- หน้าแรก
- พวกแกก็ปฏิวัติกันไปเองสิ
- บทที่ 22 [ฟรี]
บทที่ 22 [ฟรี]
บทที่ 22 [ฟรี]
ควันบุหรี่ที่รุนแรงซึมเข้าสู่ร่างกายอายุสิบขวบ
แม้ลำคอจะไหม้และหัวจะหมุน แต่ฉันก็ยังเพลิดเพลินกับความรู้สึกนี้
“ฟู่ว……”
บุหรี่ที่ฉันสูบครั้งแรกในรอบสิบปีนับตั้งแต่เกิดใหม่
ฉันค่อย ๆ ลิ้มรสความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่นั้น พลางมองชายในเครื่องแบบทหารที่นั่งอยู่ตรงข้าม
ไคเรน บัคเคนไฮม์
บุคคลหนึ่งในฝ่ายขององค์ชายรัชทายาทลำดับสอง ผู้มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์สูงสุด เป็นที่รู้จักในนามแม่ทัพใหญ่คนสุดท้ายของจักรวรรดิที่หยุดกองทัพปฏิวัติไว้ได้ในบทสุดท้าย
ปรมาจารย์แห่งสงครามป้องกัน ผู้ที่สามารถกวาดล้างกองทัพปฏิวัติเพียงลำพังด้วยกลยุทธ์ แม้จะถูกโค่นโดยเหล่าหัวหน้าตระกูลใหญ่และขุนนางเวทขั้นสูงทั้งหมด
NPC ที่ควรจะปรากฏในบทสุดท้าย กำลังจ้องมองฉันด้วยสายตาที่สนอกสนใจอย่างมาก
‘ฉันดันไปพัวพันกับเรื่องเลวร้ายเข้าแล้ว’
บุคคลสำคัญทั้งหมดของตระกูลเอลซิดอร์ตายไปในการต่อสู้กับกองทัพปฏิวัติ
สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงผู้บริหารระดับสูงและอัศวินในกองพลเวทเท่านั้น
ตอนที่ก่อเรื่อง ฉันคิดว่าน่าจะรับมือได้ถ้ามีแค่นั้น แต่ใครจะไปคิดว่าจะมาเจอคนคนนี้ในจังหวะแบบนี้
ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนเลย
“นั่น… เป็นเรื่องจริงหรือ”
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่สำคัญอยู่ดี ยังไงผมก็เป็นคนเดียวที่ให้การได้อย่างถูกต้อง”
ท้ายที่สุด ฉันก็เลิกเสแสร้งว่าเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์แล้วเผยทุกอย่างออกมา
‘จะเล่นเกมจิตวิทยาอีกก็ได้… แต่มันอันตรายเกินไป’
เหตุผลที่ฉันหลอกแม็กซิมิเลียนได้ ก็เพราะเขาเชื่อฉัน
เหตุผลที่ฉันควบคุมลูพีออนได้ ก็เพราะเขาดูแคลนฉัน
แต่ตอนนี้ ฉันก็แค่เด็กข้างถนน เด็กคนหนึ่ง และเป็นคนที่มีตราแห่งการควบคุมอยู่
ฝั่งหนึ่งมีความสงสาร ฝั่งหนึ่งมีความประมาท
แต่ไม่เหมือนกับสองคนนั้น ไคเรนไม่ทั้งสงสารและไม่ประมาทฉัน
สิทธิพิเศษของเขาถูกกลั่นกรองผ่านสนามรบนับไม่ถ้วนที่เขาเคยประสบด้วยตนเอง
ความระแวดระวังที่ตั้งข้อสงสัยกับทุกสิ่งไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีรูปลักษณ์หรือภูมิหลังอย่างไร
และสถานการณ์เฉพาะที่รอดชีวิตจากคฤหาสน์ที่กลายเป็นทะเลเลือดมาเพียงคนเดียว
สถานการณ์ไม่เอื้อให้ใช้เกมจิตวิทยาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ได้เลย
“แม็กซิมิเลียนฆ่าเอลซิดอร์ และทั้งฝ่ายกองทัพปฏิวัติกับฝ่ายเอลซิดอร์ก็แทบถูกกวาดล้างหมด ผมฆ่าแม็กซิมิเลียนตอนที่เขาบาดเจ็บสาหัส แล้วเอาตราเวทของเขามา”
หลังจากพูดแบบนั้น ฉันก็เลิกแขนเสื้อขึ้นให้เห็นตราเวทที่ฝังอยู่ในแขน
“ฮึ่ม…!”
ไคเรนร้องออกมาเมื่อเห็น ‘ปีกสีชาด’ ที่เปล่งแสงสีแดง
“แล้วเด็กที่อยู่ข้าง ๆ นั่นล่ะ?”
“เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดา ผมช่วยเธอออกมาจากคุกใต้ดิน”
อย่างไรก็ตาม แม้จะเปิดเผยไพ่ของตัวเอง ฉันก็ยังปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับไอรีนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
เธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฝังแก่นของสัตว์ประหลาดแทนวงจรเวท และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการกินมนุษย์
ถ้ามีใครรู้ว่าเธอเป็นคนสังหารคนในคฤหาสน์ทั้งหมด ท่าทีของไคเรนอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น ฉันเป็นคนสั่งเรื่องนั้นเอง
ถ้าถูกจับได้ ก็หมายถึงเราทั้งสองคนต้องตาย นั่นแหละที่ฉันหมายถึง
“เรายืนยันศพของเคานต์เอลซิดอร์ที่อยู่กลางคฤหาสน์แล้ว”
ดูเหมือนจะพอใจมากกับคำให้การอันลื่นไหลของฉัน ไคเรนจึงถามต่อด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
“ได้ยินว่าแขนขวาของเขาซึ่งควรจะมีตราเวทอยู่นั้นถูกฉีกขาดไปโดยสมบูรณ์ พอจะรู้ไหมว่ามันอยู่ไหน?”
“รู้สิ เพราะผมเป็นคนซ่อนไว้เอง”
“เจ้าซ่อนไว้? ตราเวทของขุนนางเวทน่ะเหรอ?”
“ใช่”
“ทำไมล่ะ?”
ฉันว่าพลางเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วมองไปที่พลตรีไคเรนก่อนจะเอ่ยปาก
“เพราะผมอยากจะทำข้อตกลงกับใครสักคนจากจักรวรรดิที่มาหา”
“… ฮึ ข้อตกลงงั้นเหรอ”
ได้ยินคำพูดของฉัน ไคเรนหรี่ตาลง
เขาอาจคิดว่ามันไม่คุ้มแม้แต่จะหัวเราะ เด็กสิบขวบมาพูดเรื่องการต่อรองกับผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิ
แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะปฏิเสธ
‘เขาจะต้องทนความอยากรู้ไม่ได้แน่’
ฉันหลอกทั้งกองทัพปฏิวัติและฝ่ายของเอลซิดอร์ ฆ่าผู้นำกองทัพปฏิวัติ และช่วงชิงตราเวทของเขามา
ไม่เหมือนเมื่อก่อน ฉันไม่ใช่แค่เด็กธรรมดาอีกต่อไป
เหมือนกับว่าการคาดการณ์ของฉันจะถูกต้อง ไคเรนจึงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงให้พูดต่อ
‘ตอนนี้แหละ ของจริงเริ่มแล้ว’
ฉันกระแอมเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เอ่ยปาก
“ผมจะมอบความดีความชอบจากการฆ่าแม็กซิมิเลียนและตราเวทของเอลซิดอร์ให้ท่านพลตรี”
และเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไคเรนก็จ้องฉันด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“ท่านพลตรีปราบกองพลเวทของเอลซิดอร์และเก็บกวาดคฤหาสน์นี้ได้ทันที ด้วยคำให้การจากผมซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ท่านจะอ้างความดีความชอบได้อย่างง่ายดาย”
“ก็จริงอยู่ แต่…”
แม้ไคเรนจะพยักหน้า แต่ก็ดูคล้ายว่ายังสงสัยอยู่
“ทำไมถึงเสนอแบบนั้น? เจ้าก็แค่ไปรายงานที่เมืองหลวงจักรวรรดิในนามตัวเองก็ได้ไม่ใช่หรือ”
“ราชวงศ์จะเชื่อคำพูดของเด็กอย่างผมหรือ?”
“ถ้าแสดงตราเวทนั่น พวกเขาต้องเชื่อแน่ ถ้าจำเป็น ข้าก็สามารถยื่นรายงานในนามตัวเองได้ด้วยซ้ำ”
“ผมขอบคุณในข้อเสนอนะครับ แต่แบบนั้นใช้ไม่ได้”
ฉันส่ายหน้าตอบคำพูดของเคเรน
“ผมก็แค่เด็กที่ไม่มีใครหนุนหลัง ถ้าคนอย่างผมพยายามจะอ้างความดีความชอบ… ผมไม่คิดว่าตระกูลเอลซิดอร์จะปล่อยผมไว้เฉย ๆ หรอก”
“โอ้โฮ”
แม้เคานต์เอลซิดอร์จะตายไปแล้ว อิทธิพลของเขายังอยู่
ทั้งสายรองของตระกูลเอลซิดอร์ ตระกูลสาขา และขุนนางที่มีความเกี่ยวข้องอีกมากมาย
ถ้าฉันพยายามจะต่อรองด้วยตราเวทของเอลซิดอร์ พวกเขาไม่มีทางอยู่เฉย
ยิ่งไปกว่านั้น…
“แล้วถ้าเจ้าไปรายงานที่เมืองหลวงจักรวรรดิ เจ้าก็จะสูญเสีย ‘ปีกสีชาด’ ที่ฝังอยู่ในแขนขวาด้วย ถูกไหมล่ะ”
“……”
เหตุผลข้อที่สอง และเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด ออกมาจากปากของไคเรน
‘ปีกสีชาด’ เป็นหนึ่งในห้าตราเวทที่ถูกเก็บไว้ใต้พระราชวัง และเป็นตราเวทที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกมัน
โดยปกติ คนอย่างฉันไม่ควรจะครอบครองมันได้ และก็ไม่ควรจะมีมันด้วยซ้ำ
“เจ้าจะยกความดีความชอบจากการฆ่าแม็กซิมิเลียนและตราเวทของเอลซิดอร์ให้ข้า เพื่อแลกกับการปิดปากเรื่องของเจ้าเอง?”
ฉันพยักหน้าและเสริมคำอธิบาย
“ผู้นำของกองทัพปฏิวัติ แม็กซิมิเลียน ถูกจัดให้เป็นเป้าหมายของจักรวรรดิ และมีค่าหัวจำนวนมหาศาล ใครที่ฆ่าเขาได้จะได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิทันทีครับ”
“ก็จริงอยู่”
“และยิ่งไปกว่านั้น ท่านจะได้ตราเวทของลูพีออนมาด้วย ท่านน่าจะต่อรองกับฝ่ายเอลซิดอร์ได้ราคาดีทีเดียว”
“ถ้าเป็นตราเวทของลูพีออนล่ะก็ พวกนั้นต้องดิ้นรนหาทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงแน่นอน”
โอกาสที่ทำให้ขุนนางคนไหนก็ต้องตาลุก
แต่ปฏิกิริยาของไคเรนต่อคำพูดของฉันกลับเย็นชา
“แต่ทุกอย่างที่เจ้าพูดมาจนถึงตอนนี้ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อรองได้เลย”
สิ่งที่ออกมาจากปากเขาคือการปฏิเสธอย่างเย็นชา
สายตาของไคเรนเย็นเยียบขณะมองฉัน
“รู้ไหมว่าทำไม?”
“……”
จะไม่รู้ได้ยังไง
“เพราะท่านสามารถแย่งเอาทุกอย่างที่ผมพูดมาได้เลย”
เมื่อฉันตอบออกไป ไคเรนจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
น่าหงุดหงิด แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้
เขาคือผู้บัญชาการกองพลที่ 72 แห่งจักรวรรดิ
ตราเวทที่ซ่อนอยู่สามารถค้นหาได้จากการตรวจค้นคฤหาสน์ และความดีความชอบจากการฆ่าแม็กซิมิเลียนก็สามารถยึดมาได้ด้วยการทรมานฉัน
ความต่างอย่างท่วมท้นของพลัง
ฉันไม่มีสิ่งใดที่ใช้ข่มขู่เขาได้ และเขาก็สามารถแย่งของที่เป็นของฉันได้ทุกเมื่อ
‘การเจรจาเริ่มล้มเหลวแล้วสินะ’
ถ้าเขาจะมาไม้แข็งแบบนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องลังเลอีกต่อไป
ฉันเริ่มปล่อยพลังเวทไหลเข้าสู่ตราเวทอย่างช้า ๆ
“ถ้าท่านคิดจะทำอย่างนั้น ผมจะทำลายสิ่งที่มี ถ้าผมทำให้ตราเวทคลั่งขึ้นมาที่นี่…”
แต่ในตอนนั้นเอง
“คุก ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า–!”
“…?”
บรรยากาศเย็นเยียบที่ไคเรนรักษาไว้ตลอดนั้นพลันเปลี่ยนไปในทันที
“ผิดแล้ว”
ดวงตาเจ้าเล่ห์ที่เหมือนพร้อมจะใช้ทุกกลอุบายหายไป กลายเป็นไคเรนที่หัวเราะออกมาอย่างขบขันราวกับว่าเรื่องนี้มันตลกมาก
ผิด?
อะไร?
“เหตุผลที่เงื่อนไขของเจ้าใช้ไม่ได้ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก”
ในขณะที่ฉันยืนนิ่งอึ้ง ไคเรนก็เอนพิงเก้าอี้และพูดด้วยเสียงที่สบายขึ้นมาก
“เหตุผลจริง ๆ คือ ข้าไม่มีความตั้งใจจะรับมันเลยต่างหาก”
อะไรนะ?
ไม่รับ?
ความดีความชอบจากการฆ่าผู้นำกองทัพปฏิวัติ กับตราเวทของเอลซิดอร์ จะปล่อยทิ้งไปเฉย ๆ งั้นเหรอ?
“ข้าตั้งใจจะเกษียณเร็ว ๆ นี้แล้ว”
“…ว่าไงนะครับ?”
จะเกษียณ?
คนที่ต่อมาในอนาคตจะกลายเป็นจอมทัพสูงสุดของจักรวรรดิ?
หัวฉันเริ่มสับสนไปหมด
เขาดูเหมือนคนละคนกับไคเรนที่ฉันรู้จักจากในเกมเลย
“ข้าเป็นพลตรี การที่มาถึงตำแหน่งนี้ได้ก็แปลว่าข้าได้ทำทุกอย่างที่ควรทำในฐานะทหารแล้ว”
“……”
“ถึงข้าจะรับข้อเสนอของเจ้าแล้วไต่เต้าไปสูงกว่านี้ สุดท้ายก็มีแต่เรื่องการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้วุ่นวาย สู้กลับไปดูความป่วนของลูกสาวในอาณาเขตตัวเองยังจะดีกว่า”
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ไคเรนพูดต่อมานั้นยิ่งเหนือความคาดหมายเข้าไปอีก
“แถมข้ายังไม่ชอบสถานการณ์ที่เราหมกมุ่นอยู่กับการจัดการกองทัพปฏิวัติ จนละเลยศัตรูหลักอย่างพวกสัตว์ประหลาดกับเวสเทรนอีกด้วย”
ไม่ชอบไล่ล่ากองทัพปฏิวัติ?
ไคเรนน่ะเหรอ?
ราวกับสังเกตเห็นสายตาตกใจของฉัน ไคเรนยักไหล่แล้วพูด
“ตกใจล่ะสิ ที่ได้ยินพลตรีของกองทัพจักรวรรดิพูดแบบนี้?”
“…ครับ ตกใจ”
“มันช่วยไม่ได้ การลุกฮือของกองทัพปฏิวัติน่ะ เป็นผลกรรมของจักรวรรดิ”
เมื่อพูดจบ ไคเรนก็ควักบุหรี่ออกจากกระเป๋า
“พวกขุนนางเวทที่นำพาเราสู่ชัยชนะในสงครามกับสัตว์ประหลาด กลับกลายมาเป็นพลังใหม่ของจักรวรรดิ กองพลเวทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของขุนนางเวทคุกคามอำนาจของกองทัพจักรวรรดิ และราชวงศ์ก็กลายเป็นแค่หุ่นเชิดที่ทำอะไรไม่ได้เลย”
“……”
“เมื่ออำนาจของราชวงศ์อ่อนแอลง การควบคุมดูแลขุนนางเวทก็เบาลง ขุนนางเวทที่ได้อำนาจก็เริ่มกัดกินจักรวรรดิ มันน่าหัวเราะสิ้นดีที่ตระกูลแต่ละตระกูลมีอัศวินของตัวเองทั้งที่ประเทศนี้ปกครองโดยจักรพรรดิ”
ราวกับว่าเป็นความคิดที่เขาเก็บไว้มาเนิ่นนาน ไคเรนจึงวิจารณ์จักรวรรดิอย่างดุเดือด
“สุดท้ายแล้ว คนที่ลำบากที่สุดคือประชาชนทั่วไปของจักรวรรดิ พวกเขาจะอยู่เฉยได้ยังไงเมื่อประเทศไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง?”
“……”
“การลุกฮือของกองทัพปฏิวัติน่ะ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราหยุดมันไม่ได้ และก็ไม่มีข้ออ้างอะไรที่จะไปหยุดมันด้วยซ้ำ”
นี่เป็นสิ่งที่ควรออกมาจากปากของผู้บัญชาการกองพลจักรวรรดิจริง ๆ เหรอ?
ถ้าคนอื่นได้ยิน อาจจับเขาข้อหากบฏแทนแม็กซิมิเลียนด้วยซ้ำ
“จะว่าไงดี… ท่านค่อนข้างแสบใช่เล่นเลยนะครับ”
เมื่อฉันพึมพำออกมาด้วยความงุนงง ไคเรนก็ยิ้มมุมปากเหมือนเข้าใจดี
“ก็ตลกดีใช่ไหมล่ะ ขุนนางเวทมาปกป้องกองทัพปฏิวัติ”
“ไม่ครับ ผมไม่ได้หมายความว่า—”
“หืม?”
เมื่อไคเรนมองฉันพลางจุดบุหรี่ ฉันก็ส่ายหน้าเหมือนไม่มีอะไร
เหตุผลที่ฉันรู้สึกว่าไคเรนไม่เหมือนที่คิดไว้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
‘นี่คือ… ไคเรน บัคเคนไฮม์ จริงเหรอ?’
ไคเรนในเนื้อเรื่องต้นฉบับคือคนที่มุ่งมั่นจะฆ่ากองทัพปฏิวัติให้ได้
[แม้แต่ในความตาย ข้าก็จะสาปแช่งพวกเจ้า… ข้าจะล่าแล้วฆ่าล้างพวกเจ้าทุกคน!]
[จนกว่าจะฆ่าพวกกองทัพปฏิวัติให้หมด ข้า… ข้า…!]
วางยาพิษในแหล่งน้ำ ล่อสัตว์ประหลาดไปยังค่าย จับตัวเพื่อนร่วมทีมของพระเอกเป็นตัวประกัน
เขาคือคนโหดเหี้ยมที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าสมาชิกกองทัพปฏิวัติให้ได้อีกแค่คนเดียว
ถึงขั้นสาปแช่งกองทัพปฏิวัติจนวาระสุดท้ายของชีวิต เขาเกลียดพวกนั้นถึงขนาดนั้นเลย
แต่นี่มันอะไรกัน?
ก่อนเริ่มเนื้อเรื่องหลักมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ข้าจะจัดการรายงานว่าแม็กซิมิเลียนกับเคานต์เอลซิดอร์ทำลายกันเอง”
ในขณะที่ฉันยังคิดอยู่ ไคเรนก็พูดออกมาอย่างสบาย ๆ ราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่
“เราทำการค้นหาแล้วแต่ไม่พบตราเวทของทั้งสองฝ่าย จากสถานการณ์ ข้าจะรายงานว่ากองทัพปฏิวัติเป็นฝ่ายเอาไป”
“ผมไม่ติดอะไรครับ แต่ท่านจะปกปิดตราเวทของเอลซิดอร์ด้วยเหรอ?”
“ใช่ นั่นแหละที่ข้าตั้งใจจะทำ”
เมื่อฉันถามแบบนั้น ไคเรนก็พยักหน้า
“ข้าเห็นเอกสารภายในของเอลซิดอร์แล้ว พวกเขาลอบสังหารพรรคพวกเพื่ออำนาจ แล้วก็ทดลองกับเด็ก ๆ แทนที่จะคืนตราเวทให้คนแบบนั้น ให้เจ้าเก็บไว้เงียบ ๆ ยังจะดีกว่า”
“……”
ตราเวทของเอลซิดอร์ตกอยู่ในมือฉันอย่างสมบูรณ์
แถมยังได้รับการยืนยันด้วยว่าคนในตระกูลดยุกบัคเคนไฮม์จะช่วยปกปิดให้
ผลเกินคาด
ไม่สิ มากเกินไปจนไม่รู้จะรับมือยังไงดีด้วยซ้ำ
“แล้วสำหรับกระบวนการทั้งหมดนี้…”
ไคเรนพูดพลางจ้องเข้ามาในดวงตาของฉันแล้วกล่าวอย่างช้า ๆ
“ข้าตั้งใจจะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม”
……
………
…………
เดี๋ยวนะ
เมื่อกี้เขาว่าอะไรนะ?