เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 [ฟรี]

บทที่ 37 [ฟรี]

บทที่ 37 [ฟรี]


“ช่าง...เป็นข้อเสนอที่กะทันหันอะไรอย่างนี้”

ฉันเกือบจะพูดติดอ่างออกมา

ข้อเสนอที่ไคเรนยื่นให้มันกะทันหันขนาดนั้น และเป็นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ

“เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเสนอแบบนี้?”

“ก็...เข้าใจคร่าวๆ น่ะครับ”

ฉันคิดว่าการที่ไคเรนจะกลืนกินตระกูลบัคเคนไฮม์นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ทางทหารของเขาที่ปรากฏในเนื้อเรื่องหลักของ [Revolution Empire] ละเอียดและโหดเหี้ยมเสียจนไม่มีนายพลคนใดในจักรวรรดิสามารถเลียนแบบได้

ทว่า มีอุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ขวางทางไคเรนอยู่ นั่นก็คือ…

“เพราะตัวท่านเอง...เป็นผู้ไม่ตื่นพลัง”

“ใช่ นั่นแหละคือเรื่องจริง”

พร้อมกับคำพูดนั้น ไคเรนก็เผยแขนขวาที่ซ่อนอยู่ใต้เครื่องแบบทหารออกมา

รอยแผลเป็นลักษณะคล้ายรูพรุนกระจายอยู่ทั่วแขนของเขา

นั่นคือร่องรอยของการผ่าตัดปลุกพลังเวท

“บัคเคนไฮม์เป็นตระกูลที่ถูกปกครองโดยจอมเวท ต่อให้ข้าควบคุมตระกูลได้สำเร็จ หากคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำหลักของตระกูลเป็นผู้ไม่ตื่นพลัง โครงสร้างอำนาจก็จะไม่มั่นคง”

ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลของตระกูลขุนนางเวทนั้นไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มอบให้แก่ผู้ที่นำพาตระกูล

ผู้ที่อ้างสิทธิ์ในตำแหน่งผู้นำต้องเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลนั้น

มันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้นสำหรับไคเรน ผู้ไม่ตื่นพลัง

“และเจ้าได้เอาชนะผู้สืบทอดของคาร์ลอส เดลลิงไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าทำข้อเสนอนี้”

“หากผมต้องเผชิญหน้ากับเดลลิงในการแข่งขันชิงตำแหน่ง การชนะก็เป็นเรื่องธรรมดา”

มันเป็นคำพูดที่ค่อนข้างหยิ่ง แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธมัน

ต่อให้เดลลิงกลับใจและเติบโตขึ้นอย่างเหมาะสม เขาก็จะอยู่ในระดับเดียวกับคาร์ลอสเท่านั้น และด้วยกลยุทธ์ในหัวของฉัน ฉันสามารถรับมือกับระดับนั้นได้สบาย

“ข้าจะใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อยึดครองตระกูล และเจ้าจะรับมือกับจอมเวทที่คุกคามข้า และ...”

“เมื่อถึงเวลาที่ท่านพลตรีปลดเกษียณ ผมก็จะได้เป็นหัวหน้าตระกูลบัคเคนไฮม์”

“นั่นแหละ”

ความลังเลของฉันเพิ่มขึ้น

โอกาสที่จะได้เป็นขุนนางที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ในนาม

ยิ่งไปกว่านั้น ในท้ายที่สุดฉันจะสามารถควบคุมบัคเคนไฮม์ ที่นั่งอันดับหนึ่งของขุนนางเวทได้ ดังนั้นในระยะยาวก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่เลย

พูดตามตรง มันเป็นข้อเสนอที่หวานล้ำเสียจนไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธ

ทว่า ฉันรู้ดี

ว่าชายที่ชื่อไคเรนคนนี้ไม่เคยทำข้อตกลงที่ตัวเองเสียเปรียบ

“หากผมยอมรับข้อเสนอนี้ วิธีการที่จะกลายเป็นทายาทของท่านพลตรีคือประเด็นสำคัญ”

“เจ้าไม่ต้องกังวล วิธีการก็คือ...”

“แต่งงานทางการเมืองกับคุณหนูแมรี่?”

ในเมื่อเราต่างฝ่ายต่างเปิดเผยเจตนาซ่อนเร้นกันไปแล้ว ฉันจึงไม่จำเป็นต้องเลือกถ้อยคำให้สวยงาม

เมื่อได้ยินคำพูดของฉัน ไคเรนก็พยักหน้าพลางยิ้มบางๆ

“แทนที่จะยกลูกสาวให้ใครสักคนที่ตระกูลเลือกให้ แบบนี้ยังดีกว่าเยอะ”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ด้วยบุคลิกของท่านพลตรี ผมนึกว่าท่านจะปล่อยให้คุณหนูเลือกตามใจตัวเองเสียอีก”

“‘อยู่กับใครก็ได้ตามที่ลูกต้องการ?’ ขอโทษที แต่ข้าไม่ใช่คนโง่ที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงขนาดนั้นหรอก”

น้ำเสียงของไคเรนเย็นเยียบขณะที่เขาพูดต่อ

“หากเจ้าปกป้องสิ่งสำคัญไม่ได้ในช่วงเวลาที่ควรจะปกป้อง ต่อให้รักกันแค่ไหน มันก็ไร้ความหมาย”

“……”

ในน้ำเสียงที่เฉียบคมนั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกประชดประชันตนเองเล็กน้อย

นิสัยของเขาที่หวงแหนแมรี่ยิ่งนัก กับภรรยาผู้ล่วงลับ

เมื่อรวมสองคีย์เวิร์ดนี้เข้าด้วยกัน ฉันก็สามารถคาดเดาเหตุผลได้ง่ายดาย

ตอนนี้ไคเรนกำลังพูดถึงตัวเขาเอง

“ตั้งแต่เราก้าวเข้าสู่การแข่งขันชิงตำแหน่ง ข้ากับแมรี่จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามไม่รู้จบ หากพลาดขึ้นมา เราอาจต้องเสียชีวิต หากถึงตอนนั้น...”

“ท่านอยากให้ผมปกป้องคุณหนูแมรี่แทนท่านสินะครับ ท่านพลตรี”

“ใช่ ถูกต้องแล้ว”

ฉันถอนหายใจออกมาโดยไม่อาจห้ามได้

รากฐานของความมุ่งมั่นที่จะกลืนกินตระกูลของเขา คือความปลอดภัยของแมรี่

และเหตุผลที่เสนอให้ฉันเป็นทายาทของตระกูลก็เพื่อปกป้องแมรี่เช่นกัน

‘นี่สินะ...ผลลัพธ์ของการที่พ่อคนหนึ่งกลายเป็นคนบิดเบี้ยวเมื่อมีคนคิดจะแย่งลูกสาวของเขาไป...’

หากฉันไม่ได้ให้ไอรีนเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ สายลับที่ปลอมตัวเป็นพวกปฏิวัติก็คงจับตัวแมรี่ไปแล้ว และเธอคงถูกฆ่าทิ้งในเหตุการณ์ที่ถูกปกปิดไว้ว่าเป็น ‘อุบัติเหตุบางอย่าง’

ไคเรนคงจะเริ่มพังทลายลงจากความสะเทือนใจนั้น และกลายเป็นวายร้ายที่ฉันรู้จักดี

‘วิญญาณพยาบาทแห่งกองทัพจักรวรรดิ’ ที่จะใช้แม้แต่ศาสตรชีวภาพและแก๊สพิษโดยไม่ลังเล

‘แต่ นี่ก็ยืนยันแล้วล่ะนะ’

ด้วยการรอดชีวิตของแมรี่ การพังทลายของไคเรนจึงไม่เกิดขึ้น

‘วิญญาณพยาบาทแห่งกองทัพจักรวรรดิ’ ที่หมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้นไม่เคยถือกำเนิดขึ้น

ตรงกันข้าม เขากลับหันคมดาบไปยังตระกูลที่ผลักเขาเข้าสู่สถานการณ์เสี่ยงตาย

หากนั่นหมายถึงการสามารถโจมตีขุนนางเวทและแย่งชิงตราเวทของพวกมันมาได้ ก็ถือเป็นข่าวดีในมุมมองของฉัน

‘หากการแต่งงานกับแมรี่เป็นเงื่อนไข มันก็เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งด้วย’

ทั้งในฐานะหลักฐานแห่งความไว้วางใจ และเป็นตัวประกันหากจำเป็น

“งั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ท่านควรเตรียมใจไว้ด้วย”

“เตรียมใจ?”

“ครับ”

เมื่อคิดจบ ฉันก็พูดกับไคเรนด้วยรอยยิ้ม

“หลังจากเข้าศึกษาในสถาบันการทหาร ผมก็มีแผนจะรีดหลายๆ อย่างออกจากคุณพ่อตาแล้วครับ”

“…พึ่ก ฮ่าๆๆ!”

เมื่อได้ยินคำพูดของฉัน ไคเรนก็หัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี

ฉันจึงตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของไคเรน

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตึก- ตึก-

มีชายคนหนึ่งกำลังเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยพรมแดง

ผู้บัญชาการหน่วยอัศวินรักษาพระองค์ อันเดร ลีออนฮาร์ท

เมื่ออัศวินชราผมขาวผู้นั้นเดินมาถึงปลายทางเดิน ทหารรักษาการณ์ที่เห็นเขาก็ทำความเคารพทันที

“ข้ามาขอเข้าเฝ้าใต้ฝ่าพระบาท ขอได้โปรดรายงานด้วย”

“แท้จริงแล้ว ใต้ฝ่าพระบาทได้ทรงมีพระบัญชาว่า หากท่านอันเดรมาถึงเมื่อใด ให้พาเข้าเฝ้าในทันที เชิญทางนี้ครับ”

“……”

อันเดรขมวดคิ้วกับคำพูดของทหารยาม แต่ก็พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร

เขามาเข้าเฝ้าจักรพรรดิอย่างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า แล้วทหารยามรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร?

ถึงแม้จะรับใช้จักรพรรดิมาหลายสิบปี ความรู้สึกไม่สบายแปลก ๆ ที่เขารู้สึกทุกครั้งเมื่อพบพระองค์ก็ไม่เคยรับมือได้ง่ายขึ้นเลย

แอ๊ด—

เมื่อประตูเปิดออก ก็เผยให้เห็นห้องนอนอันอบอุ่นพร้อมเตาผิง

“เจ้ามาแล้ว”

และที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนอน ชายชราผู้หนึ่งกำลังเขียนบางอย่างอยู่

ชายชราผู้มีสีหน้าเรียบสงบและขยับปากกาอยู่นั้น คือจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิคัลไฮราม

“อันเดร ลีออนฮาร์ท ขอถวายบังคมใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ชายชรา อันเดรรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที

“ไม่ต้องพิธีรีตองขนาดนั้น อันเดร ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเรา”

“นั่นจะเป็นการไม่เหมาะสม ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทคือเจ้าแห่งจักรวรรดิ”

“เฮ้อ เจ้าคนนี้นี่”

บทสนทนาเดิมที่ดำเนินมาเป็นสิบ ๆ ปี

จักรพรรดิซึ่งยิ้มอย่างอารมณ์ดีขณะมองดูอันเดร ค่อย ๆ เปิดปากพูด

“ข้าไม่รู้สึกตัวอยู่หลายวัน คงมีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น เจ้าบอกทีว่าเจ้าพวกกบฏเป็นอย่างไรบ้าง?”

เมื่อจักรพรรดิตรัสถาม อันเดรจึงเริ่มรายงานทันที

“เราจับกุมผู้บงการหลัก วาร์ค เออร์กอน และผู้บริหารอีกสามคนได้เป็น ๆ และพวกเขากำลังถูกสอบสวนอยู่ใต้ดิน”

“อืม…”

“หลังจากตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ดูเหมือนสาธารณรัฐจะเป็นฝ่ายสนับสนุนกระสุนและเสบียงแก่พวกกบฏ อย่างไรก็ตาม…”

“สาธารณรัฐคงไม่ยอมรับเรื่องนั้น พวกเขาคงอ้างว่าพวกกบฏแค่ขโมยเสบียงทหารไป”

“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ขณะรายงานต่อไป อันเดรได้สังเกตจักรพรรดิที่ยังคงรักษาสีหน้าอ่อนโยนไว้

‘หลังผ่านเหตุการณ์แบบนั้น… ทำไมพระองค์ถึงได้สงบได้ขนาดนี้?’

เวทของพวกกบฏได้เข้ามาใกล้ถึงขั้นเอื้อมมือถึง

มีรายงานว่าทรงหมดสติไปถึงสองวันเพราะผลกระทบของเวทนั้น

แต่ทั้งที่ผ่านเหตุการณ์แบบนั้น แทนที่จะกริ้วหรือหวาดกลัว กลับยังเขียนอะไรอยู่อย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

อันเดรไม่เคยเข้าใจการกระทำของจักรพรรดิเลยแม้แต่น้อย

‘นึกถึงงานศพครั้งนั้นก็เหมือนกัน’

งานนั้นเรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายของพวกกบฏอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น ขุนนางเวทที่รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัยยังปฏิเสธการคุ้มกันจากกองอัศวิน ยิ่งแสดงเจตนาชัดเจน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาเตือนไม่ให้เข้าร่วมงานหลายครั้ง แต่จักรพรรดิก็เสด็จไปยังห้องพิธีศพโดยไม่ขัดขืนเลย

เป็นการกระทำไม่ต่างจากการเดินเข้าไปยังปากกระบอกปืนของศัตรู

ถ้าเด็กที่ชื่อยูจินไม่เข้ามาแทรกแซง จักรพรรดิก็คงไม่อาจรอดมาได้แน่

‘ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ แบบนี้มันไม่ต่างจากการเดินไปหาความตาย…?’

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น

“ข้าได้ยินจากทหารยาม คนที่ช่วยชีวิตข้าไว้คือเด็กหนุ่มจากตระกูลบัคเคนไฮม์ใช่ไหม?”

เมื่อจักรพรรดิตรัสเรียก อันเดรจึงได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

“บางที เจ้าอาจจะรู้จักชื่อของเด็กคนนั้นหรือไม่?”

เป็นคำถามที่คาดไม่ถึงอย่างมาก

น้อยครั้งนักที่จักรพรรดิจะทรงแสดงความสนใจในผู้อื่น

“ยูจิน นามของเขาคือ ยูจิน ลอเรนซ์”

“ยูจิน… ยูจิน…”

เมื่ออันเดรตอบอย่างไม่ลังเล จักรพรรดิก็ทวนชื่อนั้นเบา ๆ

พระพักตร์ไม่ต่างจากปกติเลย

อย่างไรก็ตาม การกระทำต่อมาของจักรพรรดิทำให้อันเดรถึงกับตกตะลึง

ตุ้บ—

“?!”

จักรพรรดิวางปากกาลงและปิดหนังสือที่กำลังเขียนอยู่

‘ทรงปิด… หนังสือเล่มนั้น?’

หนังสือเล่มนั้นยังเปิดอยู่แม้ยามลงนามขจัดศัตรูการเมือง หรือแม้ยามลงนามในสงครามกับเวสเทรน

แม้เมื่อมีการเปิดเผยว่ามกุฎราชกุมาร เฮย์เลน ถูกวางยาพิษจนตาย หรือเมื่อมีข่าวว่าองค์จักรพรรดินีลำดับแรก เซซิล ได้แขวนคอตัวเอง… จักรพรรดิก็ยังคงเขียนหนังสือเล่มนั้นต่อไป

แต่ครั้งนี้ทรงปิดมันลง

ปิดทั้งที่หมึกยังไม่แห้งจนหน้าที่เขียนเลอะไปหมด

“ไม่น่าเชื่อว่าเปลวไฟที่ควรจะแผดเผาจักรวรรดิ กลับมาปกป้องข้าไว้”

“…พ่ะย่ะค่ะ?”

แผดเผาจักรวรรดิ? เด็กคนนั้นน่ะหรือ?

ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงคำพูดที่เข้าใจไม่ได้เหล่านี้

“อัศวินอันเดร”

จักรพรรดิซึ่งวางปากกาลง เรียกอันเดรด้วยน้ำเสียงชัดเจนยิ่งกว่าเคย

เมื่อถอดแว่นออกและลุกขึ้นจากที่นั่ง จักรพรรดิก็แผ่รังสีอำนาจที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“พ่ะย่ะค่ะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

“รถไฟหุ้มเกราะของตระกูลบัคเคนไฮม์ ออกเดินทางจากเมืองหลวงไปแล้วหรือยัง?”

“ยังพ่ะย่ะค่ะ รถไฟทุกขบวนที่จอดในเมืองหลวงยังอยู่ในสถานะรอคำสั่ง”

ไม่มีใครสามารถออกจากเมืองหลวงได้จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น

เป็นคำสั่งที่อันเดรเป็นผู้สั่งการด้วยตนเอง

“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้น เด็กคนนั้นที่ชื่อยูจิน… จงเรียกเขามายังพระราชวัง”

“…!”

เรียกคนนอกเข้ามายังพระราชวัง?

และเป็นคำสั่งตรงจากจักรพรรดิ?

แม้จะตกตะลึงในใจ แต่อันเดรก็ไม่แสดงความสงสัยต่อพระราชดำรัส

เพราะคำสั่งโดยตรงจากจักรพรรดิ

แม้แต่การตั้งข้อสงสัยก็ถือเป็นการไม่จงรักภักดี

“รับพระบัญชา ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

ไม่มีการคัดค้าน

เมื่อยืนขึ้นจากตำแหน่ง อันเดรรีบออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังสถานีส่วนกลางของเมืองหลวงที่รถไฟหุ้มเกราะจอดอยู่

‘นี่ไม่เหมือนเมื่อก่อน’

ระหว่างที่ขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังสถานี อันเดรคิด

‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่เคยเก็บตัวเงียบมานาน กลับลุกขึ้นเองและเรียกคนอื่นเข้าพระราชวัง…’

เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดหลายสิบปีที่รับใช้จักรพรรดิ

ขณะคิดเช่นนั้น รถที่บรรทุกอันเดรก็เริ่มเร่งความเร็วตรงไปยังสถานีส่วนกลางของเมืองหลวง

“รีบหน่อย”

“ขอรับ ๆ!”

หลังจากเร่งคนขับ อันเดรก็เอนตัวพิงเบาะหลัง

มีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นในจักรวรรดิที่กำลังหายใจไม่ออกแห่งนี้…

จบบทที่ บทที่ 37 [ฟรี]

คัดลอกลิงก์แล้ว