- หน้าแรก
- ต้นกำเนิดผู้เล่น
- บทที่ 23 ยันต์
บทที่ 23 ยันต์
บทที่ 23 ยันต์
บทที่ 23 ยันต์
ในป่าเขานอกเมือง
บริเวณทุ่งร้างในป่าเขานี้มีผู้คนรวมตัวกันอยู่กว่าพันคน มีทั้งชายหญิงและเด็กชรา ในสายตาไม่เห็นอาคารอย่างบ้านไม้ สภาพความเป็นอยู่เรียกได้ว่าลำบากอย่างยิ่ง แต่เมื่อเทียบกับการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในเมืองหยางโจวแล้ว การรอดชีวิตมาได้ก็นับว่าน่าดีใจอย่างยิ่ง
ผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟางมีท่าทีเรียบเฉยอย่างมากต่อการมาถึงของใครบางคน ภารกิจหลักต้องการให้เอาชีวิตรอดเป็นเวลาสิบวัน แต่ไม่ได้จำกัดสถานที่ แม่ทัพหลิวที่อยู่ใกล้กับเทือกเขานี้ที่สุดเป็นญาติทางสายเลือดของท่านผู้เฒ่าหลิวในราชสำนัก เขาถูกทัพพันธมิตรทอดทิ้งในศึกเจียงเป่ย และสุดท้ายก็ยอมจำนนต่อกองทัพชิง
บัดนี้ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงกันอย่างลับๆ แม่ทัพหลิวทำเป็นมองไม่เห็นชาวเมืองในภูเขา เงื่อนไขคือหลังจากสิ้นสุดการสังหารหมู่แล้ว ชายฉกรรจ์ทุกคนต้องเข้าร่วมกองทัพ และพยายามชักชวนชายฉกรรจ์ที่รอดชีวิตในเมืองให้มากที่สุด
เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานการณ์ที่มั่นคงซึ่งหามาได้ยากนี้ ผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟางต้องจ่ายไปไม่น้อย การให้ที่พักพิงแก่ผู้รอดชีวิตยังสามารถเพิ่มคะแนนประเมินภารกิจได้เล็กน้อย
เจียงเหอพูดถึงจุดประสงค์ของเขา “ข้ามาหาชางซานฟู่เสวี่ย”
ผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟางขมวดคิ้ว พูดอย่างเด็ดขาด: “โม่เค่อ ทางลับเส้นนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคนนับพัน การที่เจ้ากลับไปก็คือการเพิ่มความเสี่ยง เมื่อเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของภารกิจหลัก ข้าไม่มีทางยอมอ่อนข้อเด็ดขาด”
“เรื่องของพวกท่านเอาไว้ก่อน ข้าได้กลิ่นของธุรกิจ”
ไม่ไกลนัก ชางซานฟู่เสวี่ยสวมที่ครอบหัวลายไพ่นกกระจอกหกแต้มเดินเข้ามา นางเชี่ยวชาญด้านยันต์ โดยปกติแล้วเมื่อมีคนมาเยี่ยมเยือนถึงที่ จุดประสงค์ก็ย่อมชัดเจนในตัวมันเอง หากทั้งสองคนสู้กันขึ้นมา ผลแพ้ชนะยังไม่ต้องพูดถึง ธุรกิจของนางต้องเจ๊งอย่างแน่นอน
เจียงเหอหันไปพูด: “ยันต์แบบที่เจ้าเคยให้ฉู่ฟู่เฉียงไป ข้าต้องการซื้อทั้งหมดที่มีอยู่”
ชางซานฟู่เสวี่ยกอดอก พูดอย่างอารมณ์ดี: “เจ้าหมายถึงยันต์เจดีย์กระดาษเหลืองสินะ สามารถป้องกันตัวเองได้ คุณภาพของแต่ละแผ่นอยู่ในระดับธรรมดา ต้องใช้เวลาและพลังงานของข้าอย่างมาก แผ่นละห้าสิบเหรียญในเกม ไม่ลดราคา อย่าคิดว่าแพงล่ะ รอให้ภารกิจจบแล้วเจ้าออกไปลองถามดู ข้าทำธุรกิจยุติธรรมที่สุดแล้ว”
เจียงเหอประเมินเหรียญในเกมของตัวเองแล้วถามว่า: “เจ้ามียันต์เจดีย์กระดาษเหลืองอีกกี่แผ่น”
ชางซานฟู่เสวี่ยชูสองนิ้ว “ยี่สิบ”
“เงินไม่พอ”
ชางซานฟู่เสวี่ย: “...”
น้องชาย ถ้าอย่างนั้นแล้วเจ้าจะมาพูดทำไมกัน
เจียงเหอหยิบกระจกแห่งชาดออกมา แล้วพูดว่า: “ข้าสามารถใช้ไอเทมระดับหายากแลกได้”
ชางซานฟู่เสวี่ยดูข้อมูลไอเทมแล้วก็ผิดหวัง: “มีเจ้านี่ ข้าไปซื้อกล้องรูเข็มสักคันรถยังจะดีกว่า เจ้ามาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือใช่ไหมล่ะ รบกวนขยันหน่อย ไปล่าสัตว์บนภูเขาเป็นไง”
เจียงเหอครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดว่า: “ยันต์ของเจ้าต้องใช้สัตว์ป่าเป็นวัตถุดิบ”
ชางซานฟู่เสวี่ยยักไหล่ ตอบว่า: “พูดให้ถูกคือหนังสัตว์ ในเมื่อพูดถึงการล่าสัตว์แล้ว เจ้าก็น่าจะเดาได้ว่าหนังสัตว์ธรรมดาใช้ไม่ได้ ระหว่างสัตว์ป่ากับปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้มีความแตกต่างกันที่พลังชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นตอนแลกเปลี่ยนอย่าเอาของมีตำหนิมาหลอกกันล่ะ หนังสัตว์ป่าสภาพสมบูรณ์สองผืนแลกยันต์เจดีย์กระดาษเหลืองหนึ่งแผ่น กระจกของเจ้าจำนำไว้ที่ข้า จ่ายของครบเมื่อไหร่ค่อยมาเอาคืน”
ผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟางพูดแทรกขึ้นมา: “ถ้าโม่เค่อตายในเมืองหยางโจว เจ้าจะขาดทุนย่อยยับเลยนะ เหรียญในเกมหนึ่งเหรียญแลกเงินจากสำนักระเบียบได้หนึ่งหมื่นหยวน ราคาในตลาดมืดก็ยังสูงกว่าอีกสองสามส่วน แถมยังไม่ค่อยมีคนแลกด้วย ตอนนี้ปล่อยเขาเข้าไป สำหรับเจ้าแล้วมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะไม่ได้ทุนคืน”
ชางซานฟู่เสวี่ยตกใจ “ท่านผู้อาวุโส ท่านอย่าล้อเล่นสิ ต่อให้เป็นหมู ถือยันต์เจดีย์ยี่สิบแผ่นก็หนีรอดได้สบายๆ”
“แต่ก็ห้ามคนที่จงใจไปหาที่ตายไม่ได้”
ผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟางหยิบคันเบ็ดออกมา มองไปยังใครบางคนอย่างเย็นชา “ตอนที่ข้ายังไม่แก่นักเคยเห็นมาแล้ว สายตาของคนที่หิวโหยจนอยากจะฆ่าคนก็เป็นแบบนี้แหละ”
เจียงเหอยกกระจกขึ้นมาส่องดูตัวเอง นอกจากเลนส์สุภาพบุรุษที่ใช้พรางตัวแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“วาจาปีศาจล่อลวงผู้คน”
ผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟาง: “...”
ดี ดีมาก (ปรบมือ)
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น การไม่เปิดเผยตำแหน่งของที่นี่คือเส้นตายของผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟาง ส่วนชางซานฟู่เสวี่ยก็กำลังลังเล ธุรกิจยันต์กระดาษเหลืองยี่สิบแผ่นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย นางยังไม่รวยถึงขั้นที่จะโยนเงินทิ้งเล่นได้
ครู่ต่อมา เจียงเหอก็เอ่ยปาก: “หลังจากข้าไปแล้ว จะไม่กลับเข้าเมืองโดยใช้ทางลับนี้อีก ส่วนการแลกเปลี่ยนยันต์ ขอเพิ่มราคาเป็นหนังสัตว์ป่าสองผืนครึ่งแลกยันต์หนึ่งแผ่น”
ชางซานฟู่เสวี่ยได้ยินดังนั้นก็โยนยันต์เจดีย์กระดาษเหลืองยี่สิบแผ่นออกมาทันที ผู้เฒ่าเสื้อกันฝนฟางจนปัญญา ทำได้เพียงเก็บคันเบ็ดแล้วหันหลังเดินจากไป เมื่อเสียเปรียบในสถานการณ์สองรุมหนึ่ง เขาก็ไม่ต้องการที่จะตัดสินแพ้ชนะโดยง่ายคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังยอมอ่อนข้อให้ก่อนแล้ว
เจียงเหอมอบกระจกแห่งชาดให้ ทั้งสองฝ่ายเพิ่มเพื่อนในเกมแห่งต้นกำเนิดให้กัน ฟังก์ชันนี้อยู่บนหน้าต่างสถานะ มีไว้เพื่อการติดต่อเท่านั้น
...
คืนวันที่ห้าหลังเมืองหยางโจวแตก
ภายใต้การสังหารหมู่อย่างเหี้ยมโหดของทหารชิง จำนวนผู้เสียชีวิตในท้องถิ่นทะลุเกินหนึ่งแสนคนไปนานแล้ว
เมื่อมองลงมาจากยอดเขา จะเห็นกระโจมทหารบนที่ราบเบื้องล่างทอดยาวไปสิบกว่าลี้ มีจำนวนคนกว่าหมื่นนายกระจายอยู่เต็มภูเขาทั้งลูก หลังจากรอคอยมานานถึงห้าวัน ทหารที่ยอมจำนนเหล่านี้ก็เริ่มกระสับกระส่าย การยกเลิกคำสั่งห้ามเข้าออก หมายความว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะสามารถเข้าไปในเมืองหยางโจวเพื่อปล้นสะดมได้อย่างเต็มที่
เจียงเหอถือคบไฟที่เพิ่งดับไปหลับตาลงเพื่อเตรียมใจ จากนั้นจึงถอดแว่นตาข้างเดียวออก แล้วใช้มันนาบลงบนใบหน้าของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงเนื้อไหม้ดังฉ่าขึ้นมาทันที พลังที่สูงถึง 8 แต้มแทบจะระเบิดออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ เกือบจะบีบด้ามไม้ของคบไฟในมือจนแหลกละเอียด
รอยไหม้บนผิวหนังเช่นนี้สามารถใช้ยาฟื้นฟูขนาดเล็กรักษาได้ แต่ความเจ็บปวดจากการถูกไฟเผานั้นเป็นของจริงและชัดเจน หน้าผากของใครบางคนปูดโปนด้วยเส้นเลือด ใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่ากลัวราวกับอสูร
“...จิตใจที่ทรหดอดทน...ให้ตายสิ...เจ็บชะมัด!”
รอบด้านไม่มีใคร เจียงเหออยากจะลงไปนอนดิ้นกับพื้น แต่ความเคยชินที่มีมานานทำให้เขายืนนิ่งยอมรับความเจ็บปวดแสบร้อนอย่างเงียบๆ ตั้งแต่เด็กเขารู้ดีว่าเพียงแค่แสดงความอ่อนแอออกมาแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็จะสูญเสียตึกเล็กๆ เรือหาปลา หรือแม้กระทั่งอิสรภาพของตัวเอง เนื้อชิ้นที่ไม่ทิ่มมือที่สุดมักจะกระตุ้นบาปดั้งเดิมได้ง่ายที่สุด แม้จะมองไปทั่วทุกที่ เรื่องราวการฮุบสมบัติของตระกูลที่ไร้ทายาทก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และโลกใต้ดินของเกาะอันผิงก็ยิ่งอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนทั่วไป
เป็นเวลาหนึ่งเค่อเต็มๆ (15 นาที) เจียงเหอถึงได้เริ่มก้าวเดินต่อ จุดคบไฟขึ้นใหม่ แล้วเดินตรงลงจากภูเขามายังค่ายทหาร
“ผู้มาจงหยุด!”
นายทหารที่เฝ้าประตูค่ายยกทวนยาวขึ้นแล้วตะโกนลั่น ทหารคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันระวังตัวขึ้นมาทันที
เจ้าคนที่เดินมานี้สวมชุดเกราะ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกไฟไหม้ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกโหดเหี้ยม ก่อนที่ทหารชิงจะเข้าด่าน การลักลอบครอบครองชุดเกราะในจงหยวนถือเป็นโทษประหารเทียบเท่ากับการก่อกบฏ
เจียงเหอหยิบป้ายทหารขึ้นมาอย่างใจเย็น แล้วพูดว่า: “ข้าคือหลี่ถงเฟิง รองแม่ทัพแห่งอู๋โจว ก่อนหน้านี้ประจำการอยู่ทางตะวันตกของเมืองหยางโจว แม่ทัพหลี่ถงเหยียนของพวกเจ้าคือพี่ใหญ่ของข้า รีบไปรายงาน”
นายทหารที่ประตูค่ายมีสีหน้าสงสัย หากเป็นน้องชายแท้ๆ ของท่านแม่ทัพจริง การมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ดูอย่างไรก็แปลกประหลาด
นายทหารเหลือบตามองทหารที่อยู่ข้างๆ คนหลังจึงรีบวิ่งเข้าไปในค่ายทหารทันที
ครึ่งเค่อต่อมา (7-8 นาที) นายพลผู้หนึ่งท่าทางองอาจสวมเกราะครึ่งท่อนเดินออกมา สองข้างมีทหารคนสนิทสิบกว่าคนตามมา
คิ้วของนายพลขมวดมุ่น ตะโกนว่า: “เจ้าคนชั่วช้ามาจากไหน เมื่อสามวันก่อนท่านแม่ทัพได้รับข่าวการตายของท่านนายพลหลี่แล้ว จับตัวมันไว้!”
ทหารคนสนิทสองนายก้าวเข้ามา ใครบางคนยกขาขึ้นเตะตรงๆ เตะคนหนึ่งกระเด็นไปหลายเมตร
“ให้ข้าไปพบพี่ใหญ่ของข้า”
น้ำเสียงของเจียงเหอเย็นชา ในใจสงบนิ่ง เขาแค่ต้องใช้ฐานะและป้ายทหารของหลี่ถงเฟิง การได้พบกับแม่ทัพหลี่ถงเหยียนแทบจะเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะนอกจากตัวแม่ทัพเองแล้ว คนอื่นไม่สามารถปฏิเสธตัวตนของเขาได้อย่างสิ้นเชิง ศพของหลี่ถงเฟิงถูกฝังอยู่ในกองศพทางตะวันตกของเมือง ศีรษะถูกทุบจนแหลกละเอียดไปแล้ว
นายทหารและพลทหารต่างเงียบกริบ แต่ก็กลับมายืนตัวตรง เก็บอาวุธของตน
“เจ้า...”
นายพลรู้สึกว่าเรื่องนี้จัดการได้ยาก เขามั่นใจเจ็ดส่วนว่าเจ้าหมอนี่เป็นตัวปลอม แต่ใช่หรือไม่ใช่ ตัวเขาตัดสินไม่ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร การขัดขวาง ณ ที่นี้จะสร้างหนามยอกอกในใจท่านแม่ทัพ เพราะยังหาศพของหลี่ถงเฟิงไม่พบ
และในสายตาของท่านแม่ทัพ เขากล้าขวางเจ้าหมอนี่ ก็ย่อมกล้าขวางหลี่ถงเฟิงตัวจริง คำตอบที่จะได้จากการไปรายงานที่กระโจมกลางนั้นไม่ต้องถามก็รู้
“หึ แกล้งทำเป็นปลอมแปลงรึ ข้าจะนำทางเจ้าไปตายเอง”
นายพลแค่นเสียงเย็นชา หากอีกฝ่ายถูกพิสูจน์ว่าเป็นตัวปลอม เขาก็จะต้องโดนลงโทษไปด้วย ดังนั้นอารมณ์จึงเสียอย่างยิ่ง
(จบตอน)