- หน้าแรก
- พวกแกก็ปฏิวัติกันไปเองสิ
- บทที่ 8 [ฟรี]
บทที่ 8 [ฟรี]
บทที่ 8 [ฟรี]
“ไปทางซ้าย อีกนิดเดียว”
เสียงฝีเท้าเบาๆ ก้องในตรอกแคบ
ที่นี่คือสลัมบริเวณชานเมืองเบลเกอร์
ระหว่างเดินไปตามถนนที่ไร้ผู้คน ฉันนึกย้อนถึงเหตุผลที่ทำให้มาอยู่ที่นี่
‘อะไรนะ กองทัพปฏิวัติ?! หมอนี่หาเรื่องชัดๆ!’
‘ไสหัวไป ไอ้บ้า! อยากตายก็ไปตายคนเดียว!’
‘ข้าไม่รู้! ขะ...ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!’
ปฏิกิริยาของชาวเมืองเบลเกอร์เมื่อฉันพูดชื่อกองทัพปฏิวัติออกไปนั้นช่างอลังการ
ไม่สิ แบบนี้น่าจะเรียกว่าปกติมากกว่า
นี่คือดินแดนของเคานต์เอลซิดอร์ เบลเกอร์
คำพูดพลาดแค่คำเดียวอาจทำให้ตัวเองและครอบครัวตกอยู่ในอันตรายได้
หลังจากใช้เวลาครึ่งวันคอยหยุดผู้คนตามทาง แล้วถามถึงที่อยู่ของกองทัพปฏิวัติ
ตอนที่คิดว่าวันนี้คงไม่ได้อะไรแล้ว ที่ทางเข้าตรอกหลัง ก็มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขวางทางฉันไว้
“เจ้ากำลังตามหากองทัพปฏิวัติอยู่หรือ?”
เสียงแหบพร่า ราวกับสายเสียงเสียหาย พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายในชุดสูทเรียบร้อยกำลังมองลงมาที่ฉัน
‘กิราเอล อัลเบิร์ก’
ใบหน้าคุ้นเคย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการของสาขาเบลเกอร์แห่งกองทัพปฏิวัติ
ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ เขาเคยปรากฏตัวเป็น NPC ตอนศึกปราบเอลซิดอร์ โดยให้ข้อมูลแผนที่ดันเจี้ยนและรายละเอียดสัตว์ประหลาด
‘งั้นก็เฝ้าจับตามองอยู่จริงๆ สินะ’
ฝึกมาเป็นไนฟ์เฮดแล้วนี่นา
“พ่อกับแม่บอกผมไว้ว่า ให้เอาอันนี้ออกไปแสดงต่อกองทัพปฏิวัติ แล้วคนพวกนั้นจะรู้ว่าควรทำยังไงต่อ”
“……”
เมื่อฉันพูดแบบนั้น กิราเอลที่รับป้ายชื่อไปก็มองด้วยแววตาหม่นลง ดูเหมือนเขาจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเจ้าของป้าย
‘อาจจะง่ายกว่าที่คิดแฮะ’
กิราเอลขึ้นชื่อว่าเป็นคนขี้ระแวง
แม้แต่ในต้นฉบับ เขาก็เป็น NPC ที่ไม่เป็นมิตร คอยตั้งคำถามถึงภูมิหลังและอดีตของตัวเอกอย่างไม่ไว้ใจ
แต่สายตาที่เขามองฉันตอนนี้กลับไม่มีท่าทีเป็นศัตรูแบบนั้น
ตัวตนปลอมและเรื่องราวที่หัวหน้าหน่วยเบนเตรียมไว้ ประกอบกับอายุสิบขวบของฉันทำลายความระแวงในใจของเขาได้
‘ยังคงสงสัยอยู่ แต่คงคิดว่าฉันเป็นแค่เหยื่อล่อที่เอลซิดอร์ส่งมา ไม่ได้สงสัยฉันโดยตรง’
“ตามข้ามา”
ขณะที่ฉันกำลังคิดแบบนั้น กิราเอลที่จ้องป้ายชื่ออยู่นานก็พาฉันเดินนำไป และตอนนี้ ฉันก็กำลังถูกปิดตาทั้งสองข้างเพื่อนำไปยัง ‘จุดติดต่อ’
‘กำลังเช็กว่ามีใครตามมารึเปล่าสินะ’
พอเข้าใจความตั้งใจ ฉันก็แอบยิ้มเยาะในใจ
แม้แต่นักเวทที่มีประสาทสัมผัสที่เสริมด้วยเวทมนตร์ยังจับไนฟ์เฮดที่ผ่านการฝึกมาได้ยาก
แค่พวกชาวนาและกรรมกรกลุ่มนี้ ต่อให้ระวังแค่ไหนก็ไม่มีทางเจอฉันหรอก
แค่พาฉันมาถึงรังลับ พวกนี้ก็เข้ามาอยู่ในแผนของเราเรียบร้อยแล้ว
“เลออน”
“ครับ”
โอ๊ย ตกใจหมด
ฉันรีบตอบเสียงเรียกกะทันหัน
“เดินตรงไป”
สถานที่ที่กิราเอลชี้ไปคือโรงเหล้า
ทางเข้าทรุดโทรมจนนึกสงสัยว่ายังเปิดกิจการอยู่รึเปล่า
เอี๊ยด—
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ประตูก็ปิดลง และมีมือจากด้านหลังมาถอดผ้าปิดตาออก
สถานที่ที่ฉันเข้ามาคือโรงเหล้าโทรมๆ
สมาชิกกองทัพปฏิวัติที่นั่งอยู่โดยรอบกำลังมองมาทางฉัน และตรงกลางก็มีชายคนหนึ่งกำลังยกแก้วขึ้นดื่ม
ผมยุ่งเหยิงและใบหน้าหม่นหมอง ดูไม่ต่างจากพวกพเนจรข้างถนน แต่แววตาสีฟ้าที่ฉายผ่านออกมากลับเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่คนธรรมดาไม่มี
‘นั่นไง’
ชื่อของเขาคือ เรฟิน เฟลป์ส
ชายผู้บัญชาการกองทัพปฏิวัติในเบลเกอร์ ภายใต้การปกครองของเอลซิดอร์
“เรฟิน? ทำไมท่านถึงออกมาด้วยตัวเอง?! ต้องตรวจสอบก่อนสิ…!”
กิราเอลอุทานเมื่อเห็นใบหน้าเรฟิน แต่เขายกมือขึ้นห้ามกิราเอลไว้
ตึก… ตึก…
เรฟินเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ แล้วยื่นมือออกมา ราวกับจะตรวจสอบว่าฉันคือเลออนจริงหรือไม่ เขาลูบผมฉันเบาๆ แล้วแตะแก้มฉัน
“สีผมเหมือนแลนดอน ดวงตาเหมือนลูซี่”
การย้อมผมเป็นสีบลอนด์และตาเป็นสีน้ำเงินไว้ล่วงหน้าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง น้ำยาที่ใช้เปลี่ยนสีด้วยเวทมนตร์จะคงอยู่แค่หนึ่งสัปดาห์
พูดอีกแบบก็คือ เหลือเวลาแค่สัปดาห์เดียว
“จริงเหรอ… เจ้าชื่อเลออนจริงๆ เหรอ? เลออน เฟลป์ส?”
เรฟินถามด้วยน้ำเสียงสั่น ฉันพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“…เป็นเรื่องจริง ข้าเจอเด็กคนนี้เดินหากองทัพปฏิวัติอยู่บนถนน เขายื่นสิ่งนี้ให้ข้า”
คำอธิบายเสริมมาจากกิราเอลที่ตามเข้ามา
“อา…!”
เมื่อเรฟินรับป้ายชื่อทั้งสองออกจากกระเป๋า มือของเขาก็เริ่มสั่น
ตัวอักษรที่เขียนอยู่บนแผ่นเหล็กเปื้อนเลือด ถึงจะเป็นสนิมแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะจำมันได้
“นี่คือป้ายชื่อของแลนดอน ข้า… ข้าเป็นคนทำสิ่งนี้ให้เขาเอง… เป็นหลักฐานของกองทัพปฏิวัติ…!”
ปรากฏว่าเป็นของที่มีความหมายทีเดียว
ระหว่างที่ฉันคิดแบบนั้นในใจ เรฟินที่กำลังลูบป้ายชื่อก็โผเข้ากอดฉันแน่น
“ขอโทษ… ข้าขอโทษ…!”
ไหล่ของเรฟินสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ขณะกอดฉัน
“ข้าไม่น่าทิ้งเจ้าตอนนั้นเลย! ไม่น่าทอดทิ้งพวกเจ้า…! ข้า… ข้า…!”
เรฟินร่ำไห้เสียงดังราวกับกำลังสำนึกผิดในอดีต เหล่าสมาชิกกองทัพปฏิวัติที่อยู่รอบๆ รีบหันหน้าหนี
ดูจากการที่ทุกคนกลั้นน้ำตาไว้ พ่อแม่ปลอมของฉันคงได้รับความเคารพอย่างสูงในองค์กรนี้
‘เฮ้อ ยืดเยื้อชะมัด’
แต่ในมุมมองของฉัน ทั้งหมดนี้ก็แค่เรื่องไร้สาระ
ถ้าจะพูด ก็แค่รู้สึกไม่ชอบที่ไหล่เปียกน้ำตาเท่านั้นเอง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ตระหนักชัดว่าความรู้สึกของฉันมันด้านชาจริงๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ฉันจะไม่ได้รู้สึกอะไร เรฟินและสมาชิกกองทัพปฏิวัติคนอื่นๆ ก็เริ่มเข้ามาทีละคนเพื่อปลอบใจฉัน
“ไม่ต้องห่วงนะ เลออน กองทัพปฏิวัติอยู่กับเจ้าแล้ว!”
“ไม่ต้องห่วง! ไม่ใช่แค่ลุงของเจ้า แต่ทุกคนที่นี่คือสหายของเจ้า!”
“จะไม่เกิดขึ้นอีก… พวกเราจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าอีก! ข้าสัญญา…!”
ขณะที่ทั้งอาคารกลายเป็นทะเลน้ำตา เด็กชายคนหนึ่งกำลังเฝ้าดูฉันจากมุมหนึ่งของอาคาร
“……”
บรรยากาศแบบคุณชาย ผมสีเงินที่สลวย ดูมีอายุประมาณสิบสี่ปี
ในขณะที่ทุกคนกำลังร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ เขากลับยืนอยู่เพียงลำพัง มองดูเหตุการณ์จากข้างสนาม
‘เจอแล้ว’
ชื่อของเด็กชายคนนั้นคือ โคลด เอลซิดอร์
เขาคือเป้าหมายของภารกิจนี้
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“จากนี้ไป เธอจะอยู่ที่นี่ ยินดีต้อนรับสู่กองทัพปฏิวัติ เลออน”
ที่ซ่อนของกองทัพปฏิวัติซึ่งปลอมเป็นโรงเหล้าเก่า
สมาชิกกองทัพปฏิวัติที่พาฉันมายังห้องได้วางขนมปังดำหยาบๆ กับซุปลงบนโต๊ะ พร้อมกับปลอบใจฉัน
เจ้าเจอเรื่องลำบากมามากแล้ว มาร่วมกันโค่นล้มเอลซิดอร์เถอะ
การพยักหน้าตอบอย่างกระตือรือร้นกับสุนทรพจน์ยืดยาวที่ฟังมาตลอดทางเป็นเรื่องลำบากไม่น้อยสำหรับฉัน
“เฮ้อ ในที่สุดก็ไปกันแล้ว”
ห้องของฉันอยู่บนชั้นสามของอาคาร
หลังจากที่สมาชิกกองทัพปฏิวัติที่พาฉันมาจากไป ฉันรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดใช้งานตราเวททันที
‘จากที่เห็นในเกม ในหมู่กองทัพปฏิวัติที่ประจำการในเบลเกอร์ มีแค่เรฟินที่มีพลังเวทมนตร์… จากระยะนี้ไม่มีทางถูกตรวจจับแน่นอน’
วื้ง—
แสงฟ้าครามอันเป็นเอกลักษณ์ของเอลซิดอร์หมุนวนรอบมือของฉันและพลังเวทมนตร์ที่แผ่จากตราเวทก็ไหลเวียนทั่วร่างฉัน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นหัวหน้าเรฟินร้องไห้แบบนั้นตั้งแต่ย้ายมาที่นี่”
“แค่หัวหน้าเหรอ? แม้แต่พวกผู้ก่อตั้งก็ยังโกลาหลกันหมด”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ที่ให้ใครเข้ามาในที่ซ่อนแบบนี้…”
“เขาเป็นหลานของหัวหน้า พูดแบบนั้นมันทำให้ดูแย่นะ”
เมื่อพลังเวทมนตร์ในร่างเปิดใช้งานประสาทสัมผัสทั้งหมด เสียงที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ยินก็เริ่มชัดเจนทีละเสียง
‘เวรยามหกคน และไม่มีสักคนที่คอยจับตาฉัน’
ฉันคิดว่าจะต้องมีใครซักคนคอยเฝ้าหลังผนังหรือหน้าประตูบ้าง แต่กลับไม่มีแม้แต่คนเดียว
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตัวเอกต้องลำบากขนาดนั้นในต้นฉบับ ในเมื่อองค์กรหละหลวมขนาดนี้”
ฉันพึมพำพลางหัวเราะกับต้นฉบับเรื่องราวที่กำลังจะเริ่มต้นอีกหกปีให้หลัง
ตัวเอกและพรรคพวกที่ตัดสินใจสนับสนุนกองทัพปฏิวัติสาขาเบลเกอร์เพื่อโค่นล้มเอลซิดอร์
แต่กระบวนการเข้าร่วมของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความลำบาก
“แผนการเคลื่อนไหวของพวกเขาถูกเปิดเผยและถูกไนฟ์เฮดซุ่มโจมตี ขบวนรถไฟก็ตกรางเพราะการโจมตีของอัศวินแห่งเอลซิดอร์ และถ้าการเดินหลงในป่าเอลซิดอร์ยังไม่พอ ก็ยังต้องฝ่าเหล่าสัตว์อสูรที่โผล่ออกมาจากป่าอีก”
มันแย่ขนาดที่ชุมชนผู้เล่นพูดกันว่า ‘บอสบทที่ 6 ไม่ใช่เอลซิดอร์ แต่เป็นไอ้เรฟินนั่นต่างหาก’
“แต่ตอนนี้ มันกลับดีซะอีก”
ตอนนี้ฉันไม่ใช่คนที่ถูกจับ แต่เป็นคนที่จับคนอื่น
จากมุมมองของฉันการกระทำของเรฟินไม่ได้สร้างความหงุดหงิดเลย กลับกัน ฉันรู้สึกอยากทำอะไรตอบแทนเขาด้วยซ้ำ
ตอนเป็นพวกเดียวกัน เขาเป็นตัวร้ายขนาดนั้น แต่พอกลายเป็นศัตรู เขากลับดูเหมือนเทวดา
ปัง—
หลังจากตรวจสอบความปลอดภัยโดยรอบ ฉันก็เปิดหน้าต่างและส่งสัญญาณพลังเวทมนตร์ขึ้นฟ้า
‘แทรกซึมสำเร็จ เวรยามหกคน’
‘ยืนยันตำแหน่งเป้าหมายและบุคคลสำคัญแล้ว’
‘รอคำสั่งต่อไป’
ภายนอกกลายเป็นยามค่ำคืนมานานแล้ว และฉันส่งสัญญาณขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยความมืดสนิท
แต่ในไม่ช้า
ฟึ่บ-!
สัญญาณพลังเวทมนตร์ส่งกลับมาจากสมาชิกอาวุโสที่ยืนยันสัญญาณมือของฉัน
‘ยืนยันสัญญาณ’
‘กำลังกำจัดเวรยาม’
‘จะเริ่มเมื่อเป้าหมายถูกควบคุมตัว’
หลังจากยืนยันสัญญาณ ฉันกระพริบแสงพลังเวทมนตร์สองครั้งเพื่อแสดงความเข้าใจ
“งั้นจะจู่โจมพร้อมกันเมื่อควบคุมตัวโคลดได้แล้ว”
ดูเหมือนเคานต์เอลซิดอร์ตั้งใจจะใช้โอกาสนี้กวาดล้างสมาชิกกองทัพปฏิวัติทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่ในอาณาเขตของเขา
การส่งคนไปยังสถานีรถไฟและสนามบินก็น่าจะเป็นเพราะเรื่องนี้
ปัง—
ขณะกำลังคิดเรื่องนี้ ประตูห้องก็เปิดออกโดยไม่ทันตั้งตัว
เมื่อมองไปที่ประตู ทหารกองทัพปฏิวัติสองคนที่ถือปืนไรเฟิลอยู่ก็ส่งสัญญาณให้ฉัน
“ออกมา เลออน พวกเราต้องไปที่หนึ่งอย่างเร่งด่วน”
“ป-ไปที่ไหน?”
ฉันแสดงท่าทางเป็นเด็กที่กลัวมากที่สุดเท่าที่ทำได้ขณะถาม ชายทั้งสองก็พยักหน้าอย่างเคร่งเครียด
“ที่ซ่อนแห่งหนึ่งในชานเมือง มีหมอจากกองบัญชาการถูกส่งมาที่นั่น”
“อย่ากลัวไปเลย แค่ตรวจร่างกายง่ายๆ เท่านั้นเอง”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ฉันก็แอบจิ๊ปากในใจ
การตรวจร่างกายง่ายๆ
พูดอีกอย่างก็คือ พวกเขาตั้งใจจะตรวจดูว่ามีตราเวทอยู่ในตัวฉันหรือไม่
‘คิดว่าจะรอดด้วยสถานะหลานของหัวหน้าสาขาแล้วเชียว แต่มาเกิดเรื่องเอาก่อนปฏิบัติการเนี่ยนะ…’
ฉันมีตราเวทของเอลซิดอร์ติดตัวอยู่แล้ว
ถ้าพวกเขาใช้เครื่องมือตรวจสอบแบบมืออาชีพ ตัวตนของฉันก็ต้องถูกเปิดเผยแน่
เมื่อฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจงใจถอยหลังพร้อมกับพูดแก้ตัว
“ม-ไม่! ล-ลุงเรฟินบอกให้ผมอยู่ที่นี่… เขาบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติแล้ว…!”
ทหารสองคนที่ได้ยินแบบนั้นก็เข้ามาใกล้ฉันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“ขอโทษนะ หนูน้อย แต่เราก็ไม่มีทางเลือก”
“เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว อย่ากลัวเลย เอ้า ยกแขนขึ้นตรงนี้…”
ขณะที่พวกเขาก้มตัวลงเพื่อจะอุ้มฉันขึ้นในวินาทีนั้นเอง
ฉัวะ—!
ฉันชักมีดพกที่ซ่อนไว้ออกมาและเชือดคอชายคนที่เอื้อมมือมาหาฉัน
“คะ-แค่ก…?”
ราวกับยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทหารคนนั้นมองฉันด้วยสีหน้าโง่งม
ฉันกระโดดข้ามร่างของเขาที่ยังล้มไม่ถึงพื้น แล้วแทงมีดพุ่งเข้าไปที่ปอดของอีกคน
“เค่ออ ค่อกก…?”
คนหนึ่งพูดไม่ได้เพราะถูกเชือดคอ อีกคนส่งเสียงไม่ได้เพราะถูกแทงปอด
ตุบ-!
หลังจากยืนยันว่าทั้งสองคนล้มลงกับพื้น ฉันดึงมีดออกจากอกทหารที่ตายแล้วและเก็บเข้าฝัก
“ชิ คิดว่าจะง่ายแท้ๆ แต่ก็ดันทำให้มันยุ่งยากจนได้”
เพราะตัวตนปลอม ทำให้ฉันเข้ามาในที่ซ่อนได้ ก็ถือว่าไม่ขาดทุนล่ะนะ
เมื่อคิดแบบนั้น ฉันจึงส่งเสียงผ่านตราเวทไป
“เกิดเหตุไม่คาดคิด ขณะนี้จะเริ่มติดตามและควบคุมคุณชายโคลด แผนบี ขอให้ทุกหน่วยเริ่มปฏิบัติการ”
หลังจากรายงานจบ ฉันก็วิ่งออกจากห้องทันที
ตอนนี้ ภารกิจนี้คือการแข่งขันกับเวลา
ฉันต้องควบคุมตัวคุณชายโคลดก่อนที่ศพสองร่างนี้จะถูกพบ