- หน้าแรก
- พลิกชะตาตำนานสถาปนาเทพ
- บทที่ 32 คำเชิญจากนิกายกระบี่
บทที่ 32 คำเชิญจากนิกายกระบี่
บทที่ 32 คำเชิญจากนิกายกระบี่
ชิงอวิ๋นครุ่นคิด
อี้ติ่งโบกมือเรียก "เจ้าตามข้ามา คราวนี้ข้าจะชี้แนะการฝึกฝนให้เจ้าด้วยตนเอง"
กล่าวจบก็หันหลังเดินเข้าไปในภูเขา
"ชี้แนะด้วยตนเอง?" ชิงอวิ๋นตะลึง
แต่ทันใดนั้น แววตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
ภูเขาหยกขจีแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และเขาอยู่ที่นี่คอยรับใช้เจ้านายมาตลอด ทำให้แทบไม่ได้รับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอก
แต่เมื่อวานนี้ เขาได้ยินข่าวหนึ่งจากปากของไท่อี้ ซึ่งทำให้เขาต้องตกตะลึง
ว่ากันว่าหยวนหงแห่งภูเขาเหมยได้ก่อความวุ่นวายในวังสวรรค์ เอาชนะแม่ทัพทั้งสามสิบหกของสวรรค์ และสุดท้ายจากไปอย่างลอยนวล กลายเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งสามภพ
ใคร ๆ อาจไม่รู้ว่าหยวนหงคือใคร แต่ชิงอวิ๋นรู้เรื่องของเขาดี
ครั้งหนึ่งหยวนหงเคยเป็นเพียงอสูรน้อยที่มีเพียงพลังอาคมเล็กน้อย และต้องหลบหนีเอาตัวรอดจากการถูกตามล่า
หากไม่ได้พบเจอกับเจ้านายของตน ป่านนี้คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้
ว่ากันตามตรง สำหรับเขาแล้ว หยวนหงสร้างความปั่นป่วนในวังสวรรค์โดยไม่เสียแม้แต่ขนเส้นเดียวนั้น มิใช่เรื่องน่าตื่นเต้นนัก
ยิ่งหยวนหงแข็งแกร่งและมีชื่อเสียงมากเท่าไร ยิ่งทำให้เจ้านายของเขาดูยิ่งใหญ่มากขึ้นในสายตาของเขา
ลองคิดดูสิ ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี เหล่าซือของเขาได้ฝึกฝนอสูรน้อยที่กำลังหลบหนีให้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถเขย่าสามภพได้ เรื่องนี้มิใช่เรื่องอัศจรรย์หรอกหรือ?
และในตอนนี้ เจ้านายของเขากล่าวว่าจะสอนเขาด้วยตนเอง?
ชิงอวิ๋นดวงตาหดเกร็ง หายใจถี่ขึ้น และร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น
เขาไม่มีข้อสงสัยในความสามารถของอี้ติ่งเลย
ท้ายที่สุดแล้ว หยวนหงก็เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ ถ้าเขาได้รับคำชี้แนะจากเจ้านายของตนสักเล็กน้อย ก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชีวิตของเขา
หากเขาสะสมความก้าวหน้าทีละเล็กละน้อย วันหนึ่งเขา ชิงอวิ๋น อาจสร้างชื่อเสียงในโลกได้บ้าง
เมื่อถึงวันที่เขาออกจากภูเขาเพื่อสร้างชื่อเสียง เขาสามารถใช้วิธีเดียวกับหยวนหงในการสร้างตำนานของตัวเองได้...
และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็ต้องมีลูกศิษย์รับใช้เหมือนกัน แน่นอนว่าเขาจะไม่รับแค่คนเดียว แต่จะรับถึงสามคน!
คนหนึ่งคอยชงชา คนหนึ่งแบกกระบี่ และอีกคนคอยทำความสะอาด...
เพียะ!
"โอ๊ย! ใครกัน... อ้าว เหล่าซือ! ท่านมาทำอะไรที่นี่?!"
ชิงอวิ๋นที่กำลังคิดเพ้อเจ้อ ร่วงลงมาจากต้นไม้โดยไม่ทันตั้งตัว กำลังจะโวยวาย แต่พอเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
"มัวทำอะไรอยู่ ไม่ตั้งใจฝึกฝนหรืออย่างไร?" อี้ติ่งกล่าวด้วยสีหน้าขรึม "หรือเจ้าคิดว่าฝีมือของเจ้าดีพอแล้วจึงไม่ต้องฝึกฝนต่อ?"
"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร!" ชิงอวิ๋นส่ายหน้ารัว ๆ รู้สึกหวาดหวั่น กลัวว่าอี้ติ่งจะจับได้ว่าเขากำลังคิดฝันอยากเป็นเจ้านาย
อี้ติ่งไม่รู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้คิดอะไรอยู่ เพียงแค่มองเขาอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าวว่า "ตามข้ามา"
ชิงอวิ๋นรีบลูบหน้าผากที่เจ็บระบมก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไป
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าหัวใจของการฝึกฝนคืออะไร?"
"หัวใจของการฝึกฝน?" ชิงอวิ๋นกลับมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาในทันที
คำถามแรกก็ดูเคร่งขรึมและลึกล้ำเสียแล้ว...
อี้ติ่งมองเขาแล้วยิ้ม "หรือว่า เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงมีพลังอาคมล้ำลึกเช่นนี้?"
"อยากรู้! อยากรู้!" ชิงอวิ๋นตาเป็นประกาย รีบพยักหน้าหงึก ๆ
ท้ายที่สุดแล้ว อี้ติ่งเป็นหนึ่งในสิบสองเซียนทองคำ มีพลังอาคมอันลึกล้ำ และแน่นอนว่าคงต้องเคยกินโอสถเซียนหรือผลไม้วิเศษมามากมายเป็นแน่...
อี้ติ่งยกนิ้วกวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้ม "เข้ามาใกล้ ข้าจะบอกเจ้า"
ชิงอวิ๋นรีบโน้มตัวเข้าไปใกล้ด้วยความตื่นเต้น
"เจ้านี่เชื่อฟังจริง ๆ..."
อี้ติ่งยิ้มอย่างมีเลศนัย ทันใดนั้นยันต์แสงสว่างจาง ๆ ก็พุ่งออกไปสู่หว่างคิ้วของชิงอวิ๋น
ชิงอวิ๋นเบิกตากว้าง ก่อนที่ร่างจะทรุดลงสิ้นสติ
"ชิงอวิ๋น อย่าโทษข้าเลย ยังดีที่โลกนี้มิใช่มีเพียงคนตายเท่านั้นที่เก็บความลับได้..."
อี้ติ่งรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ดีมาก "ขอให้เจ้าคุ้มครองให้คาถานี้ของข้าสำเร็จในครั้งเดียว ถึงตอนนั้นเราก็จะสุขกันถ้วนหน้า..."
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหยวนหงต้องถูกปิดเป็นความลับ จนถึงตอนนี้ คนที่รู้เรื่องนี้มีเพียงพวกเขาสองคนและชิงอวิ๋นเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าอี้ติ่งไม่ไว้ใจชิงอวิ๋น แต่ชิงอวิ๋นยังคงมีนิสัยของเด็ก มีความไร้เดียงสาและใสซื่อ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าเขาจะไม่เผลอปากพูดออกไป
เรื่องนี้ยิ่งมีคนน้อยรู้เท่าไรยิ่งดี ทั้งสำหรับเขาและชิงอวิ๋น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
ส่วนเจ้าศิษย์ที่สร้างปัญหานั่น...
เมื่อคืนอี้ติ่งขบคิดอยู่นาน เขารู้จักนิสัยของหยวนหงดี และไม่มีทางเชื่อว่าศิษย์เอกของเขาจะก่อความวุ่นวายในวังสวรรค์เพียงเพื่อต้องการชื่อเสียง
หากหยวนหงทำเช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าเขาอี้ติ่งตาบอดเสียแล้ว แต่จะเป็นเพราะเหตุผลใดนั้นยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด
ไม่นานนัก ชิงอวิ๋นค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ
"เหล่าซือ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... อืม หัวของข้าทำไมรู้สึกปวดแปลก ๆ..." ชิงอวิ๋นลูบศีรษะ
"คงเพราะฝึกหนักเกินไปกระมัง!"
อี้ติ่งกล่าว "เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าพักสักสองสามวัน ไม่ต้องฝึกฝน ทำสิ่งที่อยากทำเถิด"
"ขอบคุณเหล่าซือ!"
"ไม่เป็นไร เอาล่ะ เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เจ้านำใครขึ้นภูเขาบ้าง?"
"นำใครขึ้นภูเขา? ข้าไม่ได้พาใครมาเลย... อืม หัวข้ายังปวดอยู่เลย"
"ถ้างั้นก็อย่าคิดให้มาก ไปที่ห้องโอสถแล้วหายามากินเสีย"
"เข้าใจแล้ว เหล่าซือ"
เมื่อชิงอวิ๋นจากไป อี้ติ่งก็ถอนหายใจยาว...
...
...
เมื่ออี้ติ่งกลับขึ้นไปบนภูเขา เขาพบว่าไท่อี้เอนกายนั่งจิบชาอยู่ใต้ต้นไม้วิญญาณที่ออกผลท้อสวรรค์
เขาต้องยอมรับว่า ศิษย์พี่ของเขาหลังจากได้รับบาดเจ็บ กลับรู้จักหาความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ
ข้าง ๆ พื้นที่ว่างมีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังรายงานบางสิ่งให้ไท่อี้ฟัง
"ดูสิ คนที่เจ้าพูดถึงมาแล้ว" ไท่อี้เจิ้นเหรินโบกมือพลางยิ้ม "ข้ามิใช่อี้ติ่งเจิ้นเหรินที่เจ้าตามหา"
ชายหนุ่มผู้นั้นหันไปทางอี้ติ่งก่อนคารวะ "คารวะอี้ติ่งซั่งเซียน"
"เจ้าเป็น... ศิษย์นิกายกระบี่เสวียนเทียน?" อี้ติ่งพยายามนึกถึงชายหนุ่มเบื้องหน้า
แต่เมื่อเห็นเครื่องแต่งกาย เขาก็จำได้ว่าชายหนุ่มนี้เป็นศิษย์ของนิกายกระบี่เสวียนเทียน
"ศิษย์ผู้น้อยเป็นเช่นนั้น"
ชายหนุ่มยอมรับโดยไม่ลังเล "ข้าน้อยคือศิษย์รุ่นที่สามแห่งนิกายกระบี่เสวียนเทียน นามว่า เหลิ่งหนิงซื่อ"
อี้ติ่งเอ่ยถาม "เจ้ามาที่นี่ด้วยเรื่องใด?"
เหลิ่งหนิงซื่อยื่นหยกบันทึกให้
"ศิษย์พี่ ท่านฟื้นฟูพลังเรียบร้อยแล้วหรือ?" อี้ติ่งกล่าวพลางยิ้ม
ไท่อี้พยักหน้า "อืม พลังอาคมเติมเต็มแล้ว"
อี้ติ่ง "..."
เป็นเช่นนี้เอง คนที่ร่ำรวยย่อมสามารถฟื้นฟูพลังได้อย่างรวดเร็ว
"นี่เป็นของเจ้า!"
ไท่อี้ยกมือขึ้น ส่งหยกบันทึกอีกชิ้นหนึ่งให้
"นี่คือ..."
อี้ติ่งเปิดดูและมีสีหน้าประหลาดใจ "คำเชิญเข้าร่วมพิธี?"
หยกบันทึกนี้แท้จริงแล้วเป็นบัตรเชิญจากนิกายกระบี่เสวียนเทียน ขอเชิญเขาไปร่วมงานในฐานะแขกพิเศษ
"เพราะกระบี่คัมภีร์ที่ซั่งเซียนมอบให้ ผู้นำนิกายของพวกเขาสามารถเข้าใจแก่นแท้ของกระบี่มายาและสำเร็จเต๋าได้สำเร็จ ในไม่ช้าจะต้องผ่านด่านเคราะห์สู่เซียนแล้ว"
เหลิ่งหนิงซื่อมีท่าทางตึงเครียดเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้ ประมุขนิกายของพวกเราจึงตั้งใจเชิญอี้ติ่งซั่งเซียนไปเป็นเกียรติในพิธี เพื่อตอบแทนบุญคุณด้วยตนเอง"
"เข้าใจแล้ว"
อี้ติ่งโบกมือ "เจ้ากลับไปก่อน รอข่าวจากข้าในภายหลัง"
เมื่ออีกฝ่ายจากไป ไท่อี้ก็อดหัวเราะไม่ได้
"ศิษย์น้อง เจ้าไปเกี่ยวข้องกับนิกายมนุษย์ตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
"มีกลุ่มศิษย์น้อยผ่านมาเยือนภูเขาหยกขจีโดยบังเอิญ ข้าเห็นว่าพวกเขามีกฎระเบียบดี จึงมอบคัมภีร์กระบี่ให้เล่มหนึ่ง นับเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี" อี้ติ่งกล่าวพลางยิ้ม
"เช่นนั้นหรือ แล้วศิษย์น้องจะไปหรือไม่?"
อี้ติ่งครุ่นคิด ว่ากันตามตรง เขาอยากไป จนถึงตอนนี้ เขายังไม่เคยเห็นว่าด่านเคราะห์สู่เซียนมีลักษณะเช่นไร และในเมื่อวันหนึ่งเขาก็ต้องเผชิญกับมันเช่นกัน การไปชมพิธีครั้งนี้ย่อมมีความหมาย
หากฝ่ายนั้นผ่านด่านสำเร็จ เขาก็สามารถนำมาเป็นแบบอย่าง หากล้มเหลว เขาก็จะได้เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาด
ไม่ว่าอย่างไร การเดินทางนี้ย่อมมีประโยชน์แก่เขาแน่นอน
ดังนั้น...
ควรไปดีหรือไม่?
อี้ติ่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเกิดความคิดขึ้นมา เขาหยิบเหรียญทองสำหรับพยากรณ์ออกมาแล้วโยนเป็นการเสี่ยงทาย
'เมื่อใดลังเล จงเสี่ยงทาย!'
"ฮ่ะ! เป็นลางมงคลสูงสุด!"
เมื่อถอดคำทำนาย อี้ติ่งก็รู้สึกดีใจทันที
เมื่อความรู้สึกถึงโชคลาภเกิดขึ้น อี้ติ่งก็อดไม่ได้ที่จะลองเสี่ยงทายอีกครั้ง
"ข้าจะลองดูว่าเจ้านิกายนั้นจะผ่านด่านเคราะห์ได้หรือไม่..."
"โอ้! โชคดีนัก อีกครั้งก็เป็นมงคลสูงสุด ดูท่าข้าควรไปศึกษาดูงานเสียแล้ว"
.
.
.
ผู้แปล: ใครว่าเจ้านิกายจะรอดกด 1 ไม่รอด กด 2