- หน้าแรก
- พวกแกก็ปฏิวัติกันไปเองสิ
- บทที่ 37 [ฟรี]
บทที่ 37 [ฟรี]
บทที่ 37 [ฟรี]
“ช่าง...เป็นข้อเสนอที่กะทันหันอะไรอย่างนี้”
ฉันเกือบจะพูดติดอ่างออกมา
ข้อเสนอที่ไคเรนยื่นให้มันกะทันหันขนาดนั้น และเป็นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ
“เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเสนอแบบนี้?”
“ก็...เข้าใจคร่าวๆ น่ะครับ”
ฉันคิดว่าการที่ไคเรนจะกลืนกินตระกูลบัคเคนไฮม์นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ทางทหารของเขาที่ปรากฏในเนื้อเรื่องหลักของ [Revolution Empire] ละเอียดและโหดเหี้ยมเสียจนไม่มีนายพลคนใดในจักรวรรดิสามารถเลียนแบบได้
ทว่า มีอุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ขวางทางไคเรนอยู่ นั่นก็คือ…
“เพราะตัวท่านเอง...เป็นผู้ไม่ตื่นพลัง”
“ใช่ นั่นแหละคือเรื่องจริง”
พร้อมกับคำพูดนั้น ไคเรนก็เผยแขนขวาที่ซ่อนอยู่ใต้เครื่องแบบทหารออกมา
รอยแผลเป็นลักษณะคล้ายรูพรุนกระจายอยู่ทั่วแขนของเขา
นั่นคือร่องรอยของการผ่าตัดปลุกพลังเวท
“บัคเคนไฮม์เป็นตระกูลที่ถูกปกครองโดยจอมเวท ต่อให้ข้าควบคุมตระกูลได้สำเร็จ หากคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำหลักของตระกูลเป็นผู้ไม่ตื่นพลัง โครงสร้างอำนาจก็จะไม่มั่นคง”
ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลของตระกูลขุนนางเวทนั้นไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มอบให้แก่ผู้ที่นำพาตระกูล
ผู้ที่อ้างสิทธิ์ในตำแหน่งผู้นำต้องเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลนั้น
มันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้นสำหรับไคเรน ผู้ไม่ตื่นพลัง
“และเจ้าได้เอาชนะผู้สืบทอดของคาร์ลอส เดลลิงไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าทำข้อเสนอนี้”
“หากผมต้องเผชิญหน้ากับเดลลิงในการแข่งขันชิงตำแหน่ง การชนะก็เป็นเรื่องธรรมดา”
มันเป็นคำพูดที่ค่อนข้างหยิ่ง แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธมัน
ต่อให้เดลลิงกลับใจและเติบโตขึ้นอย่างเหมาะสม เขาก็จะอยู่ในระดับเดียวกับคาร์ลอสเท่านั้น และด้วยกลยุทธ์ในหัวของฉัน ฉันสามารถรับมือกับระดับนั้นได้สบาย
“ข้าจะใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อยึดครองตระกูล และเจ้าจะรับมือกับจอมเวทที่คุกคามข้า และ...”
“เมื่อถึงเวลาที่ท่านพลตรีปลดเกษียณ ผมก็จะได้เป็นหัวหน้าตระกูลบัคเคนไฮม์”
“นั่นแหละ”
ความลังเลของฉันเพิ่มขึ้น
โอกาสที่จะได้เป็นขุนนางที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ในนาม
ยิ่งไปกว่านั้น ในท้ายที่สุดฉันจะสามารถควบคุมบัคเคนไฮม์ ที่นั่งอันดับหนึ่งของขุนนางเวทได้ ดังนั้นในระยะยาวก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่เลย
พูดตามตรง มันเป็นข้อเสนอที่หวานล้ำเสียจนไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธ
ทว่า ฉันรู้ดี
ว่าชายที่ชื่อไคเรนคนนี้ไม่เคยทำข้อตกลงที่ตัวเองเสียเปรียบ
“หากผมยอมรับข้อเสนอนี้ วิธีการที่จะกลายเป็นทายาทของท่านพลตรีคือประเด็นสำคัญ”
“เจ้าไม่ต้องกังวล วิธีการก็คือ...”
“แต่งงานทางการเมืองกับคุณหนูแมรี่?”
ในเมื่อเราต่างฝ่ายต่างเปิดเผยเจตนาซ่อนเร้นกันไปแล้ว ฉันจึงไม่จำเป็นต้องเลือกถ้อยคำให้สวยงาม
เมื่อได้ยินคำพูดของฉัน ไคเรนก็พยักหน้าพลางยิ้มบางๆ
“แทนที่จะยกลูกสาวให้ใครสักคนที่ตระกูลเลือกให้ แบบนี้ยังดีกว่าเยอะ”
“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ด้วยบุคลิกของท่านพลตรี ผมนึกว่าท่านจะปล่อยให้คุณหนูเลือกตามใจตัวเองเสียอีก”
“‘อยู่กับใครก็ได้ตามที่ลูกต้องการ?’ ขอโทษที แต่ข้าไม่ใช่คนโง่ที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงขนาดนั้นหรอก”
น้ำเสียงของไคเรนเย็นเยียบขณะที่เขาพูดต่อ
“หากเจ้าปกป้องสิ่งสำคัญไม่ได้ในช่วงเวลาที่ควรจะปกป้อง ต่อให้รักกันแค่ไหน มันก็ไร้ความหมาย”
“……”
ในน้ำเสียงที่เฉียบคมนั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกประชดประชันตนเองเล็กน้อย
นิสัยของเขาที่หวงแหนแมรี่ยิ่งนัก กับภรรยาผู้ล่วงลับ
เมื่อรวมสองคีย์เวิร์ดนี้เข้าด้วยกัน ฉันก็สามารถคาดเดาเหตุผลได้ง่ายดาย
ตอนนี้ไคเรนกำลังพูดถึงตัวเขาเอง
“ตั้งแต่เราก้าวเข้าสู่การแข่งขันชิงตำแหน่ง ข้ากับแมรี่จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามไม่รู้จบ หากพลาดขึ้นมา เราอาจต้องเสียชีวิต หากถึงตอนนั้น...”
“ท่านอยากให้ผมปกป้องคุณหนูแมรี่แทนท่านสินะครับ ท่านพลตรี”
“ใช่ ถูกต้องแล้ว”
ฉันถอนหายใจออกมาโดยไม่อาจห้ามได้
รากฐานของความมุ่งมั่นที่จะกลืนกินตระกูลของเขา คือความปลอดภัยของแมรี่
และเหตุผลที่เสนอให้ฉันเป็นทายาทของตระกูลก็เพื่อปกป้องแมรี่เช่นกัน
‘นี่สินะ...ผลลัพธ์ของการที่พ่อคนหนึ่งกลายเป็นคนบิดเบี้ยวเมื่อมีคนคิดจะแย่งลูกสาวของเขาไป...’
หากฉันไม่ได้ให้ไอรีนเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ สายลับที่ปลอมตัวเป็นพวกปฏิวัติก็คงจับตัวแมรี่ไปแล้ว และเธอคงถูกฆ่าทิ้งในเหตุการณ์ที่ถูกปกปิดไว้ว่าเป็น ‘อุบัติเหตุบางอย่าง’
ไคเรนคงจะเริ่มพังทลายลงจากความสะเทือนใจนั้น และกลายเป็นวายร้ายที่ฉันรู้จักดี
‘วิญญาณพยาบาทแห่งกองทัพจักรวรรดิ’ ที่จะใช้แม้แต่ศาสตรชีวภาพและแก๊สพิษโดยไม่ลังเล
‘แต่ นี่ก็ยืนยันแล้วล่ะนะ’
ด้วยการรอดชีวิตของแมรี่ การพังทลายของไคเรนจึงไม่เกิดขึ้น
‘วิญญาณพยาบาทแห่งกองทัพจักรวรรดิ’ ที่หมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้นไม่เคยถือกำเนิดขึ้น
ตรงกันข้าม เขากลับหันคมดาบไปยังตระกูลที่ผลักเขาเข้าสู่สถานการณ์เสี่ยงตาย
หากนั่นหมายถึงการสามารถโจมตีขุนนางเวทและแย่งชิงตราเวทของพวกมันมาได้ ก็ถือเป็นข่าวดีในมุมมองของฉัน
‘หากการแต่งงานกับแมรี่เป็นเงื่อนไข มันก็เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งด้วย’
ทั้งในฐานะหลักฐานแห่งความไว้วางใจ และเป็นตัวประกันหากจำเป็น
“งั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ท่านควรเตรียมใจไว้ด้วย”
“เตรียมใจ?”
“ครับ”
เมื่อคิดจบ ฉันก็พูดกับไคเรนด้วยรอยยิ้ม
“หลังจากเข้าศึกษาในสถาบันการทหาร ผมก็มีแผนจะรีดหลายๆ อย่างออกจากคุณพ่อตาแล้วครับ”
“…พึ่ก ฮ่าๆๆ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉัน ไคเรนก็หัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี
ฉันจึงตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของไคเรน
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตึก- ตึก-
มีชายคนหนึ่งกำลังเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยพรมแดง
ผู้บัญชาการหน่วยอัศวินรักษาพระองค์ อันเดร ลีออนฮาร์ท
เมื่ออัศวินชราผมขาวผู้นั้นเดินมาถึงปลายทางเดิน ทหารรักษาการณ์ที่เห็นเขาก็ทำความเคารพทันที
“ข้ามาขอเข้าเฝ้าใต้ฝ่าพระบาท ขอได้โปรดรายงานด้วย”
“แท้จริงแล้ว ใต้ฝ่าพระบาทได้ทรงมีพระบัญชาว่า หากท่านอันเดรมาถึงเมื่อใด ให้พาเข้าเฝ้าในทันที เชิญทางนี้ครับ”
“……”
อันเดรขมวดคิ้วกับคำพูดของทหารยาม แต่ก็พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
เขามาเข้าเฝ้าจักรพรรดิอย่างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า แล้วทหารยามรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร?
ถึงแม้จะรับใช้จักรพรรดิมาหลายสิบปี ความรู้สึกไม่สบายแปลก ๆ ที่เขารู้สึกทุกครั้งเมื่อพบพระองค์ก็ไม่เคยรับมือได้ง่ายขึ้นเลย
แอ๊ด—
เมื่อประตูเปิดออก ก็เผยให้เห็นห้องนอนอันอบอุ่นพร้อมเตาผิง
“เจ้ามาแล้ว”
และที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนอน ชายชราผู้หนึ่งกำลังเขียนบางอย่างอยู่
ชายชราผู้มีสีหน้าเรียบสงบและขยับปากกาอยู่นั้น คือจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิคัลไฮราม
“อันเดร ลีออนฮาร์ท ขอถวายบังคมใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ชายชรา อันเดรรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที
“ไม่ต้องพิธีรีตองขนาดนั้น อันเดร ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเรา”
“นั่นจะเป็นการไม่เหมาะสม ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทคือเจ้าแห่งจักรวรรดิ”
“เฮ้อ เจ้าคนนี้นี่”
บทสนทนาเดิมที่ดำเนินมาเป็นสิบ ๆ ปี
จักรพรรดิซึ่งยิ้มอย่างอารมณ์ดีขณะมองดูอันเดร ค่อย ๆ เปิดปากพูด
“ข้าไม่รู้สึกตัวอยู่หลายวัน คงมีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น เจ้าบอกทีว่าเจ้าพวกกบฏเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อจักรพรรดิตรัสถาม อันเดรจึงเริ่มรายงานทันที
“เราจับกุมผู้บงการหลัก วาร์ค เออร์กอน และผู้บริหารอีกสามคนได้เป็น ๆ และพวกเขากำลังถูกสอบสวนอยู่ใต้ดิน”
“อืม…”
“หลังจากตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ดูเหมือนสาธารณรัฐจะเป็นฝ่ายสนับสนุนกระสุนและเสบียงแก่พวกกบฏ อย่างไรก็ตาม…”
“สาธารณรัฐคงไม่ยอมรับเรื่องนั้น พวกเขาคงอ้างว่าพวกกบฏแค่ขโมยเสบียงทหารไป”
“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะรายงานต่อไป อันเดรได้สังเกตจักรพรรดิที่ยังคงรักษาสีหน้าอ่อนโยนไว้
‘หลังผ่านเหตุการณ์แบบนั้น… ทำไมพระองค์ถึงได้สงบได้ขนาดนี้?’
เวทของพวกกบฏได้เข้ามาใกล้ถึงขั้นเอื้อมมือถึง
มีรายงานว่าทรงหมดสติไปถึงสองวันเพราะผลกระทบของเวทนั้น
แต่ทั้งที่ผ่านเหตุการณ์แบบนั้น แทนที่จะกริ้วหรือหวาดกลัว กลับยังเขียนอะไรอยู่อย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น?
อันเดรไม่เคยเข้าใจการกระทำของจักรพรรดิเลยแม้แต่น้อย
‘นึกถึงงานศพครั้งนั้นก็เหมือนกัน’
งานนั้นเรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายของพวกกบฏอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ขุนนางเวทที่รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัยยังปฏิเสธการคุ้มกันจากกองอัศวิน ยิ่งแสดงเจตนาชัดเจน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาเตือนไม่ให้เข้าร่วมงานหลายครั้ง แต่จักรพรรดิก็เสด็จไปยังห้องพิธีศพโดยไม่ขัดขืนเลย
เป็นการกระทำไม่ต่างจากการเดินเข้าไปยังปากกระบอกปืนของศัตรู
ถ้าเด็กที่ชื่อยูจินไม่เข้ามาแทรกแซง จักรพรรดิก็คงไม่อาจรอดมาได้แน่
‘ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ แบบนี้มันไม่ต่างจากการเดินไปหาความตาย…?’
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น
“ข้าได้ยินจากทหารยาม คนที่ช่วยชีวิตข้าไว้คือเด็กหนุ่มจากตระกูลบัคเคนไฮม์ใช่ไหม?”
เมื่อจักรพรรดิตรัสเรียก อันเดรจึงได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”
“บางที เจ้าอาจจะรู้จักชื่อของเด็กคนนั้นหรือไม่?”
เป็นคำถามที่คาดไม่ถึงอย่างมาก
น้อยครั้งนักที่จักรพรรดิจะทรงแสดงความสนใจในผู้อื่น
“ยูจิน นามของเขาคือ ยูจิน ลอเรนซ์”
“ยูจิน… ยูจิน…”
เมื่ออันเดรตอบอย่างไม่ลังเล จักรพรรดิก็ทวนชื่อนั้นเบา ๆ
พระพักตร์ไม่ต่างจากปกติเลย
อย่างไรก็ตาม การกระทำต่อมาของจักรพรรดิทำให้อันเดรถึงกับตกตะลึง
ตุ้บ—
“?!”
จักรพรรดิวางปากกาลงและปิดหนังสือที่กำลังเขียนอยู่
‘ทรงปิด… หนังสือเล่มนั้น?’
หนังสือเล่มนั้นยังเปิดอยู่แม้ยามลงนามขจัดศัตรูการเมือง หรือแม้ยามลงนามในสงครามกับเวสเทรน
แม้เมื่อมีการเปิดเผยว่ามกุฎราชกุมาร เฮย์เลน ถูกวางยาพิษจนตาย หรือเมื่อมีข่าวว่าองค์จักรพรรดินีลำดับแรก เซซิล ได้แขวนคอตัวเอง… จักรพรรดิก็ยังคงเขียนหนังสือเล่มนั้นต่อไป
แต่ครั้งนี้ทรงปิดมันลง
ปิดทั้งที่หมึกยังไม่แห้งจนหน้าที่เขียนเลอะไปหมด
“ไม่น่าเชื่อว่าเปลวไฟที่ควรจะแผดเผาจักรวรรดิ กลับมาปกป้องข้าไว้”
“…พ่ะย่ะค่ะ?”
แผดเผาจักรวรรดิ? เด็กคนนั้นน่ะหรือ?
ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงคำพูดที่เข้าใจไม่ได้เหล่านี้
“อัศวินอันเดร”
จักรพรรดิซึ่งวางปากกาลง เรียกอันเดรด้วยน้ำเสียงชัดเจนยิ่งกว่าเคย
เมื่อถอดแว่นออกและลุกขึ้นจากที่นั่ง จักรพรรดิก็แผ่รังสีอำนาจที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“พ่ะย่ะค่ะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”
“รถไฟหุ้มเกราะของตระกูลบัคเคนไฮม์ ออกเดินทางจากเมืองหลวงไปแล้วหรือยัง?”
“ยังพ่ะย่ะค่ะ รถไฟทุกขบวนที่จอดในเมืองหลวงยังอยู่ในสถานะรอคำสั่ง”
ไม่มีใครสามารถออกจากเมืองหลวงได้จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น
เป็นคำสั่งที่อันเดรเป็นผู้สั่งการด้วยตนเอง
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้น เด็กคนนั้นที่ชื่อยูจิน… จงเรียกเขามายังพระราชวัง”
“…!”
เรียกคนนอกเข้ามายังพระราชวัง?
และเป็นคำสั่งตรงจากจักรพรรดิ?
แม้จะตกตะลึงในใจ แต่อันเดรก็ไม่แสดงความสงสัยต่อพระราชดำรัส
เพราะคำสั่งโดยตรงจากจักรพรรดิ
แม้แต่การตั้งข้อสงสัยก็ถือเป็นการไม่จงรักภักดี
“รับพระบัญชา ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”
ไม่มีการคัดค้าน
เมื่อยืนขึ้นจากตำแหน่ง อันเดรรีบออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังสถานีส่วนกลางของเมืองหลวงที่รถไฟหุ้มเกราะจอดอยู่
‘นี่ไม่เหมือนเมื่อก่อน’
ระหว่างที่ขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังสถานี อันเดรคิด
‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่เคยเก็บตัวเงียบมานาน กลับลุกขึ้นเองและเรียกคนอื่นเข้าพระราชวัง…’
เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดหลายสิบปีที่รับใช้จักรพรรดิ
ขณะคิดเช่นนั้น รถที่บรรทุกอันเดรก็เริ่มเร่งความเร็วตรงไปยังสถานีส่วนกลางของเมืองหลวง
“รีบหน่อย”
“ขอรับ ๆ!”
หลังจากเร่งคนขับ อันเดรก็เอนตัวพิงเบาะหลัง
มีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นในจักรวรรดิที่กำลังหายใจไม่ออกแห่งนี้…