- หน้าแรก
- พวกแกก็ปฏิวัติกันไปเองสิ
- บทที่ 20 [ฟรี]
บทที่ 20 [ฟรี]
บทที่ 20 [ฟรี]
ปัง–!
เปลวเพลิงที่พุ่งออกจากปากกระบอกปืนเผาผลาญเศษน้ำแข็งที่พุ่งเข้ามาในทันที
อานุภาพที่รุนแรงเกินต้าน ทำลายเวทระดับผู้บัญชาการอัศวินได้อย่างง่ายดาย
เป็นพลังที่คู่ควรกับชื่อ ‘เปลวเพลิงที่แผดเผาจักรวรรดิ’ อย่างแท้จริง
‘มาแล้ว!’
ทว่า แทนที่จะประหลาดใจในพลังนั้น ฉันกลับรีบถอยตัวเองออกมาเพื่อเตรียมรับการโจมตีถัดไป
สำหรับสัตว์ประหลาดมีชื่ออย่าง เบน เฮอร์เคส ที่ฉันรู้จัก
ไม่มีทางที่เขาจะตายเพียงแค่การโจมตีเดียวแบบนี้แน่
ฟึ่บ–!
“คึ่ก?!”
ดาบของเบนฟันผ่านจุดที่ฉันยืนเมื่อครู่อย่างฉิวเฉียด
การโจมตีครั้งที่สองตามมาอย่างไม่ชักช้า
อย่างไรก็ตาม การหลบครั้งแรกก็เพียงพอให้ฉันตั้งหลักตอบโต้ได้
ผัวะ–! แคร่ก!
หลังจากเตะดาบของเขาออกไป ฉันก็ตีมือของเบนที่พยายามคว้าคอเสื้อฉัน
รูปแบบการต่อสู้หลักของเบนคือการประชิดตัว ใช้รูปร่างและพละกำลังเฉพาะตัวของเขา
หากถูกมือคู่นั้นคว้าได้เพียงครั้งเดียว เขาก็จะบดขยี้กะโหลกของฉันทันที
“เจ้าโยนคารินให้กับสัตว์ประหลาดตัวนั้น”
เบนกล่าวระหว่างที่เราปะทะกันระยะประชิด
“รู้ไหมว่าเธอคนนั้นชื่นชมเจ้ามาก? ข้าได้ยินว่าเธอยังมีแผนอนาคตที่น่าคาดหวังทีเดียว”
มันเป็นข่าวใหม่สำหรับฉัน แต่ฉันก็ไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
สมองของเธอถูกตราแห่งการควบคุมแทรกซึมไปแล้ว
ฉันช่วยเธอไม่ได้ และเธอก็ไม่มีคุณค่ามากพอที่จะช่วยไว้หรือนำมาใช้ประโยชน์
มันอาจจะสะเทือนใจเล็กน้อยที่เธอเรียกชื่อฉันก่อนตาย แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของฉันอีกต่อไป…
“ยูจิน”
ระหว่างคิดแบบนั้น ฉันก็รู้ตัวว่า
“มัวทำอะไรอยู่ถึงปล่อยให้สงครามประสาทเล่นงาน?”
“…!”
ใช้เวลาสี่ประโยคเพื่ออธิบายเหตุผลในการฆ่า
ดูท่าฉันจะยังเหลืออารมณ์มากกว่าที่คิด
ผัวะ–!
หมัดของเบนกระแทกเข้าท้องฉันอย่างเต็มแรง
เวรแล้ว
ทำไมใช้หมัดแต่เสียงมันเหมือนโดนกระบองตีวะ?
“คึลุก! แค่ก, อุแหวะ…! แค่ก…!”
หลังจากถูกซัดกระเด็นจนล้มคว่ำ ฉันก็พยายามกลั้นอาเจียนอย่างเต็มที่
หมัดของเบน – ไม่ว่าจะโดนกี่ครั้ง ฉันก็ไม่สามารถชินกับมันได้เลย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเบนจะประหลาดใจกับการกระทำต่อไปของฉันพอสมควร เพราะเขาเตรียมท่าทางใหม่ด้วยความสนใจ
“ลุกขึ้นมาได้ทันที ทนทานขึ้นเยอะนี่”
“ก็ใช่ ขอบคุณใครบางคนล่ะนะ”
ฉันยกปืนขึ้นเล็งไปทางเบนด้วยรอยยิ้มเหยียด
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ไม่ดีนัก
‘นี่มัน… อันตราย…!’
บาดแผลจากหมัดของเบนไม่ใช่ปัญหาใหญ่
อืม ก็เอาเข้าจริงมันก็เป็นปัญหาใหญ่อยู่หรอก แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญตอนนี้
‘พลังเวทของฉันเริ่มหมดแล้ว’
แค่ใช้ตราเวทครั้งเดียวก็กินพลังเวทที่สะสมไว้ถึง 20%
ด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ ฉันรับมือกับการใช้พลังเวทของ ‘ปีกสีชาด’ ไม่ไหว
‘ก็พอคิดดูก็สมเหตุสมผลล่ะนะ’
ร่างของเด็กอายุสิบขวบ
วงจรเวทยังไม่สมบูรณ์ และระบบพลังเวทยังไม่พัฒนา
ร่างกายบอบบางแบบนี้ติดตั้งตราเวทระดับสูงสุดในโลกนี้เข้าไป
มันก็เหมือนเอาเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ไปใส่ในตัวถังซูเปอร์คาร์แล้วเหยียบคันเร่งสุด
เครื่องยนต์รับไม่ไหว และรถก็วิ่งไม่ได้เต็มที่
‘ถ้าเป็นเกมล่ะก็ คงเรียกได้ว่าเป็นการจับคู่ที่แย่ที่สุด’
ความคิดนั้นทำให้ฉันหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
ถ้าสามารถเติบโตโดยปรับให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ล่ะก็ คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้
คิดแบบนั้น ฉันก็ประเมินปริมาณพลังเวทที่เหลืออยู่
‘ใช้เวทได้อีกประมาณสามครั้ง… มากกว่านั้นพลังเวทจะหมดโดยสมบูรณ์’
สถานะผิดปกติที่ฉันเคยประสบเมื่อสองปีก่อนตอนสู้กับแก๊งของซอล – การหมดแรงเพราะขาดแคลนพลังเวท
แต่สถานการณ์ตอนนี้ต่างออกไป
ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีหมอใจดี
ถ้าฉันล้มตอนนี้ก็คือตาย
คลิก–
‘ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะ’
ฉันนึกถึงการปะทะกับเบนเมื่อครู่
การปะทะหนึ่งครั้ง และการซุ่มโจมตี
เวทของเบนไม่สามารถลบล้างเวทของฉันได้ เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากสู้ประชิด
‘ในด้านความเร็ว พละกำลัง และความอึด เบนเหนือกว่าฉันอย่างท่วมท้น อย่างไรก็ตาม…!’
องค์ประกอบเดียวที่ฉันเหนือกว่า – อานุภาพการโจมตี
ดังนั้น สิ่งที่ฉันต้องทำก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
‘ศึกสายฟ้าแลบโดยใช้อานุภาพที่เหนือกว่าแบบขาดลอย’
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทุ่มทุกอย่างในหนึ่งจังหวะแลกกันตัดสิน
หลังจากตัดสินใจเช่นนั้น ฉันก็เรียกพลังเวทจากภายในร่างกายออกมาให้ได้มากที่สุด
ตุบ-!
“?!”
เมื่อฉันก้าวไปข้างหน้าพร้อมชูมีดสั้นขึ้น เบนก็ดูเหมือนจะตกใจอย่างไม่คาดคิด
แต่ก็แค่นั้นเพียงชั่วครู่
ราวกับจะบอกว่าเขาจะไม่หลบเลี่ยงการปะทะ เขารับการโจมตีของฉันด้วยรอยยิ้มจางๆ
แกร๊ง! แกร๊ง-! แกร๊ง-แกร๊ง–!
การต่อสู้ระยะประชิดดำเนินต่อเนื่องโดยไม่มีหยุด
ฉันฟันมีดสั้นอย่างสิ้นหวังเพื่อหาช่องว่างของเบน และเบนก็ปัดป้องมันอย่างชำนาญด้วยแขนและขา
อย่าถามว่าทำไมการปัดป้องมีดด้วยแขนขาถึงมีเสียงโลหะกระทบกัน
แม้แต่ฉันที่กำลังสู้ก็ยังไม่เข้าใจเลยสักนิด
“เจ้าใจร้อนเกินไป ยูจิน การต่อสู้ระยะประชิดกับจอมเวทแห่งเอลซิดอร์เนี่ยนะ?”
ในตอนนั้นเอง
พร้อมกับคำพูดสั้นๆ นั้น ตราเวทที่สลักอยู่บนแขนขวาของเบนก็ทำงาน
แคร่ก-!
สิ่งที่ฉันรู้สึกได้ตอนนั้นคือความเย็นที่เหมือนจะฉีกเนื้อหนัง
เมื่อมองไปที่พื้น ดินรอบๆ เบนเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างช้าๆ
“นี่มัน…!”
“นี่คือเทคนิคที่อัศวินแห่งเอลซิดอร์ใช้กัน เดิมทีข้าเป็นคนคิดค้นมันขึ้นมาเอง”
ไม่ใช่แค่เพียงอากาศและพื้นดินที่เย็นลง
ความเย็นนั้นแทรกซึมเข้ามาในร่างกายฉันในทันที และความเร็วในการโจมตีก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ช่องว่างเล็กๆ ที่เกิดขึ้นนั้น
เบนไม่พลาด
“จบแล้ว”
หมัดของเบนเหวี่ยงออกมาเต็มแรงพุ่งเป้าไปที่ช่องท้องของฉันและ
ตุบ–!
ร่างของฉันขึ้นถูกยกขึ้นด้วยหมัด เหมือนโดนบดขยี้อวัยวะภายใน
…ไม่สิ
มันควรจะโดนบดขยี้ไปแล้ว
“จับได้แล้ว”
ฉึบ-!
“?!”
เมื่อมีดสั้นแทงเข้าไปที่แขนของเบน สีหน้าของเขาก็ปรากฏความสับสน
ทั้งที่รับการโจมตีของเขาเข้าตรงๆ แต่ฉันกลับยังมีชีวิตอยู่
ฉันรอดมาได้ยังไง?
อวัยวะภายในของฉันควรจะถูกทำลายหมดสิ้นไม่ใช่หรือ?
เนื้อหาของความคิดเขาชัดเจนแจ่มแจ้ง
แชะ-
ฉันจับปืนไว้ในมือขวาที่ว่าง
‘เฮอเรซี่ (นอกรีต)’
ไอเท็มเฉพาะของแม็กซิมิเลียน ผลของมันคือ เมื่อสวมใส่จะยกเลิกโทษการใช้งาน ‘ปีดสีชาด’ และยังมีความสามารถในการฟื้นฟูในทันที
ผ่านการโจมตีของเบนเมื่อครู่ ฉันตระหนักว่าผลเหล่านี้กำลังถูกนำมาใช้กับฉันผ่านการต่อสู้ระยะประชิด ฉันล่อให้เขาโจมตีและคว้าโอกาสไว้ได้
ความสามารถฟื้นฟูในทันทีที่ทำงานขึ้นเมื่อหมัดของเบนบดขยี้อวัยวะภายในของฉัน
มันเปลี่ยนทิศทางของการต่อสู้นี้
“ข้าบอกแล้วว่าความทนทานของข้าดีขึ้นใช่ไหม? ท่านหัวหน้า?”
“…!”
มองใบหน้าของเบนที่ยังไม่ฟื้นจากความตกใจ ฉันพึมพำเบาๆ
“นั่นน่ะ โกหก”
พร้อมกับคำนั้น ฉันเหนี่ยวไกปืน
ปัง-!
ฉันปลุกพลังเวทเร็วกว่าผลงานต้นฉบับถึงเจ็ดปี
ฉันเพิ่มขีดความสามารถของพลังเวทอย่างสิ้นหวัง และปรับวงจรเวทให้เหมาะสมที่สุดเท่าที่ความรู้ทั้งหมดที่มีจะทำได้
สองปีที่อดทนและกัดฟันฝ่ามา
ฉันเททุกอย่างนั้นลงในช่วงเวลานี้เพียงครั้งเดียว
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เดี๋ยว… นั่นหมายความว่ายังไงกันแน่?”
ภายในรถไฟหุ้มเกราะที่มุ่งหน้าไปยังดินแดนเบลเกอร์
หลังได้ยินรายงานจากนายทหารคนหนึ่งหลังอ่านรายงานแบบรหัส ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบก็ทำบุหรี่หลุดจากปาก
“สัญญาณพลังเวทของเคานต์เอลซิดอร์หายไป? เรื่องนี้จริงเหรอ?”
ชื่อของเขาคือ ไคเรน บัคเคนไฮม์
บุตรชายคนที่สี่ของดยุกแห่งบัคเคนไฮม์ เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 72 ของจักรวรรดิซึ่งประจำการที่แนวหน้าเขตตะวันออก
“เป็นความจริงครับ ท่านพลตรี การสื่อสารพลังเวทจากหน่วยอัศวินเพิ่มจำนวนสูงขึ้น และบรรยากาศก็กระสับกระส่าย”
“อืม…”
ได้ยินรายงานจากเจ้าหน้าที่ ไคเรนขบคิดพร้อมใช้มือประคองคาง
‘เกิดอะไรขึ้นกับงูพิษนั่นงั้นเหรอ?’
เดิมที การสำรวจดินแดนรกร้างทางตะวันออกเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างเอลซิดอร์และบัคเคนไฮม์
หากจะพูดให้แม่นยำกว่านั้น มันคือปฏิบัติการร่วมระหว่างลูพีออน ผู้บัญชาการสูงสุดของกองพลเวทจักรวรรดิ และไคเรน ผู้บัญชาการกองพลที่ 72
แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสอง ซึ่งต้องร่วมกันบุกเบิกดินแดนรกร้างทางตะวันออก กลับตึงเครียดอย่างยิ่ง
[เป้าหมายสูงสุดของการสำรวจคือการกำจัดสัตว์ประหลาดที่ตั้งรกรากในดินแดนรกร้าง และกองพลเวทเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด กองพลที่ 72 ควรปฏิบัติตามคำสั่งของเรา]
[เป็นทหารราบของกองพลที่ 72 ไม่ใช่กองพลเวท ที่คอยรักษาแนวหน้าฝั่งตะวันออก และแนวส่งกำลังหนุนที่สร้างในดินแดนรกร้างก็เกิดจากเลือดของทหารเรา หากอยากรักษาฐานที่มั่นในแนวหน้า กองพลเวทควรหยุดการปฏิบัติการตามอำเภอใจและสนับสนุนการดำเนินการของกองพลที่ 72]
ความเห็นที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในระหว่างการประชุม
อย่างไรก็ตาม เมื่อความขัดแย้งดำเนินต่อไป ความแตกต่างนั้นก็ปะทุเป็นศึกศักดิ์ศรีระหว่างกองพลเวทกับกองพลที่ 72
[พวกที่ไม่ตื่นพลังซึ่งไม่สามารถทำอะไรกับสัตว์ประหลาดได้คิดจะบัญชาการพวกเรางั้นเหรอ? อย่าตลกน่า]
[พวกที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากพึ่งการคุ้มกันจากพวกที่ไม่ตื่นพลัง พูดอะไรไร้สาระกัน?]
เมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งนี้ก็กลายเป็นความขัดแย้งเชิงอารมณ์ระหว่างผู้ที่ตื่นพลังและผู้ที่ไม่ตื่นพลัง และสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายที่อยู่แนวหน้าตะวันออกก็กลายเป็นศัตรูกันถึงขั้นต้องคอยสอดแนมการสื่อสารของอีกฝ่าย
ในระหว่างนั้นเอง กองอัศวินเอลซิดอร์และกองพลเวทก็ถอนกำลังออกอย่างกะทันหัน
ไคเรน ผู้บัญชาการกองพลที่ 72 กำลังมุ่งหน้าไปยังดินแดนเบลเกอร์เพื่อประท้วงการตัดสินใจนี้
“น่าหงุดหงิดนัก ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่กลยุทธ์แย่งการควบคุมแนวหน้า แต่กลับมีเรื่องเกิดขึ้นจริงๆ…”
“ท่านพลตรี ข้างหน้า! มองตรงนั้นครับ!”
ในขณะที่ไคเรนนั่งคิดอยู่ในห้องรับรองพิเศษ เจ้าหน้าที่ริกก็เรียกเขา
“ซากพวกนั้นเป็นของกองทัพปฏิวัติ…!”
“ว่าไงนะ? กองทัพปฏิวัติ?”
เมื่อมองไปยังจุดที่เจ้าหน้าที่ชี้ ไคเรนก็เบิกตากว้าง
เพราะเขาเห็นซากเรือเหาะมากมายของกองทัพปฏิวัติตกกระจัดกระจายรวมกันอยู่
และลำเรือสีดำที่โผล่ออกมาจากกองเศษเหล็กนั้น
ฝูงบินเรือเหาะอันเลื่องชื่อของกองปฏิวัติ
ลิเบอร์ตี้ ซึ่งเป็นเรือปืนใหญ่ของฝูงบินนั้นนอนคว่ำอยู่บนพื้นราวกับขยะ
“รูปลักษณ์ประหลาดแบบนั้น… โดนเวทยิงตกแน่ๆ”
มันเป็นเพียงชั่วขณะเดียวที่เขาตัวสั่นกับพลังมหาศาลที่สามารถจัดการฝูงบินเรือเหาะของกองทัพปฏิวัติได้เหมือนของเล่น ทั้งที่มันไม่สะทกสะเทือนต่อการป้องกันทางอากาศทั่วไป
ไคเรนเห็นควันลอยขึ้นจากดินแดนเบลเกอร์
ดูจากตำแหน่งแล้ว ต้นตอของควันคือคฤหาสน์เอลซิดอร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางดินแดน
จากรายงานของเจ้าหน้าที่ เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดเรื่องบางอย่างกับเอลซิดอร์
“ริก”
“ครับ ท่านพลตรี!”
หลังจากสรุปความคิด ไคเรนก็พูดกับเจ้าหน้าที่
“มีทหารอยู่บนรถไฟหุ้มเกราะขบวนนี้เท่าไร?”
“กองพันที่ 1, 7 และ 12 อยู่บนรถไฟครับ รวมประมาณ 1,000 นาย”
หนึ่งพันนาย
ไคเรนจัดระเบียบสถานการณ์ในหัวทันที
ฝูงบินเรือเหาะของกองปฏิวัติที่ตกลงพื้น
เหตุการณ์ของเคานต์ลูพีออน และคฤหาสน์เอลซิดอร์ที่กำลังลุกไหม้
ขนาดของกองกำลังเอลซิดอร์ที่ไม่ถูกส่งไปแนวหน้าตะวันออก
“แจ้งไปยังผู้บังคับกองพันแต่ละคน ทุกกองเตรียมพร้อมรบ ปืนใหญ่ทั้งหมดบนขบวนรถไฟบรรจุกระสุนระเบิดแรงสูงเพื่อใช้ปราบปรามในเขตเมือง และเคลื่อนตัวตามคำสั่งของผู้บัญชาการกองพล”
“ท่านพลตรี ถ้าอย่างนั้น…!”
“ใช่”
การไตร่ตรองนั้นสั้น และการตัดสินใจก็รวดเร็ว
ไคเรนสั่งการเจ้าหน้าที่ทันที
“ยืนยันการโจมตีฉับพลันของกองทัพปฏิวัติ กองพลที่ 72 จะเข้าสู่เมืองและกำจัดกองทัพปฏิวัติภายในเมือง”
พร้อมกับคำสั่งของผู้บัญชาการกองพล ปืนสนามหลายสิบกระบอกที่ติดตั้งบนรถไฟหุ้มเกราะก็ค่อยๆ เคลื่อนไหว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไคเรนก็ทำสีหน้าเคร่งเครียดและหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสื้อ
บึ้ม-!
เสียงระเบิดดังมาจากทิศทางของคฤหาสน์เอลซิดอร์ที่อยู่ไกลออกไป
ดูจากเสียงระเบิดและเสียงกรีดร้องที่เริ่มซาลง ดูเหมือนจะเหลือเวลาไม่มากนักแล้ว