไปช่วยบริหารราชนิกายสวรรค์” หยวนสื่อกล่าว “แต่ทางพระตำหนักปี้โหยวไม่ได้ส่งใครไป ส่วนทางเขาคุนหลุนเราเองก็ให้ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไปแทน”

“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?”

ทุกคนต่างตกตะลึง

ไท่อี้เจิ้นเหรินขมวดคิ้วก่อนกล่าวว่า “ทำไมทางพระตำหนักปี้โหยวไม่ส่งคน แต่เราต้องส่งศิษย์พี่ใหญ่ไปแทน?”

อี้ติ่งที่กำลังพยายามทำตัวให้เงียบที่สุดพลันสัมผัสได้ถึงสายตาที่ทอดมาทางเขา

ซือจุนรู้แน่แล้ว... หัวใจของอี้ติ่งกระตุกวูบ

นี่มันเหมือนกับนกที่ตกใจเสียงธนูอย่างไรอย่างนั้น!

“เมื่อครั้นสวรรค์ถูกสถาปนาขึ้นครั้งแรก ซือจุนของซือจุนพวกเจ้าเคยขอให้พระตำหนักหยกเร้นลับและพระตำหนักปี้โหยวช่วยคอยสนับสนุนสวรรค์” หยวนสื่อกล่าว “แต่ครั้งนี้เกิดเรื่องขึ้น หากพระตำหนักปี้โหยวไม่ส่งใครไป ก็ใช่ว่าทางพระตำหนักหยกเร้นลับจะไม่ต้องส่งคนเลย”

เขากล่าวต่อว่า “ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครั้งที่สวรรค์ส่งคนมาเรียกตัวผู้ที่ต้องไป กลับมิใช่หนันจี๋ แต่เป็นผู้อื่นที่เขาต้องขึ้นไปแทน…”

“หากสวรรค์ต้องการใคร ก็ให้พวกเขาไปเรียกตัวเองเถิด”

หวงหลงเจิ้นเหรินกล่าว “ทำไมต้องให้ศิษย์พี่หนันจี๋ไปคำนับพวกเขาด้วย!”

คำพูดของเขาทำให้ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว!”

อี้ติ่งไม่ได้พยักหน้า หรือกล่าวอะไร แต่กลับจ้องมองไปที่หวงหลงเจิ้นเหรินอย่างลึกซึ้ง

เกี่ยวกับเรื่องที่สวรรค์ต้องการคนขึ้นไปในครั้งนี้ เขาพลันมีข้อสันนิษฐานบางอย่าง

และดูเหมือนว่าเจ้าคนซื่อสัตย์อย่างหวงหลง จะยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้เลย!

“แค่ก แค่ก!”

ในตอนนั้นเอง ไป๋เฮ่อถงซื่อก็กล่าวขึ้นว่า “ความจริงแล้ว สวรรค์มิได้ต้องการแค่ศิษย์พี่หนันจี๋ แต่ต้องการให้ศิษย์ทั้งสิบสองของซือจุน… ขึ้นไปสวามิภักดิ์ต่อพวกเขา”

ทุกคน: “???”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

เหล่าเซียนทองคำทั้งสิบสองต่างตกอยู่ในความเงียบงัน

บางคนโกรธเคือง ตำหนิสวรรค์ว่าใช้อำนาจข่มเหงผู้บริสุทธิ์

บางคนเลือกที่จะเงียบ ไม่แสดงความคิดเห็น

บางคนทำสีหน้าเรียบเฉย เปลี่ยนจากความกระอักกระอ่วนเป็นไร้ความรู้สึก

แน่นอนว่า…

ในหมู่พวกเขา อี้ติ่งก็เริ่มมีเหงื่อผุดออกมาอีกแล้ว

เขายังจำได้ว่า ในเหตุการณ์การสถาปนาเทพเคยกล่าวถึงเรื่องที่เหล่าเซียนทองคำสิบสององค์ไม่สามารถตัดสามศพได้เป็นเวลานาน จนกระทั่งเคราะห์กรรมสังหารเซียนใกล้เข้ามา ส่งผลให้เง็กเซียนฮ่องเต้สั่งให้พวกเขาสวามิภักดิ์ต่อสวรรค์

แต่หยวนสื่อไม่ยินยอม ดังนั้นเรื่องนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญของหายนะการสถาปนาเทพในภายหลัง

เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าในครั้งนี้ต้นเหตุจะมาจากศิษย์สุดที่รักของเขา ที่ก่อเรื่องอาละวาดในวังสวรรค์…

“พอเถิด เรื่องนี้ให้จบลงแต่เพียงเท่านี้” เงาร่างในชุดขาวที่ปกคลุมด้วยพลังโกลาหลกล่าวขึ้น

เหล่าศิษย์พากันเงียบลงทันที

“เช่นนั้นซือจุน ข้าขอถามท่านเถิด”

ไท่อี้กัดฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านทราบหรือไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้สั่งสอนอสูรวานรให้ไปอาละวาดบนวังสวรรค์?”

เดิมที การที่วังสวรรค์ถูกก่อกวนก็เป็นเพียงเรื่องน่าสนใจในสายตาพวกเขา พวกเขาเพียงนั่งชมและพูดคุยกันถึงซือจุนของอสูรวานรเหมือนเป็นเพียงเรื่องซุบซิบ

แต่เมื่อต้องมาเกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง มันย่อมไม่ใช่เรื่องขำขันอีกต่อไป

อี้ติ่ง: o((⊙﹏⊙))o

“ถูกต้องแล้ว ซือจุน ท่านรู้หรือไม่?”

ในเรื่องนี้ ศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนที่เหลือกลับมีความเห็นตรงกันอย่างหาได้ยาก ทั้งยังโกรธเคืองไปในทิศทางเดียวกัน

ช่างน่าขันนัก ครั้งนี้พวกเขาเกือบจะถูกส่งไปยังวังสวรรค์ให้กลายเป็นข้ารับใช้เสียแล้ว!

อี้ติ่ง: ∑(°口°)

ซือจุน ขอโปรดละเว้นข้าด้วย!

“พวกเจ้าไม่ต้องใส่ใจเรื่องนี้แล้ว” หยวนสื่อกล่าว “สิ่งที่พวกเจ้าควรห่วงคือสถานการณ์ของพวกเจ้าเอง พวกเจ้าอยู่ในขอบเขตเซียนทองคำมานานเกินไป เคราะห์กรรมกำลังจะมาถึง…”

อี้ติ่ง: ヾ( ̄▽ ̄) ขอให้ซือจุนมีสุขภาพแข็งแรงตลอดกาล

“ข้าขอถามซือจุน เคราะห์กรรมที่พวกเราต้องเผชิญในครั้งนี้คือสิ่งใด?”

ศิษย์ที่อยู่ลำดับหน้าสุดทางขวา ซึ่งสวมอาภรณ์ม่วงกล่าวถาม

“เคราะห์กรรมสังหารเซียน” หยวนสื่อกล่าว

“เคราะห์กรรมสังหารเซียน?!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าศิษย์ต่างหน้าถอดสี

สิ่งที่เรียกว่าเคราะห์กรรมสังหารเซียนมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น

เจ้าต้องเป็นผู้สังหาร หรือเจ้าต้องถูกสังหาร…

ในเมื่อเป็นเคราะห์กรรม ก็ย่อมอันตรายถึงชีวิต

กฎแห่งสวรรค์เป็นธรรมเสมอ ไม่ว่าใครก็ตาม ก่อนเข้าสู่เคราะห์กรรมต้องทำใจไว้แล้วว่าตนอาจต้องสิ้นชีพ

“พอได้แล้ว บัดนี้เราจะเริ่มบรรยายธรรม”

หยวนสื่อกล่าวก่อนจะยกมือที่เปล่งประกายรัศมีบริสุทธิ์ขึ้นชี้ไปข้างหน้า พลันมีเสื่ออาสนะสิบสองผืนปรากฏขึ้นบนพื้น

เหล่าเซียนทองคำสิบสององค์พากันนั่งลงบนเสื่ออาสนะอย่างพร้อมเพรียง ทำท่าเตรียมพร้อมรับฟัง

หยวนสื่อเทียนจุนเริ่มบรรยายธรรม

เสียงแห่งมหาธรรมดังกังวานไปทั่ว บรรดาศิษย์ค่อย ๆ ดื่มด่ำกับสัจธรรมที่ถ่ายทอดออกมา สีหน้าพวกเขาปรากฏความหลงใหลประหนึ่งกำลังดื่มด่ำในสัจธรรมแห่งจักรวาล

แต่แล้วไม่นาน พวกเขาก็พากันเบิกตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ

ในตอนนั้นเอง อี้ติ่งก็สังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง

คำสอนของหยวนสื่อ… เป็นระดับ ‘มัธยมปลาย’ แต่เขาผู้มีพื้นฐานเพียงระดับ ‘ประถมศึกษา’ กลับสามารถเข้าใจได้?!

หรือว่าครั้งนี้ หยวนสื่อกำลังสอนตั้งแต่พื้นฐานอย่างแท้จริง…

เหล่าศิษย์ที่เหลือพากันเผยสีหน้างุนงง

สำหรับพวกเขา ซือจุนควรจะสอนเรื่องผลแห่งเต๋าในระดับไท่อี้เซียนทองคำ จากนั้นค่อยอธิบายเคล็ดลับในการตัดสามศพใช่หรือไม่?

แต่เมื่อฟังไปได้สักพัก พวกเขากลับพบว่าคำสอนของหยวนสื่อเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยได้ฟังและเรียนรู้มาแล้ว ทำให้บางคนเริ่มผ่อนคลายลง

พวกเขาฟังคำสอนจากซือจุนมาแล้วหลายครั้ง เรื่องเหล่านี้พวกเขาเคยได้ยินและจดจำได้หมดแล้ว จึงคิดว่าเมื่อถึงส่วนที่เกี่ยวกับผลแห่งเต๋าในระดับเซียนทองคำแล้วค่อยตั้งใจฟังก็ยังไม่สาย

ทว่าอี้ติ่งกลับต่างออกไป เขาไม่เคยมีโอกาสฟังคำสอนของหยวนสื่อมาก่อน การฝึกฝนของเขาก็อาศัยค้นหาหนทางด้วยตนเอง

ครั้งนี้เมื่อได้ฟังคำสอนจากต้นกำเนิด เขากลายเป็นผู้ตั้งใจฟังที่สุดในห้องเรียนแห่งนี้

ในเวลานี้เขาคือฟองน้ำที่ดูดซับทุกถ้อยคำของหยวนสื่อเทียนจุนอย่างเต็มที่

แล้วทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นว่า ขณะที่เสียงแห่งมหาธรรมดังก้องไปทั่ว อากาศรอบตัวก็ปรากฏดอกไม้วิญญาณเรืองแสงล่องลอยอยู่ในอากาศ เบื้องล่างมีแสงทองเปล่งประกายและมีดอกบัวทองงอกเงยขึ้นจากพื้น…

“เกิดดอกไม้ทิพย์โปรยปราย ฟ้าส่องประกาย ทองผุดจากดินจริง ๆ !”

อี้ติ่งตื่นตะลึงกับภาพที่เห็น เอฟเฟกต์ในครั้งนี้ราวกับยกระดับความยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น

เขาค่อย ๆ ดื่มด่ำเข้าสู่คำสอนของหยวนสื่อเทียนจุน พลางซึมซับเนื้อหาที่ถ่ายทอดออกมา

เหวินซูเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงเบา ๆ ด้วยความขัดใจ ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาฟังมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว มิใช่ครั้งแรกเสียหน่อย แต่ดูท่าอี้ติ่งจะทำราวกับเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกเสียอย่างนั้น มิน่าถึงเป็นที่โปรดปรานของซือจุน

ฮึ! ประจบเก่งจริง ๆ !

ต่อจากนี้ไป ข้าขอไม่ข้องแวะกับเจ้าดีกว่า!

จี้วหลินเสิ้นมองอี้ติ่งด้วยสายตาครุ่นคิดคล้ายกำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่าง

ขณะที่ไท่อี้พยักหน้าเบา ๆ พวกเขาฝึกฝนมานับหมื่นปี รากฐานมั่นคงดั่งตึกสูงเจ็ดชั้น ต่อให้มีคนมาสอนวิธีสร้างใหม่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว

แต่อี้ติ่งต่างออกไป เขาเพิ่งผ่านเคราะห์กรรม ถูกทำลายแล้วสร้างขึ้นใหม่ รากฐานยังไม่คงที่ ยังมีช่องให้ปรับเปลี่ยนได้ การสอนของซือจุนในครั้งนี้อาจทำให้อี้ติ่งค้นพบแนวทางใหม่ได้

บางที... จุดประสงค์ของซือจุนในการสอนใหม่ตั้งแต่ต้น อาจเป็นเพราะเหตุนี้เอง...

ไท่อี้เจิ้นเหรินพลันเข้าใจอะไรบางอย่าง

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด คำสอนของหยวนสื่อเทียนจุนก็ดำเนินมาถึงขั้นตอนการบำเพ็ญเพียรในขอบเขตเซียนทองคำ

ในขอบเขตนี้ ผู้ฝึกต้องบ่มเพาะ 'บุปผาสามดอกเหนือศีรษะ และปราณห้าสายภายในทรวงอก' หากบรรลุปราณห้าสายก็จะเป็นไท่อี้ซั่งเซียน หากบรรลุบุปผาสามดอกก็จะเป็นไท่อี้จินเซียน ( = เซียนทองคำไทอี้)

ท้ายที่สุด เมื่อสามารถรวมบุปผาสามดอกเข้ากับปราณห้าสายให้เป็นหนึ่งเดียว ก็จะถึงจุดสูงสุดของขอบเขตเซียนทองคำไท่อี้ และหากตัดสามซากได้สำเร็จ ก็สามารถก้าวสู่ขอบเขตเซียนอมตะได้

หากให้อี้ติ่งอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ ก็คงเหมือนกับกำลังเตรียมตัวสอบครั้งใหญ่ แต่เหล่าผู้เรียนยังไม่เข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ ทำให้ครูผู้สอนต้องเร่งติวเข้มในนาทีสุดท้าย

ขณะที่การสอนยังดำเนินไป เหล่าศิษย์ต่างก็เริ่มดื่มด่ำและหลอมรวมกับสัจธรรมที่หยวนสื่อถ่ายทอด

เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ทุกคนลืมตาขึ้น ดวงหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความยินดี

เดิมทีพวกเขาไม่มีหนทางใดที่จะบรรลุเป็นเซียนอมตะ

แต่หลังจากได้ฟังคำสอนของซือจุนในครั้งนี้ พวกเขากลับรู้สึกว่า... พวกเขาทำได้!

"อ๊ะ!" ไท่อี้เจิ้นเหรินพลันเบิกตาขึ้น

เขาพบว่าอี้ติ่งยังคงนั่งหลับตาแน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน สีหน้าฉายแววเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำกับธรรมวิถี

"ศิษย์น้อง..."

หวงหลงมองอี้ติ่งอย่างประหลาดใจ เอ่ยปากขึ้น

แต่ทันทีที่กล่าวได้เพียงคำเดียว เงาร่างที่ปกคลุมด้วยพลังโกลาหลก็ยกมือขึ้นเบา ๆ

พลันร่างของศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนที่เหลือ หายไปจากพระตำหนักทันที!

เหล่าศิษย์: "???"

จบบทที่ บทที่ 44 ที่นี่ร้อนเกินไป

คัดลอกลิงก์แล้ว