- หน้าแรก
- แย่แล้วโดนจับผูกกับระบบมารดาผู้เมตตา
- บทที่ 10: ทุกคนต่างพูดว่า นายหญิงโหวซ่อนอุบายไว้ในแขนเสื้อ
บทที่ 10: ทุกคนต่างพูดว่า นายหญิงโหวซ่อนอุบายไว้ในแขนเสื้อ
บทที่ 10: ทุกคนต่างพูดว่า นายหญิงโหวซ่อนอุบายไว้ในแขนเสื้อ
บทที่ 10: ทุกคนต่างพูดว่า นายหญิงโหวซ่อนอุบายไว้ในแขนเสื้อ
ซูอวิ้นถิงพูดจบก็รีบหนี ไม่เปิดโอกาสให้จิ้งเหนียงโต้แย้ง
ฝูงชนที่มาด้วยกันแน่นขนัด พอจะกลับก็หายวับเหมือนลมพัด
ในเรือนหลัก เหลือเพียงกู้หนานซี ซูอวิ้นหยวน ซูเสวียนหมิง และจิ้งเหนียงเท่านั้น
จิ้งเหนียงยืดตัวตรง คอเชิด มองเห็นได้ว่าตั้งแต่ผมจรดปลายเท้าเต็มไปด้วยความดื้อรั้น
“นายหญิง เรื่องนี้ท่านเป็นคนจัดการใช่ไหม? เชิญพวกเขามากดดันข้าเพื่อให้ข้ายอมแพ้?”
จิ้งเหนียงเดินตรงมาหากู้หนานซี ดวงตาใสแจ๋วของนางฉายชัดว่า ‘ข้ารู้ทันเจ้าแล้ว’
“นายหญิง ข้าไม่กลัวความลำบาก ข้าทนแรงกดดันได้ ข้าแย่งชิงตำแหน่งมาจากพี่น้องชายมาได้ ก็ไม่กลัวปัญหาในจวนโหวหรอก!”
“ตั้งแต่วันนี้ ข้าจะออกค่าใช้จ่ายทั้งอาหารและค่าจ้างข้ารับใช้ในจวนโหวทั้งหมด! ต่อให้ต้องใช้เงินทั้งบ้าน ข้าก็จะไม่ยอมแพ้!”
จิ้งเหนียงเดินออกจากเรือนหลักอย่างมุ่งมั่นเหมือนทหารออกศึก
ซูเสวียนหมิงหลงรักในความเด็ดเดี่ยวของนาง จึงตามนางไปอย่างไม่ลังเล
ซูอวิ้นหยวนที่ยังอยู่คุกเข่าตรงหน้ากู้หนานซีอย่างร้อนใจ “ท่านแม่เจ้าขา พวกเราจะทำยังไงดี? จิ้งเหนียงจะกลับมาเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์!”
กู้หนานซีหลับตาอย่างสงบ ก่อนจิบซุปมะละกอแห้งเบา ๆ ร่างเดิมของนางผอมบาง แม้จะมีลูกชายลูกสาวสามคน แต่รูปร่างก็ยังแบนราบเหมือนรันเวย์สนามบิน
จิบซุปมะละกอบำรุงร่างกายเสียหน่อย
“ยืนหยัดผิดทาง ก็เหมือนขี่วัวข้ามภูเขาโดยไม่รู้จุดหมาย” กู้หนานซีเอ่ยเนิบ ๆ
ความพยายามเป็นเรื่องดี แต่หากพยายามโดยไม่เข้าใจบริบท ก็เป็นแค่การวิ่งเข้าหาภัย
นางเคยมีนักเรียนคนหนึ่ง เขียนเรียงความเก่ง วิชาประวัติศาสตร์กับการเมืองได้เต็ม แต่ฟิสิกส์กับเคมีคะแนนหลักเดียว
แต่เขากลับยืนกรานว่า “ผู้ชายต้องเรียนสายวิทย์” แล้วมุ่งมั่นเรียนอย่างบ้าคลั่ง
สุดท้าย… ความจริงก็สอนบทเรียนให้เขา
ถ้าเขาเลือกเรียนสายศิลป์ ป่านนี้คงสอบติดอันดับต้น ๆ ไปแล้ว แต่เพราะดันทุรังเรียนวิทย์ กลับสอบตกหมด
จิ้งเหนียงก็ไม่ต่างกัน ไม่เข้าใจสถานการณ์ในจวนโหวเลย แต่กลับพุ่งเข้าใส่ราวกับจะพิชิตยอดเขา
ซูอวิ้นหยวนมองมารดาด้วยแววตาเชื่อมั่น “ท่านแม่ต้องมีแผนแน่ ๆ ข้าไม่เชื่อว่าจิ้งเหนียงจะเอาชนะท่านแม่ได้!”
กู้หนานซีลูบหัวลูกสาวเบา ๆ เด็กคนนี้เต็มหัวด้วยกลยุทธ์วังหลวง แต่ปัญญายังไม่ถึงขั้น
แผนลับอะไรกัน? นางไม่มีหรอก
สิ่งที่นางมีคือ “นอนราบ ยอมแพ้”
จวนหย่งชางโหวเป็นเรือที่กำลังจะอัปปาง ปล่อยให้จิ้งเหนียงสร้างความวุ่นวายเสียหน่อยจะเป็นไร?
แต่การลงมือของจิ้งเหนียงกลับสร้างแรงสะท้อนรุนแรงจากพวกบ่าวไพร่ในจวน
ไม่นาน จวนหย่งชางโหวก็กลายเป็นหัวข้อพูดคุยประจำเมือง
ไม่ว่าจะในโรงน้ำชา ร้านเหล้า หรืองานเลี้ยงของผู้ดี
“โอ้โห ตลกชะมัด เมื่อวานคนซื้อของจากจวนโหวมาหาข้า บอกว่าจะซื้อไข่ แต่ไม่เอาไข่สดนะ ขอไข่ที่ใกล้เสียแทน”
ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง กลุ่มพ่อค้าเล่าข่าวซุบซิบกันอย่างออกรส
“งั้นก็ดีแล้ว ไม่งั้นไข่ของเจ้าคงต้องเอาไปทำไข่เค็มแน่ ๆ”
“จริง! ข้าขายไปในราคาเหมาแค่ลูกละหนึ่งเงิน พูดถึงนายหญิงโหว ตอนแต่งงานขบวนของนางยิ่งใหญ่จนทั่วเมืองพูดถึง แต่ตอนนี้กลับงกขนาดนี้?”
เพื่อนดีของเขายื่นชาถ้วยหนึ่งให้
“เจ้าออกไปหาสินค้าเลยพลาดข่าวใหญ่หลายเรื่องนะ ลูกชายคนโตของจวนโหวไปหลงสาวร้านขายยา ทำให้นายหญิงโหวไม่มีทางเลือก ต้องยกตำแหน่งผู้ดูแลเรือนให้นาง”
พ่อค้าร่างอ้วนตกใจจนทำถ้วยชาตก “อะไรกัน? ไม่แม้แต่จ้างแม่สื่อ ส่งบัตรชื่อ หรือพูดคุยขอแต่งงาน?”
“ไม่มีสักอย่าง”
พ่อค้าอ้วนถึงกับพูดไม่ออก “บ้านธรรมดายังไม่กล้าทำแบบนี้เลย!”
“ใช่ สาวร้านยานั่นเอาทักษะการบริหารร้านค้ามาใช้ในจวนโหวเต็มที่”
พ่อค้าอ้วนเข้าใจทันที “มิน่าล่ะ คนในจวนโหวถึงได้ไม่ซื้อไข่ดี แต่ไปซื้อไข่ใกล้เสียแทน เพราะนางกำหนดราคาซื้อไข่ไว้ที่สองเงิน บ่าวไพร่เลยหาโอกาสกินหัวคิว ไปซื้อของถูก ๆ”
“จวนหย่งชางโหวแม้จะเสื่อมโทรม แต่ก็สืบทอดกันมาหลายรุ่น พวกบ่าวไพร่ส่วนมากก็อยู่บ้านนี้ตั้งแต่เกิด พอมีคนแปลกหน้ามาป่วน คนในก็ไม่พอใจ พอเรื่องมันกระจายออกไปก็กลายเป็นขำขันของชาวเมือง”
พ่อค้าอ้วนถอนหายใจ “เฮ้อ ยังมีตระกูลผู้ดีที่รั่วไหลขนาดนี้อีกเหรอ”
เสียงพูดจาดังลั่น ทำให้ห้องส่วนตัวชั้นบนได้ยินชัดเจน
ห้องส่วนตัวนั้นเต็มไปด้วยสตรีผู้สูงศักดิ์
นายหญิงเฉิงหยิบลูกกวาดรูปสิงโตเข้าปาก เคี้ยวเสร็จค่อยเอ่ยช้า ๆ
“ข้าว่านายหญิงโหวก็ไม่ได้ฉลาดอะไร ตอนนี้อำนาจในบ้านก็ไม่มีแล้ว ชื่อเสียงของสกุลโหวก็ย่อยยับ แต่เจ้าสองคนนั้นยังรักกันดี”
นายหญิงเหนียวจากจวนแม่ทัพทหารนอนบนเตียงนุ่ม เอ่ยเฉื่อยชา “รอดูเถอะ นายหญิงโหวต้องมีแผนลับแน่ ๆ”
นายหญิงจ้าวจากจวนก๊กจื่อดื่มชาแล้วเสริม “แม่สามีข้าก็พูดเหมือนกัน กู้หนานซีทำอะไรคิดล่วงหน้าไปสิบก้าว ไม่น่าจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ”
นายหญิงเฉิงยังไม่เชื่อ “จะมีแผนอะไรอีก? จิ้งเหนียงหน้าหนา ยิ่งกว่ากำแพงเมือง ต่อให้คนทั้งเมืองซุบซิบ ก็หยุดนางไม่ได้ ถ้าคิดให้นางล่าถอยเพราะความอับอาย คงยากเกินไป”
นายหญิงเหนียวส่งลูกกวาดให้ “ก็นั่งดูละครไปสิ ยังไงจวนโหวก็ไม่ใช่ของพวกเรา”
ห้องติดกันเป็นกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันซงซาน
“เสวียนหมิง ได้ยินว่าบ้านเจ้าตอนนี้ว่าที่ภรรยาเจ้าคุมจวน เจ้าคงร่ำรวยน่าดู” นักศึกษาหน้าตาดีคนหนึ่งพัดพริ้วพลางพูดหยอก
“เส้าเหยียน เรื่องนั้น บ้านข้าเปลี่ยนกฎแล้ว ข้าอาจจะ...” ซูเสวียนหมิงพูดไม่เต็มเสียง
นักศึกษาอีกคนรูปร่างกำยำคว้าตัวซูเสวียนหมิง “พี่ชาย เจ้าอย่าล้อเล่นเลย นางแค่สาวร้านขายยา จะกล้าคุมจวนโหวได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าคอยพลักดันจากด้านหลัง! แผนการยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
นักศึกษาอีกหลายคนพากันส่งเสียงเชียร์ บางคนก็สั่งอาหาร “หอยสิบตัว ซุปนกกระทาห้าถ้วย เมนูเด็ดเอามาหมด!”
เด็กรับใช้ชายพูดเสียงเลา “คุณชาย ตอนนี้หอยตัวละหนึ่งพันเหรียญเงิน ซุปนกกระทาต้องใช้หลายตัว ราคาสูงมากนะขอรับ”
ซูเสวียนหมิงเหงื่อซึม “เส้าเหยียน ฝ่าเถียน เรามีกันแค่นี้ สั่งน้อยหน่อยดีไหม?”
หลี่เส้าเหยียนหลับตาไม่ตอบ
อู๋ฝ่าเถียนคิ้วขมวด “แบบนี้แหละถึงจะสมฐานะเจ้า! ไปเอามาให้หมด!”
“ขอรับ!” เด็กรับใช้วิ่งลงไป ทิ้งให้ซูเสวียนหมิงกอดถุงเงิน น้ำตาคลอเบ้า
ปล. หอยตัวละพันเงินมีอยู่จริง
ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยงส่วนตัว จักรพรรดิซ่งเหรินจงเคยมีหอย 28 ตัววางบนโต๊ะ ตอนนั้นตัวละหนึ่งพันเหรียญเงิน ท่านจักรพรรดิถึงกับตัวสั่นด้วยความเสียดาย