- หน้าแรก
- พวกแกก็ปฏิวัติกันไปเองสิ
- บทที่ 24 [ฟรี]
บทที่ 24 [ฟรี]
บทที่ 24 [ฟรี]
โลกของ [Revolution Empire] เป็นบ่อโคลนขนาดยักษ์
ถ้าจะให้ไล่เหตุผลทั้งหมดออกมา ก็คงกินพื้นที่กระดาษต้นฉบับมากกว่า 100 หน้า หน้าละ 200 ตัวอักษร
แต่ถ้าให้เลือกเหตุผลสำคัญที่สุดเพียงข้อเดียวจากทั้งหมดนั้น ทุกคนคงจะชี้ไปยังสิ่งมีอยู่นี้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง
‘รอยแยกครั้งใหญ่’
หลุมดำที่ทำให้แผ่นดินของทวีปนี้ปนเปื้อน และพ่นสัตว์ประหลาดออกมาหลายสิบล้านตัว
มันปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในระหว่างสงครามอันแสนสาหัสนั้น
ศพหลายแสนจากสงครามหลอมรวมกันกลายเป็นทรงกลมสีดำขนาดมหึมา และทรงกลมนั้นก็ทำลายระบบเดิมทั้งหมดของทวีปนี้
ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกปกคลุมด้วยเมือกจากสัตว์ประหลาด และสัตว์ประหลาดที่ไหลลงทะเลก็จมเรือประมงกับเรือขนส่งสินค้าทั้งหมด
พวกเขาสูญเสียทั้งเส้นทางบนบกและทางทะเล ทรัพยากรนับไม่ถ้วน รวมถึงชีวิตมากมาย
แต่ถึงอย่างนั้น มนุษย์บนทวีปนี้ก็ยังเลือกทำสงครามอีกครั้ง
‘คัลไฮรามเป็นฝ่ายเริ่มก่อน! ความโลภของจักรวรรดิทำให้เกิดรอยแยกครั้งใหญ่!’
‘ดูอาวุธชีวภาพอันโหดเหี้ยมที่เวสเทรนใช้สิ! ดูสิว่าพวกเขาฆ่าพลเมืองจักรวรรดิมากแค่ไหน! รอยแยกครั้งใหญ่มาจากความแค้นเหล่านั้น!’
รางรถไฟที่ควรเป็นเส้นเลือดใหญ่ของมนุษยชาติ กลับกลายเป็นสนามรบของรถไฟหุ้มเกราะติดปืนใหญ่
เรือเหาะที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าก็มุ่งหน้าไปยังสนามรบแทนค่ายผู้ลี้ภัย และโปรยระเบิดแทนที่จะเป็นเสบียงช่วยเหลือ
สงครามระหว่างจักรวรรดิกับสาธารณรัฐยังคงดำเนินต่อไป
ทั้งที่ดินแดนของสัตว์ประหลาดกำลังขยายตัวขึ้นทุกวินาที
นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันเรียกโลกของเกมนี้ว่าเป็นบ่อโคลน
“ว้าว……”
“……”
ไอรีนที่จับมือฉันอยู่ เปล่งเสียงออกมาอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นคฤหาสน์เบื้องหน้าของเรา
ฉันเองก็รู้สึกคล้ายกันเมื่อมองดูวิวเดียวกัน
เมื่อกี้ฉันพูดถึงอะไรไปนะ?
การรุกรานของสัตว์ประหลาด? สงครามที่ยังไม่จบ? บ่อโคลน?
ไม่เลย ดูเหมือนสิ่งเหล่านั้นจะไม่มีอยู่จริง
คฤหาสน์ของไคเรนในเขตแดนออร์แลนด์หรูหราขนาดที่ทำให้ฉันคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นแค่ภาพลวงตา
‘ฉันคิดว่าคฤหาสน์ของเอลซิดอร์ดูหรูแล้วนะ แต่นี่มัน……’
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนัก
เอลซิดอร์ไม่ใช่ตระกูลที่มีประวัติยาวนาน และลูพีออนซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลก็ไม่ได้สนใจความหรูหราเป็นพิเศษ
คฤหาสน์ของเขาออกจะคล้ายป้อมปราการมากกว่า และทรัพย์สมบัติจำนวนมากของเขาถูกใช้ไปกับการดูแลป้อมปราการและห้องทดลองที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
‘แล้วไคเรนกับทหารของเขาก็ไม่เจอห้องใต้ดินนั้น’
เมื่อนึกถึงโครงสร้างของคฤหาสน์เอลซิดอร์ในเกม ดวงตาฉันก็สว่างวาบ
นั่นหมายความว่าตอนนี้ฉันคือคนเดียวที่รู้เรื่องห้องทดลองใต้ดินของลูพีออน
วันหนึ่ง ห้องทดลองนั้นจะได้ถูกนำมาใช้งานแน่นอน
“ดูท่าจะตกใจมากเลยนะ”
ฉันไม่คิดจะตอบ
แค่หันไปมองไคเรนที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยสายตาแปลกๆ
ดูเหมือนเขาจะรู้สึกกระอักกระอ่วนจากสายตาของฉัน ไคเรนเลยไหล่ตกพร้อมแสดงสีหน้าลำบากใจ
“น่าเสียดายนะ แต่นี่ไม่ใช่บ้านของข้า เป็นคฤหาสน์ของตระกูล”
ของลูกชายคนที่สาม
ถ้าคฤหาสน์ของคนที่แพ้การสืบทอดตระกูลยังหรูหราขนาดนี้ งั้นตัวดยุกบัคเคนไฮม์เองจะอาศัยอยู่ในที่แบบไหนกัน?
หรือไม่ก็ ตระกูลบัคเคนไฮม์จะมีคฤหาสน์ขนาดนี้กี่หลังกันแน่?
เมื่อเปรียบเทียบกับภาพของสลัมแล้ว ความเหลื่อมล้ำก็ชัดเจนขึ้นมาทันที
“ขอต้อนรับกลับขอรับ ท่านไคเรน”
ในระหว่างนั้น สุภาพบุรุษสูงวัยในชุดสูทเรียบกริบเดินเข้ามาและโค้งคำนับอย่างสุภาพ
“ไม่เจอกันนานเลยนะ วอลเตอร์”
“ผ่านมาได้ครึ่งปีแล้วตั้งแต่ท่านถูกส่งไปแนวหน้าตะวันออก อาหารเย็นเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญด้านในขอรับ”
วอลเตอร์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม แล้วสายตาก็เลื่อนมาที่ฉันกับไอรีน
“แต่ว่าเด็กพวกนี้………”
ด้วยสายตาที่ดูแฝงความสงสัยเล็กน้อย ไอรีนจึงหลบไปอยู่ข้างหลังฉัน
“เป็นเด็กที่ข้าเก็บมาจากสนามรบ ข้ากำลังคิดจะรับเลี้ยงดูพวกเขา”
“……”
สมาชิกตระกูลดยุกรับเด็กกำพร้าจากสงครามมาเลี้ยง
ถ้าเป็นขุนนางทั่วไปคงจะเป็นลมไปแล้ว แต่พ่อบ้านวอลเตอร์กลับไม่แสดงท่าทีแปลกใจเลย
“ท่านไคเรน เช่นนั้นคนเหล่านี้………”
เขาเพียงแค่พูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล
พอฉันเริ่มสังเกตความลังเลนั้น—
“ท่านพ่อ! ท่านกลับมาแล้ว!”
“แมรี่!”
เด็กหญิงผมทองสดใสคนหนึ่งวิ่งออกมาจากข้างหลังวอลเตอร์
พอเห็นว่าใบหน้าของไคเรนสว่างวาบขึ้นทันที ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นลูกสาวของเขา
“วันนี้จะอยู่บ้านเหรอ? จะอยู่กี่วัน? จะเล่าเรื่องสนุกให้ฟังมั้ย?”
“ฮะฮะฮะ แน่นอนสิ! ไปข้างในกันเถอะ พ่อจะเล่าให้ฟังว่าพ่อรบกล้าหาญแค่ไหน!”
“เย่—!”
ทั้งสองคนสวมกอดกันด้วยรอยยิ้มสดใส และพ่อบ้านก็ยืนมองพวกเขาด้วยแววตาอบอุ่น
มันเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวขุนนางทั่วไป
“แต่ว่าท่านพ่อ พวกเขาเป็นใครเหรอ?”
“อ่า”
บางทีอาจเป็นเพราะเธอไม่ได้เจอเด็กวัยเดียวกันมานาน
เมื่อแมรี่ถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไคเรนก็หัวเราะเบาๆ และแนะนำฉันกับเธอ
“ทักทายสิ นี่คือยูจินกับไอรีน พวกเขาอาจจะกลายมาเป็นพี่น้องของลูกก็ได้นะ”
“พี่น้องเหรอ?”
การยืนแข็งๆ อยู่นี่คงไม่มีประโยชน์อะไร
ฉันก้มศีรษะอย่างสุภาพเหมือนที่ควรทำกับขุนนางคนหนึ่ง
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหนู ข้าชื่อยูจิน ได้มีโอกาสมาเยือนดินแดนแห่งนี้ด้วยความกรุณาของพลตรีไคเรน”
“อะ… ข้าชื่อไอรีน……”
ไอรีนที่หลบอยู่หลังฉัน ดูเหมือนจะจับบรรยากาศได้ และก็พยายามทำตามมารยาทด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ
“อืม……”
หลังจากได้ยินคำแนะนำตัวของฉัน แมรี่ก็หรี่ตามองหน้าฉันเขม็ง
ดูจากรูปร่างแล้ว เธอน่าจะอายุประมาณแปดขวบ
เราอาจจะอายุเท่ากันก็ได้ แต่บรรยากาศที่กระตือรือร้นแบบเฉพาะตัวของเธอทำให้ดูเด็กกว่า
“ดี ผ่าน!”
“?”
ผ่าน?
พูดเรื่องอะไรของเธอ?
“อย่าไปใส่ใจเลย เธอเป็นแบบนี้ทุกทีเวลาที่เห็นเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน”
“?”
ไคเรนที่อุ้มแมรี่ขึ้นมาแล้วส่ายหัวเบาๆ หันสายตามาทางฉัน
ตามทิศที่เขาพยักหน้าไป ฉันเห็นพ่อบ้านวอลเตอร์โค้งศีรษะลงช้าๆ ขณะมองฉัน
“ขอต้อนรับสู่ดินแดนเอลรอนด์ เชิญทางนี้ขอรับ”
**ก่อนหน้านี้ทางต้นฉบับใช้ชื่อดินแดนออร์แลนด์ (올란드) ตอนนี้กลายเป็นดินแดนเอลรอนด์ (엘론드) ทางผู้เขียนอาจจะพิมพ์ผิดครับ เลยขอใช้ตามต้นฉบับไปก่อน
เมื่อพูดเช่นนั้น พ่อบ้านก็พาฉันไปยังเรือนรับรองที่ตั้งอยู่ด้านหนึ่งของคฤหาสน์
เหมือนว่ามีคนแจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว เพราะในห้องมีชาอุ่นๆ และของว่างเตรียมไว้เรียบร้อย
‘เขาคงจะต้องการพูดคุยรายละเอียดผ่านทางพ่อบ้านสินะ?’
ฉันพอจะเดาออก
น่าจะหมายความว่า ฟังเงื่อนไขของข้อตกลงก่อน ถ้าตกลงก็อยู่ต่อ ถ้าไม่ตกลงก็ออกไป
ฉันรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ที่พวกเขาวางเส้นแบ่งไว้อย่างชัดเจน
ถ้าพวกเขาทำเป็นใจดี บอกว่าจากนี้พวกเราเป็นครอบครัวกันแล้วล่ะก็ ฉันคงโยนข้อตกลงทิ้งไปพร้อมทุกอย่างนานแล้ว
“คุกกี้! ยูจิน! ข้ากินได้ไหม?”
“น่าจะได้ แต่อย่าส่งเสียงดังล่ะ”
“โอเค!”
นี่คือทั้งหมดที่เธอเห็นในสถานการณ์นี้งั้นเหรอ?
เมื่อฉันลูบหัวเธอเบาๆ ไอรีนก็พุ่งเข้าใส่คุกกี้พร้อมรอยยิ้มสดใส
“ท่านคือยูจิน ลอเรนซ์ ใช่ไหมขอรับ?”
“ใช่ครับ”
วอลเตอร์ที่มองฉันกับไอรีนสลับไปมา กล่าวขณะนั่งลงที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามฉัน
เขาไม่ได้นับรวมไอรีนในฐานะส่วนหนึ่งของการเจรจาสินะ?
ฉันเหลือบมองไอรีนเผื่อไว้ ก็เห็นว่าเธอยิ้มกว้างพร้อมปากที่เต็มไปด้วยคุกกี้
เธอคงหมายความว่า เธอจะตามฉันไม่ว่าอย่างไร
ไหล่ของฉันรู้สึกหนักขึ้นอีกครั้ง
“กระผมได้ยินจากท่านไคเรนแล้ว ว่าท่านปลุกพลังเวทได้ในวัยนี้ และข้ามเส้นแห่งความตายมา… พวกเรากำลังจะได้รับใช้นายท่านผู้น่าทึ่งทีเดียว”
“กรุณาอย่าพูดแบบยกย่องเลยครับ ผมยังไม่ได้ตกลงอะไรทั้งนั้น”
“ฮะๆๆ ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็เป็นแขกของท่านไคเรน ในฐานะพ่อบ้าน กระผมไม่อาจพูดอย่างไม่สุภาพได้”
วอลเตอร์ที่ปฏิเสธคำแนะนำของฉัน ดูเหมือนจะเลือกถ้อยคำอยู่ครู่หนึ่ง
การพูดคุยเรื่องทั่วไปจบลงแล้ว และตอนนี้ถึงเวลาของเรื่องสำคัญ
“ก่อนหน้านี้ ท่านได้ทักทายคุณหนูแมรี่ใช่ไหมขอรับ?”
ชื่อแมรี่ ลูกสาวของไคเรนก็ถูกเอ่ยขึ้น
“เธอเป็นเด็กที่ฉลาด สดใส และถูกตรวจพบความสามารถด้านพลังเวทได้ตั้งแต่อายุแปดขวบ”
“……”
“ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังฝันอยากเป็นนายทหารเหมือนท่านไคเรน ซึ่งในฐานะพ่อบ้าน กระผมรู้สึกภูมิใจมากขอรับ”
แม้จะดูเหมือนเป็นการพูดคุยทั่วไป แต่ฉันก็สามารถรวบรวมข้อมูลได้มากมาย
เธออายุน้อยกว่าฉันสองปี
เป็นผู้มีความสามารถด้านพลังเวท
และความฝันในอนาคตก็คือการเป็นทหาร
‘ฉันพอจะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร’
ฉันก็พอจะเข้าใจเจตนาของไคเรนแล้ว
ฉันยังเดาออกว่าเหตุใดเขาจึงพูดออกมาตรงๆ ไม่ได้
“แต่น่าเสียดายนะขอรับ ท่านไคเรน……”
“ไม่อยากส่งลูกสาวตัวเองไปแนวรบใช่ไหม?”
ฉันจึงตัดบทพูดอ้อมค้อมของพ่อบ้านแล้วกล่าวออกมา
“แต่ในเมื่อคุณหนูได้แสดงความสามารถด้านพลังเวทแล้ว เธอย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารได้ ใช่ไหมครับ?”
“……ไม่ผิดเลยขอรับ”
จักรวรรดิเป็นประเทศที่อยู่ในสงคราม เป็นประเทศที่มีการเกณฑ์ทหาร และแม้แต่ขุนนางก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลบัคเคนไฮม์คือขุนนางเวทแห่งจักรวรรดิที่มีภารกิจในการปราบสัตว์ประหลาดเป็นอันดับหนึ่ง
ถ้าแมรี่ปลุกพลังเวทได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ส่งเธอเข้ากองทัพ
แต่ก็มีความจริงอย่างหนึ่งที่ใช้ได้ทั้งในจักรวรรดิคัลไฮรามและเกาหลีใต้ในศตวรรษที่ 21 — ถ้าเลี่ยงเกณฑ์ทหารได้ ก็เลี่ยงไว้ก่อน
นั่นคือเหตุผลที่ไคเรนยื่นข้อเสนอนี้ผ่านพ่อบ้าน
“คุณต้องการให้ผมลงทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมของพลตรีไคเรน และรับผิดชอบ ‘หน้าที่ทางทหาร’ แทนคุณหนู ใช่ไหมครับ?”
พูดอีกอย่างก็คือ ‘ช่วยเข้ารับราชการแทนลูกสาวของข้าที’
“ฮูว……”
ลมหายใจลึกๆ พวยพุ่งออกมาจากในอก
อา การหนีเกณฑ์ทหาร ธรรมเนียมอันลึกซึ้งและเก่าแก่
เมื่อเห็นสีหน้าฉันที่เริ่มเปลี่ยนไปในทันที พ่อบ้านวอลเตอร์ก็กระแอมเบาๆ
“โดยส่วนตัว… กระผมไม่คิดว่าเป็นข้อตกลงที่แย่เลยนะขอรับ”
เมื่อสังเกตเห็นปฏิกิริยาของฉัน พ่อบ้านวอลเตอร์กล่าวเพิ่มเติม
“ถ้าท่านรับข้อเสนอ ยูจิน ท่านจะกลายเป็นบุตรบุญธรรมของท่านไคเรนทันที กลายเป็นขุนนางเวทของจักรวรรดิ”
“……”
“อีกอย่าง เราไม่ได้ส่งท่านไปแนวหน้าในฐานะทหารธรรมดา ที่นี่… พวกเราเตรียมจดหมายแนะนำสำหรับสถาบันการทหารของจักรวรรดิไว้แล้วขอรับ”
เมื่อพูดเช่นนั้น วอลเตอร์ก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ฉัน
การคัดเลือกนักเรียนเตรียมทหารของสถาบันการทหารเยาวชนแห่งจักรวรรดิจะมีขึ้นในอีกสองปี
และในรายชื่อคำแนะนำที่เตรียมไว้สำหรับบุตรขุนนาง ก็ยังมีที่ว่างอยู่อีกหนึ่งตำแหน่ง
‘แน่นอน มันไม่ใช่ข้อตกลงที่แย่เลย’
ฐานะขุนนาง
จดหมายแนะนำเข้าสถาบันการทหารของจักรวรรดิ
และการสนับสนุนทางการเงินจากตระกูลดยุกบัคเคนไฮม์ที่ตามมาด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาถึงการพัฒนาเวทมนตร์และตราเวทที่สามารถบรรลุได้ผ่านทางนี้… ก็พูดได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่น
‘ถ้าฉันต้องการสร้างความแข็งแกร่งโดยไม่เข้าร่วมกองปฏิวัติ ฉันก็ต้องเข้ารับราชการทหารอยู่ดี’
ในจักรวรรดิ มีเพียงขุนนางและทหารเท่านั้นที่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการครอบครองและพัฒนาตราเวท
ถ้าฉันไปแอบฝึกเวทอยู่ลำพังที่ชนบท ก็มีแต่จะถูกชาวบ้านแจ้งความและถูกส่งตรงไปยังค่ายกักกันทางเหนือ
ถ้าอย่างนั้น การเป็นตัวแทนเกณฑ์เพียงครั้งเดียวแล้วได้รับสถานะนายทหารก็คุ้มกว่ามาก
“กระผมเข้าใจความลังเลของท่านขอรับ เพราะยังไงท่านก็ต้องไปแนวหน้าและเสี่ยงชีวิต”
ขณะที่ฉันกำลังคิดแบบนั้น วอลเตอร์ที่เข้าใจว่าฉันกำลังลังเลก็เปิดปากพูดพลางถอนหายใจเบาๆ
“เราไม่บังคับท่าน เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านไคเรนกำชับให้กระผมพูดด้วย ถ้าท่านไม่สนใจ เราจะเตรียมรถไฟให้……”
“ไม่ครับ”
แต่ฉันก็พูดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ
เงื่อนไขเหล่านี้ดีกว่าที่ฉันเคยมีกับเอลซิดอร์เสียอีก
มันเป็นโอกาสที่สำคัญเกินกว่าจะปล่อยผ่านไป
“ผมจะทำครับ อย่างไรก็ตาม……”
แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่า…
“ผมขอเจรจาเงื่อนไขบางอย่าง”
ฉันจะไม่ตอบตกลงโดยง่ายดายหรอกนะ