เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 คำเชิญจากนิกายกระบี่

บทที่ 32 คำเชิญจากนิกายกระบี่

บทที่ 32 คำเชิญจากนิกายกระบี่


ชิงอวิ๋นครุ่นคิด

อี้ติ่งโบกมือเรียก "เจ้าตามข้ามา คราวนี้ข้าจะชี้แนะการฝึกฝนให้เจ้าด้วยตนเอง"

กล่าวจบก็หันหลังเดินเข้าไปในภูเขา

"ชี้แนะด้วยตนเอง?" ชิงอวิ๋นตะลึง

แต่ทันใดนั้น แววตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที

ภูเขาหยกขจีแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และเขาอยู่ที่นี่คอยรับใช้เจ้านายมาตลอด ทำให้แทบไม่ได้รับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอก

แต่เมื่อวานนี้ เขาได้ยินข่าวหนึ่งจากปากของไท่อี้ ซึ่งทำให้เขาต้องตกตะลึง

ว่ากันว่าหยวนหงแห่งภูเขาเหมยได้ก่อความวุ่นวายในวังสวรรค์ เอาชนะแม่ทัพทั้งสามสิบหกของสวรรค์ และสุดท้ายจากไปอย่างลอยนวล กลายเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งสามภพ

ใคร ๆ อาจไม่รู้ว่าหยวนหงคือใคร แต่ชิงอวิ๋นรู้เรื่องของเขาดี

ครั้งหนึ่งหยวนหงเคยเป็นเพียงอสูรน้อยที่มีเพียงพลังอาคมเล็กน้อย และต้องหลบหนีเอาตัวรอดจากการถูกตามล่า

หากไม่ได้พบเจอกับเจ้านายของตน ป่านนี้คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้

ว่ากันตามตรง สำหรับเขาแล้ว หยวนหงสร้างความปั่นป่วนในวังสวรรค์โดยไม่เสียแม้แต่ขนเส้นเดียวนั้น มิใช่เรื่องน่าตื่นเต้นนัก

ยิ่งหยวนหงแข็งแกร่งและมีชื่อเสียงมากเท่าไร ยิ่งทำให้เจ้านายของเขาดูยิ่งใหญ่มากขึ้นในสายตาของเขา

ลองคิดดูสิ ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี เหล่าซือของเขาได้ฝึกฝนอสูรน้อยที่กำลังหลบหนีให้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถเขย่าสามภพได้ เรื่องนี้มิใช่เรื่องอัศจรรย์หรอกหรือ?

และในตอนนี้ เจ้านายของเขากล่าวว่าจะสอนเขาด้วยตนเอง?

ชิงอวิ๋นดวงตาหดเกร็ง หายใจถี่ขึ้น และร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น

เขาไม่มีข้อสงสัยในความสามารถของอี้ติ่งเลย

ท้ายที่สุดแล้ว หยวนหงก็เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ ถ้าเขาได้รับคำชี้แนะจากเจ้านายของตนสักเล็กน้อย ก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชีวิตของเขา

หากเขาสะสมความก้าวหน้าทีละเล็กละน้อย วันหนึ่งเขา ชิงอวิ๋น อาจสร้างชื่อเสียงในโลกได้บ้าง

เมื่อถึงวันที่เขาออกจากภูเขาเพื่อสร้างชื่อเสียง เขาสามารถใช้วิธีเดียวกับหยวนหงในการสร้างตำนานของตัวเองได้...

และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็ต้องมีลูกศิษย์รับใช้เหมือนกัน แน่นอนว่าเขาจะไม่รับแค่คนเดียว แต่จะรับถึงสามคน!

คนหนึ่งคอยชงชา คนหนึ่งแบกกระบี่ และอีกคนคอยทำความสะอาด...

เพียะ!

"โอ๊ย! ใครกัน... อ้าว เหล่าซือ! ท่านมาทำอะไรที่นี่?!"

ชิงอวิ๋นที่กำลังคิดเพ้อเจ้อ ร่วงลงมาจากต้นไม้โดยไม่ทันตั้งตัว กำลังจะโวยวาย แต่พอเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

"มัวทำอะไรอยู่ ไม่ตั้งใจฝึกฝนหรืออย่างไร?" อี้ติ่งกล่าวด้วยสีหน้าขรึม "หรือเจ้าคิดว่าฝีมือของเจ้าดีพอแล้วจึงไม่ต้องฝึกฝนต่อ?"

"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร!" ชิงอวิ๋นส่ายหน้ารัว ๆ รู้สึกหวาดหวั่น กลัวว่าอี้ติ่งจะจับได้ว่าเขากำลังคิดฝันอยากเป็นเจ้านาย

อี้ติ่งไม่รู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้คิดอะไรอยู่ เพียงแค่มองเขาอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าวว่า "ตามข้ามา"

ชิงอวิ๋นรีบลูบหน้าผากที่เจ็บระบมก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไป

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าหัวใจของการฝึกฝนคืออะไร?"

"หัวใจของการฝึกฝน?" ชิงอวิ๋นกลับมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาในทันที

คำถามแรกก็ดูเคร่งขรึมและลึกล้ำเสียแล้ว...

อี้ติ่งมองเขาแล้วยิ้ม "หรือว่า เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงมีพลังอาคมล้ำลึกเช่นนี้?"

"อยากรู้! อยากรู้!" ชิงอวิ๋นตาเป็นประกาย รีบพยักหน้าหงึก ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว อี้ติ่งเป็นหนึ่งในสิบสองเซียนทองคำ มีพลังอาคมอันลึกล้ำ และแน่นอนว่าคงต้องเคยกินโอสถเซียนหรือผลไม้วิเศษมามากมายเป็นแน่...

อี้ติ่งยกนิ้วกวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้ม "เข้ามาใกล้ ข้าจะบอกเจ้า"

ชิงอวิ๋นรีบโน้มตัวเข้าไปใกล้ด้วยความตื่นเต้น

"เจ้านี่เชื่อฟังจริง ๆ..."

อี้ติ่งยิ้มอย่างมีเลศนัย ทันใดนั้นยันต์แสงสว่างจาง ๆ ก็พุ่งออกไปสู่หว่างคิ้วของชิงอวิ๋น

ชิงอวิ๋นเบิกตากว้าง ก่อนที่ร่างจะทรุดลงสิ้นสติ

"ชิงอวิ๋น อย่าโทษข้าเลย ยังดีที่โลกนี้มิใช่มีเพียงคนตายเท่านั้นที่เก็บความลับได้..."

อี้ติ่งรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ดีมาก "ขอให้เจ้าคุ้มครองให้คาถานี้ของข้าสำเร็จในครั้งเดียว ถึงตอนนั้นเราก็จะสุขกันถ้วนหน้า..."

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหยวนหงต้องถูกปิดเป็นความลับ จนถึงตอนนี้ คนที่รู้เรื่องนี้มีเพียงพวกเขาสองคนและชิงอวิ๋นเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าอี้ติ่งไม่ไว้ใจชิงอวิ๋น แต่ชิงอวิ๋นยังคงมีนิสัยของเด็ก มีความไร้เดียงสาและใสซื่อ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าเขาจะไม่เผลอปากพูดออกไป

เรื่องนี้ยิ่งมีคนน้อยรู้เท่าไรยิ่งดี ทั้งสำหรับเขาและชิงอวิ๋น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ส่วนเจ้าศิษย์ที่สร้างปัญหานั่น...

เมื่อคืนอี้ติ่งขบคิดอยู่นาน เขารู้จักนิสัยของหยวนหงดี และไม่มีทางเชื่อว่าศิษย์เอกของเขาจะก่อความวุ่นวายในวังสวรรค์เพียงเพื่อต้องการชื่อเสียง

หากหยวนหงทำเช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าเขาอี้ติ่งตาบอดเสียแล้ว แต่จะเป็นเพราะเหตุผลใดนั้นยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด

ไม่นานนัก ชิงอวิ๋นค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ

"เหล่าซือ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... อืม หัวของข้าทำไมรู้สึกปวดแปลก ๆ..." ชิงอวิ๋นลูบศีรษะ

"คงเพราะฝึกหนักเกินไปกระมัง!"

อี้ติ่งกล่าว "เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าพักสักสองสามวัน ไม่ต้องฝึกฝน ทำสิ่งที่อยากทำเถิด"

"ขอบคุณเหล่าซือ!"

"ไม่เป็นไร เอาล่ะ เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เจ้านำใครขึ้นภูเขาบ้าง?"

"นำใครขึ้นภูเขา? ข้าไม่ได้พาใครมาเลย... อืม หัวข้ายังปวดอยู่เลย"

"ถ้างั้นก็อย่าคิดให้มาก ไปที่ห้องโอสถแล้วหายามากินเสีย"

"เข้าใจแล้ว เหล่าซือ"

เมื่อชิงอวิ๋นจากไป อี้ติ่งก็ถอนหายใจยาว...

...

...

เมื่ออี้ติ่งกลับขึ้นไปบนภูเขา เขาพบว่าไท่อี้เอนกายนั่งจิบชาอยู่ใต้ต้นไม้วิญญาณที่ออกผลท้อสวรรค์

เขาต้องยอมรับว่า ศิษย์พี่ของเขาหลังจากได้รับบาดเจ็บ กลับรู้จักหาความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ

ข้าง ๆ พื้นที่ว่างมีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังรายงานบางสิ่งให้ไท่อี้ฟัง

"ดูสิ คนที่เจ้าพูดถึงมาแล้ว" ไท่อี้เจิ้นเหรินโบกมือพลางยิ้ม "ข้ามิใช่อี้ติ่งเจิ้นเหรินที่เจ้าตามหา"

ชายหนุ่มผู้นั้นหันไปทางอี้ติ่งก่อนคารวะ "คารวะอี้ติ่งซั่งเซียน"

"เจ้าเป็น... ศิษย์นิกายกระบี่เสวียนเทียน?" อี้ติ่งพยายามนึกถึงชายหนุ่มเบื้องหน้า

แต่เมื่อเห็นเครื่องแต่งกาย เขาก็จำได้ว่าชายหนุ่มนี้เป็นศิษย์ของนิกายกระบี่เสวียนเทียน

"ศิษย์ผู้น้อยเป็นเช่นนั้น"

ชายหนุ่มยอมรับโดยไม่ลังเล "ข้าน้อยคือศิษย์รุ่นที่สามแห่งนิกายกระบี่เสวียนเทียน นามว่า เหลิ่งหนิงซื่อ"

อี้ติ่งเอ่ยถาม "เจ้ามาที่นี่ด้วยเรื่องใด?"

เหลิ่งหนิงซื่อยื่นหยกบันทึกให้

"ศิษย์พี่ ท่านฟื้นฟูพลังเรียบร้อยแล้วหรือ?" อี้ติ่งกล่าวพลางยิ้ม

ไท่อี้พยักหน้า "อืม พลังอาคมเติมเต็มแล้ว"

อี้ติ่ง "..."

เป็นเช่นนี้เอง คนที่ร่ำรวยย่อมสามารถฟื้นฟูพลังได้อย่างรวดเร็ว

"นี่เป็นของเจ้า!"

ไท่อี้ยกมือขึ้น ส่งหยกบันทึกอีกชิ้นหนึ่งให้

"นี่คือ..."

อี้ติ่งเปิดดูและมีสีหน้าประหลาดใจ "คำเชิญเข้าร่วมพิธี?"

หยกบันทึกนี้แท้จริงแล้วเป็นบัตรเชิญจากนิกายกระบี่เสวียนเทียน ขอเชิญเขาไปร่วมงานในฐานะแขกพิเศษ

"เพราะกระบี่คัมภีร์ที่ซั่งเซียนมอบให้ ผู้นำนิกายของพวกเขาสามารถเข้าใจแก่นแท้ของกระบี่มายาและสำเร็จเต๋าได้สำเร็จ ในไม่ช้าจะต้องผ่านด่านเคราะห์สู่เซียนแล้ว"

เหลิ่งหนิงซื่อมีท่าทางตึงเครียดเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้ ประมุขนิกายของพวกเราจึงตั้งใจเชิญอี้ติ่งซั่งเซียนไปเป็นเกียรติในพิธี เพื่อตอบแทนบุญคุณด้วยตนเอง"

"เข้าใจแล้ว"

อี้ติ่งโบกมือ "เจ้ากลับไปก่อน รอข่าวจากข้าในภายหลัง"

เมื่ออีกฝ่ายจากไป ไท่อี้ก็อดหัวเราะไม่ได้

"ศิษย์น้อง เจ้าไปเกี่ยวข้องกับนิกายมนุษย์ตั้งแต่เมื่อใดกัน?"

"มีกลุ่มศิษย์น้อยผ่านมาเยือนภูเขาหยกขจีโดยบังเอิญ ข้าเห็นว่าพวกเขามีกฎระเบียบดี จึงมอบคัมภีร์กระบี่ให้เล่มหนึ่ง นับเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี" อี้ติ่งกล่าวพลางยิ้ม

"เช่นนั้นหรือ แล้วศิษย์น้องจะไปหรือไม่?"

อี้ติ่งครุ่นคิด ว่ากันตามตรง เขาอยากไป จนถึงตอนนี้ เขายังไม่เคยเห็นว่าด่านเคราะห์สู่เซียนมีลักษณะเช่นไร และในเมื่อวันหนึ่งเขาก็ต้องเผชิญกับมันเช่นกัน การไปชมพิธีครั้งนี้ย่อมมีความหมาย

หากฝ่ายนั้นผ่านด่านสำเร็จ เขาก็สามารถนำมาเป็นแบบอย่าง หากล้มเหลว เขาก็จะได้เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาด

ไม่ว่าอย่างไร การเดินทางนี้ย่อมมีประโยชน์แก่เขาแน่นอน

ดังนั้น...

ควรไปดีหรือไม่?

อี้ติ่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเกิดความคิดขึ้นมา เขาหยิบเหรียญทองสำหรับพยากรณ์ออกมาแล้วโยนเป็นการเสี่ยงทาย

'เมื่อใดลังเล จงเสี่ยงทาย!'

"ฮ่ะ! เป็นลางมงคลสูงสุด!"

เมื่อถอดคำทำนาย อี้ติ่งก็รู้สึกดีใจทันที

เมื่อความรู้สึกถึงโชคลาภเกิดขึ้น อี้ติ่งก็อดไม่ได้ที่จะลองเสี่ยงทายอีกครั้ง

"ข้าจะลองดูว่าเจ้านิกายนั้นจะผ่านด่านเคราะห์ได้หรือไม่..."

"โอ้! โชคดีนัก อีกครั้งก็เป็นมงคลสูงสุด ดูท่าข้าควรไปศึกษาดูงานเสียแล้ว"

.

.

.

ผู้แปล: ใครว่าเจ้านิกายจะรอดกด 1 ไม่รอด กด 2

จบบทที่ บทที่ 32 คำเชิญจากนิกายกระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว