- หน้าแรก
- พลิกชะตาตำนานสถาปนาเทพ
- บทที่ 10 เจ้าคงมาคารวะขอเป็นศิษย์ใช่หรือไม่?
บทที่ 10 เจ้าคงมาคารวะขอเป็นศิษย์ใช่หรือไม่?
บทที่ 10 เจ้าคงมาคารวะขอเป็นศิษย์ใช่หรือไม่?
เหล่าผู้คนจากนิกายกระบี่เสวียนเทียนเดินทางมาถึงเชิงเขาหยกขจี
หลิงซวี่ซื่อหันกลับไปมองยังยอดเขาหยกขจี สถานที่แห่งนี้ยังคงถูกปกคลุมไปด้วยหมอกเมฆล่องลอยดูราวกับแดนเซียนลึกลับยากหยั่งถึงเช่นเดียวกับเมื่อคราวที่พวกเขาเพิ่งมาเยือน
ถ้ำทองมรกตกลับเลือนหายไปจากสายตา
หลิงซวี่ซื่อทอดถอนใจ ไม่รู้เมื่อใดตนจะมีโอกาสได้รับคำสั่งสอนจากเซียนผู้สูงส่งอีกครั้ง
“ศิษย์พี่ ต่อไปเราจะกลับนิกายเลยหรือไม่?” สุ่ยอวิ๋นซื่อเอ่ยถาม
หลิงซวี่ซื่อทอดสายตามองไปยังทิศที่ถ้ำทองมรกตตั้งอยู่ นิ่งเงียบอยู่เนิ่นนานก่อนจะถอนสายตากลับมาและพยักหน้าตอบว่า
“เพียงแค่ถ้อยคำของท่านเซียนวันนี้ ก็ถือเป็นการบำเพ็ญตบะร้อยปีแล้ว
เมื่อกลับไป หวังว่าศิษย์น้องและศิษย์น้องหญิงจะช่วยข้าปรึกษากับศิษย์พี่ใหญ่เพื่อจัดประชุมนิกายสักครั้ง เพื่อเผยแพร่คำสั่งสอนและเจตนารมณ์ของท่านเซียนให้เหล่าศิษย์ทั่วทั้งนิกายได้รับรู้”
“แน่นอน”
สุ่ยอวิ๋นซื่อและฉือหยางซื่อล้วนพยักหน้ารับ
“จริงสิ!” ฉือหยางซื่อเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบกล่าวอย่างตื่นเต้น “ท่านเซียนได้ถ่ายทอดวิชาแห่งนิกายกระบี่เสวียนเทียนให้แก่ข้า นับเป็นบุคคลเสมือนบรรพจารย์ของนิกายเรา เมื่อกลับไปเราควรสร้างแท่นบูชาท่านเซียนไว้ในวิหารบรรพจารย์ดีหรือไม่?”
“เป็นความคิดที่ดี!” หลิงซวี่ซื่อเบิกตากว้างด้วยความยินดี
สุ่ยอวิ๋นซื่อกลับมีท่าทีลังเล “เช่นนี้…จะเป็นการเหมาะสมหรือ?”
หลิงซวี่ซื่อขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “ไม่เหมาะสมตรงไหนกัน? ท่านเซียนอี้ติ่งได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่เรา พวกเราบูชาให้เกียรติท่านที่วิหารบรรพจารย์ นี่เป็นเรื่องที่ควรทำ หากศิษย์พี่ใหญ่ของเรายังขัดขวาง เช่นนั้นก็นับว่าไร้เหตุผลแล้ว”
“ไม่ใช่อย่างนั้น”
สุ่ยอวิ๋นซื่อถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ข้าหมายถึงว่าท่านเซียนอี้ติ่งมีสถานะอันสูงส่ง นิกายของเรายังไม่มีแม้แต่เซียนประจำนิกาย การนำท่านเซียนไปบูชา…เกรงว่าคงเป็นการปีนสูงเกินไปกระมัง”
หลิงซวี่ซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ช่างเถิด ท่านเซียนได้ถ่ายทอดวิชาให้เรา เท่ากับว่านิกายของเราติดหนี้บุญคุณ ครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นการปีนสูง ก็ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไปเถอะ”
...
...
...
หลังจากนั้น ชีวิตบนภูเขาหยกขจีก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ด้วยเพราะเกรงว่าอสูรวานรขาวจะกลับมาอีก อี้ติ่งจึงพาชิงอวิ๋นไปเลือกกระบี่วิญญาณจากคลังสมบัติเพื่อใช้ฝึกกระบี่ในยามเช้าและค่ำ ส่วนเวลากลางวันก็ให้ชิงอวิ๋นฝึกฝนวิชาเต๋า
อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น อสูรวานรขาวก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย
อี้ติ่งจึงค่อย ๆ วางใจลง
เมื่อฝึกฝนปาจิ่วเสวียนกงสำเร็จ อสูรวานรขาวตัวน้อยจะมีอะไรให้น่ากลัวกันเล่า?
วันเวลาผ่านไปโดยเร็ว เวลาล่วงเลยไปครึ่งเดือน
เช้านี้ บนลานกว้างหน้าถ้ำทองมรกต ชิงอวิ๋น ผู้ฝึกกระบี่อันดับหนึ่งแห่งภูเขาหยกขจี กำลังฝึกกระบี่อย่างขะมักเขม้น
ขณะที่อี้ติ่งก็กำลังขบคิดวิชาปาจิ่วเสวียนกง
ครืน!
ทันใดนั้น เสียงฟ้าคำรามดังกึกก้องมาจากที่ห่างไกล แผ่นดินถึงกับสั่นสะเทือน
“ฟ้าร้องเสียงดังนัก ฝนกำลังจะตกหรือ?”
อี้ติ่งเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ดวงอาทิตย์ยังคงส่องสว่าง ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆฝน
ชิงอวิ๋นที่กำลังฝึกกระบี่อยู่ก็ตกใจ หันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะตะลึงงันแล้วชี้ไปทางทิศใต้
“เหล่าซือ! รีบดูนั่น!”
“นั่นคือ…” อี้ติ่งหรี่ตามอง
สุดสายตา ปรากฏเมฆดำหนาทึบปกคลุมทั่วทั้งฟ้า เสียงฟ้าคำรามดังกึกก้องสะท้านสะเทือนราวกับจะเขย่าโลกา
ควรกล่าวออกไปหรือไม่ว่า “ผู้ใดกันที่อยู่ที่นี่กำลังผ่านด่านเคราะห์?” อี้ติ่งขมวดคิ้ว ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว
ชิงอวิ๋นพึมพำ “เหล่าซือ นั่นคงเป็นอสูรที่มีพลังแก่กล้ากำลังผ่านด่านเคราะห์แปลงกายกระมัง?”
“ที่แท้กำลังเผชิญด่านเคราะห์จริง ๆ สินะ…”
อี้ติ่งปรายตามองศิษย์น้อยของตนอย่างพิจารณา
จากนั้นจึงหันกลับไปมองกลุ่มเมฆดำสนิทในฟากฟ้า การแปลงกาย…ก็คือการเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์นั่นเอง
ตามที่บันทึกในคัมภีร์ของอี้ติ่งกล่าวไว้ ตั้งแต่ครั้งแรกเริ่มที่ฟ้าดินถูกสร้างขึ้น เผ่าพันธุ์ในยุคแรกถือกำเนิดมาพร้อมพลังแห่งสวรรค์โดยธรรมชาติ ร่างกายของพวกมันเต็มไปด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ และแฝงไว้ซึ่งพลังวิเศษ
การต่อสู้ครั้งแรกของโลกใบนี้ก็เป็นการปะทะกันของพลังแห่งร่างกาย กำปั้นปะทะเนื้อ กระดูกปะทะหิน พวกมันสามารถฉีกแม่น้ำให้ขาดสะบั้น ทำให้ขุนเขาพังทลายได้ด้วยร่างกายเพียงอย่างเดียว
น่าเสียดายที่ภายหลังเกิดมหาวิบัติหลงฮั่นขึ้น เผ่าพันธุ์อันทรงพลังอย่างมังกร หงส์ กิเลน พวกผู้ใช้เวทอาคม และปีศาจ ต่างพากันล่มสลาย
ต่อมาเผ่ามนุษย์ฉวยโอกาสนี้เรืองอำนาจขึ้น หลังจากการช่วงชิงอำนาจกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ในที่สุดก็ก้าวขึ้นมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ปกครองสรรพสิ่ง
อีกด้านหนึ่ง เมื่อสามเทพสูงสุดสามารถพิสูจน์เต๋าและบรรลุถึงความเป็นอมตะอันเป็นนิรันดร์ คำสอนของพวกเขาก็เผยแพร่ไปทั่ว การฝึกหลอมรวมปราณและบ่มเพาะพลังวิญญาณกลายเป็นเส้นทางหลักของการฝึกตนในปัจจุบัน
รูปลักษณ์ของมนุษย์เองก็เหมาะสมต่อการฝึกตนตามหลักแห่งเซียน ด้วยเหตุนี้เหล่าอสูรและวิญญาณทั้งหลายจึงจำเป็นต้องผ่านด่านเคราะห์แห่งการแปลงร่างเป็นมนุษย์ให้ได้
สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพฤกษาหรือสัตว์เดรัจฉาน หากต้องการบรรลุเป็นอสูร พวกมันต้องเริ่มจากการมีจิตปัญญาเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเรียนรู้การดูดซับพลังแห่งฟ้าดิน และเก็บเกี่ยวพลังจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เพื่อเพิ่มพูนพลังของตน
เมื่อพลังสะสมถึงขีดสุด พวกมันจะสามารถผ่านด่านเคราะห์แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ กระนั้น การแปลงร่างนี้ก็ถือเป็นอุปสรรคแรกที่สำคัญ
แน่นอนว่าหากพวกมันไม่สามารถแปลงร่างได้ ก็ยังสามารถใช้มายาภาพจำแลงเป็นมนุษย์ได้เช่นกัน ทว่าไอปีศาจในตัวพวกมันไม่อาจถูกขจัดออกไปได้ ทำให้ยังคงเป็นเพียงสัตว์อสูรที่สวมร่างมนุษย์ ยากนักที่จะก้าวสู่เซียนที่แท้จริง
ด่านเคราะห์แห่งการแปลงร่างสามารถล้างไอปีศาจออกจากร่างของพวกมัน ช่วยให้เปลี่ยนเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์และฝึกตนได้ดียิ่งขึ้น กระนั้น ภัยจากด่านเคราะห์นี้ก็นับว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
พลังแห่งมนตรา เป็นพลังที่ฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น
วิชาเต๋าและอาคม ใช้สำหรับป้องกันตัวและต่อกรกับด่านเคราะห์
กล่าวโดยง่าย ก็เหมือนกับวิทยายุทธ์ที่มีทั้งพลังภายในและกระบวนท่าในการต่อสู้
พวกอสูรที่มีซือจุนคอยชี้แนะอาจสามารถรับมือกับด่านเคราะห์ได้ง่ายขึ้น แต่เหล่าวิญญาณแห่งขุนเขาและสัตว์ป่าไร้ซึ่งผู้สั่งสอน พวกมันต้องฝึกฝนตามสัญชาตญาณ การจะเอาตัวรอดจากพลังแห่งสวรรค์นั้นย่อมเป็นไปได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่การได้รับโอกาสแปลงร่างเพียงครั้งเดียวก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่าย ๆ สำหรับพวกที่เป็นหิน ต้นไม้ หรือสรรพสิ่งไร้ชีวิตอื่น ๆ พวกมันต้องสั่งสมพลังมาหลายพันปีถึงจะมีโอกาสสร้างจิตปัญญาได้สักครั้งหนึ่ง
เปรี้ยง……เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นจากกลุ่มเมฆดำ ทันใดนั้นก็มีสายฟ้าสาดประกายลงมายังพื้นดิน
“อสูร… ด่านเคราะห์แปลงร่าง…”
จู่ ๆ อี้ติ่งก็นึกถึงอสูรวานรขาวที่ขโมยผลท้อของตนเมื่อครึ่งเดือนก่อน
ไม่นานนัก เมฆฟ้าเหนือท้องนภาค่อย ๆ สลายไป เป้าหมายของด่านเคราะห์ครั้งนี้อยู่ไกลเกินกว่าที่อี้ติ่งจะมองเห็นได้ชัดเจน
…
...
...
ผ่านไปอีกหลายวัน
วันหนึ่ง ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่เชิงเขาหยกขจี เขาเงยหน้ามองยอดเขาอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปบนเส้นทางสู่ยอดเขาด้วยความมุ่งมั่น
หลังจากเดินมาได้ครึ่งทาง สายตาของเขาก็พลันสะดุดเข้ากับร่างของเด็กชายในอาภรณ์สีเขียวที่ยืนอยู่ริมธารกลางหุบเขา
เด็กชายผู้นั้นกำลังกำหนดอาคม นำพลังแห่งน้ำมาใช้ ทันใดนั้น คลื่นน้ำพลันพุ่งขึ้นจากธารดุจเสาแห่งสายนที แบกร่างของเด็กชายขึ้นสู่กลางอากาศ
“ยอดเยี่ยมนัก!”
ชายหนุ่มเบิกตากว้าง เอ่ยชมออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ใคร?”
ชิงอวิ๋นใช้วิชาควบคุมน้ำพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มประสานมือทำความเคารพ “ขอคารวะศิษย์พี่”
“อย่ามาเรียกข้าว่าศิษย์พี่ เจ้าเป็นใครกัน?”
ชิงอวิ๋นขมวดคิ้วมองชายหนุ่มด้วยสายตาไม่ไว้ใจ
ชายหนุ่มหัวเราะเซื่อน ๆ “เช่นนั้น ขอคารวะ…เซียนน้อย?”
ชิงอวิ๋นเดินวนรอบชายหนุ่มหนึ่งรอบ ก่อนจะจู่ ๆ ตาเป็นประกาย ยิ้มพลางกล่าวว่า "โอ้ ข้ารู้แล้ว เจ้าคงมาคารวะขอเป็นศิษย์ใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว!"
"เจ้าเป็นคนที่ใด?"
"ข้ามาจากภูเขาเหมย!"
"ภูเขาเหมย?" ชิงอวิ๋นตาเบิกกว้าง "ที่นั่นอยู่ห่างจากภูเขาหยกขจีของพวกเราไม่น้อยเลยนะ!"
ชายหนุ่มประสานมือหัวเราะ "ใช่แล้ว เซียนน้อย ข้าออกเดินทางแสวงหาวิถีเซียนมาหลายปีแล้ว ครั้งนี้ต้องรบกวนท่านช่วยนำทางให้ ข้าจะซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง"
"ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีความมุ่งมั่นถึงเพียงนี้" ชิงอวิ๋นกล่าวด้วยความชื่นชม ก่อนจะหันไปมองยอดเขา
"แต่เหล่าซือกำลังพักผ่อนอยู่ ข้าไม่กล้ารบกวน"
ครั้งหนึ่งเขาเคยทำให้อี้ติ่งรำคาญเข้า จึงถูกสั่งให้คัดตำราห้าพันตัวอักษรและท่องให้ขึ้นใจภายในสามวัน ตอนนั้นเขาแทบจะทบทวนชีวิตของตนใหม่เลยทีเดียว
ชายหนุ่มกล่าว "เพียงแค่ท่านช่วยแจ้งข่าวให้ข้าก็เป็นพระคุณมากแล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับวาสนาระหว่างข้ากับท่านเซียน"
กล่าวจบ เขาก็คุกเข่าลงที่เชิงเขา
ชิงอวิ๋นมองเขาด้วยความชื่นชม ก่อนจะเดินขึ้นเขาไป
ไม่นานนัก ชิงอวิ๋นกลับมาพลางยกมือขึ้นอย่างจนใจ
"เหล่าซือยังไม่ตื่น"
ชายหนุ่มยิ้มกล่าว "ไม่เป็นไร ข้ารอได้"
ชิงอวิ๋นพยักหน้า "พูดตามตรง ภูเขาหยกขจีมีแค่ข้ากับเหล่าซือสองคน เวลาว่างก็มักน่าเบื่อ เจ้าดูเป็นคนมุ่งมั่นไม่เลว แถมพูดจาฟังเข้าทีกว่าหญิงสาวตัวน้อยเมื่อคราวก่อน ข้าเห็นว่าเจ้ายังเข้าท่า เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหล่าซือจะเห็นเช่นเดียวกันหรือไม่"
เมื่อได้ยินชิงอวิ๋นเอ่ยถึง "หญิงสาวตัวน้อย" ด้วยท่าทางของคนแก่แดด ชายหนุ่มก็อดหัวเราะในใจไม่ได้
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งเข้าสู่ยามเย็น
"ต้องอดทนเข้าไว้ ท่านเซียนกำลังทดสอบเจ้า!" ชายหนุ่มให้กำลังใจตนเองพลางมองไปทางถ้ำทองมรกตด้วยความเคารพ
หน้าถ้ำทองมรกต
อี้ติ่งลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ส่ายศีรษะพลางทอดถอนใจ
"รักชีวิต จงอยู่ห่างจากการอดนอนเข้าไว้!"
เขาตัดสินใจละทิ้งปาจิ่วเสวียนกงไปเสีย
เมื่อคืนเขาขบคิดตลอดทั้งคืนแต่ก็ไม่พบแนวทางใด ยิ่งดึงดันต่อไป ก็มีแต่จะทำให้จิตใจปั่นป่วน
ถึงต้นไม้ต้นหนึ่งจะดีเพียงใด หากมันมิใช่ของเขา เขาก็ไม่ควรยึดติดจนต้องทิ้งป่าไปทั้งผืน
เขาจำต้องเลือกคัมภีร์ที่เหมาะสมกว่านี้ และไม่ด้อยไปกว่าปาจิ่วเสวียนกง
ขณะที่อี้ติ่งกำลังครุ่นคิด ชิงอวิ๋นก็ปราดเข้ามาพลางยิ้มกว้าง
"เหล่าซือ!"
อี้ติ่งเหลือบตามอง "เจ้าทำหน้ายิ้มแย้มเช่นนี้ คงฝึกวิชาหลบหนีน้ำไม่สำเร็จอีกล่ะสิ?"
"ไม่ใช่ ๆ ข้าฝึกสำเร็จแล้ว!" ชิงอวิ๋นรีบกล่าว
อี้ติ่งตอบด้วยเสียงราบเรียบ "เช่นนั้นก็ต้องเป็นเรื่องอื่น"
"เหล่าซือช่างเฉียบแหลม ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นจากสายตาท่านไปได้จริง ๆ"
"หืม?!"
"เหล่าซือ ท่านมิคิดบ้างหรือว่าภูเขาหยกขจีแห่งนี้กว้างใหญ่ มีเพียงเราสองคนอาศัยอยู่ ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวและน่าเบื่ออยู่บ้าง?"
อี้ติ่งจ้องมองชิงอวิ๋น
มีเจ้าตัวป่วนอยู่ที่นี่คนเดียว ข้าก็มีวิธีหาเรื่องสนุกได้เป็นร้อยเป็นพันแล้ว!
"พูดมาตรง ๆ"
"เหล่าซือ มีชายหนุ่มมาคารวะที่หน้าภูเขา เขาต้องการฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน"
"ฝากตัวเป็นศิษย์?" อี้ติ่งส่ายหน้าทันที "ไม่รับ!"
ด้วยระดับของเขาตอนนี้ จะไปรับศิษย์ได้อย่างไร? จะไม่พาคนอื่นตกต่ำไปด้วยหรือ?
ชิงอวิ๋นไม่คาดคิดว่าอี้ติ่งจะปฏิเสธทันทีโดยไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้ต่อรอง จึงทำได้แค่ตอบว่า "เช่นนั้นข้าจะไปแจ้งเขาให้กลับไป"
"เดี๋ยวก่อน!" อี้ติ่งเรียกเขาไว้
ชิงอวิ๋นหันกลับมาด้วยความประหลาดใจ เห็นอี้ติ่งมีสีหน้าครุ่นคิดราวกับลังเลใจอย่างมาก
และเขาก็มองไม่ผิด
อี้ติ่งกำลังสับสนยิ่งนัก
พอได้ยินคำว่า "ฝากตัวเป็นศิษย์" ภาพของหยางเจี่ยนศิษย์ชะตาฟ้าลิขิตก็พลันผุดขึ้นในหัว
แต่ในตำนาน หยางเจี่ยนนั้นถนัดปาจิ่วเสวียนกง หากเขาในฐานะซือจุนไม่รู้แม้แต่น้อย จะไปสอนลูกศิษย์ได้อย่างไร?
แต่ถ้าหยางเจี่ยนมาหาถึงที่แล้ว เขาจะไม่รับไว้ก็คงไม่ได้
"ชายผู้นั้นมีนามอะไร?"
"เอ่อ...ข้าลืมถาม!"
อี้ติ่งโบกมืออย่างหมดคำพูด "ช่างเถอะ ไหน ๆ เขาก็มาแล้ว พาเขาขึ้นมาให้ข้าดูหน้าเถิด"
"รับทราบ!" ชิงอวิ๋นตาเป็นประกายด้วยความดีใจ