- หน้าแรก
- เทพแห่งสัตว์เลี้ยง
- ตอนที่ 44 : ยังไม่เริ่ม
ตอนที่ 44 : ยังไม่เริ่ม
ตอนที่ 44 : ยังไม่เริ่ม
ตอนที่ 44 : ยังไม่เริ่ม
หนานจี้หงรู้สึกว่าหัวของเฉินกวนคงกระทบกระเทือน ความคิดเขาเพ้อเจ้อสุดๆ
นี่ใช่เรื่องที่จะแสดงได้ด้วยรึไง? เงานี่ไม่ได้โง่ พวกเขาแสดงได้ก็จริง แต่มันไม่ใช่พวกเขาที่จะมาตัดสินว่าเงานี่จะเชื่อพวกเขารึเปล่า
‘ ถ้าอยากบ่มเพาะเทคนิคนี้ งั้นก็ต้องทำ แล้วทำไมนายถึงต้องมาพูดเรื่องไม่มีประโยชน์แบบนั้น ? ยังไงซะนายแค่อยากบ่มเพาะคู่กับฉัน ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยาก แต่ทำไมต้องอ้อมค้อมด้วย ? ผู้ชายนี่พูดตรงๆกันไม่เป็นรึไง ? ’
หนานจี้หงเม้มปากไม่กล้าพูดออกมา
“เธอคิดยังไงกับข้อเสนอของฉัน ?” เฉินกวนถามขึ้นมา
หนานจี้หงยื่นดึงคอเสื้อข้างหนึ่งของตัวเองลงเผยให้เห็นคอที่ขาวเนียนอมชมพู เธอพูดเสียงหวานๆออกมา
“จักรพรรดิ การแสดงของข้าเป็นเช่นใดบ้าง ?”
เมื่อเฉินกวนเห็นสายตาที่ราวกับน้ำตกและเสน่ห์ที่หนานจี้หงแสดงออกมา เขาก็ถึงกับชะงักไปกว่า 2 วินาที
“ยอดเยี่ยม” เฉินกวนยื่นมือออกมาดึงหนานจี้หงมาโอบเอาไว้
ตัวของหนานจี้หงแข็งทื่อทันที หัวใจเธอเต้นรัว แก้มเธอร้อนผ่าวราวกับมีไฟลุก เธอเงยหน้าขึ้นมามองเฉินกวนที่กำลังโอบเธออยู่
เมื่อมองเฉินกวนจากมุมนี้ เธอจะไม่เห็นคิ้วเขาทั้งหมด เพราะแบบนั้นเฉินกวนจึงดูหล่อแบบร้ายๆ ขึ้นมา ยิ่งดูเท่าไหร่ เธอยิ่งเขินเท่านั้น เธอถึงกับไม่กล้าสบตาเฉินกวน
เมื่อเห็นสายตาที่ดูเหม่อลอยและแก้มที่แดงของหนานจี้หง เฉินกวนก็อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวลงไปจูบเธอ
จูบนี้รากับฟ้าที่ผ่าลงมาจุดไฟให้ลุกไหม้โดยที่ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้
‘ ภูมิหลังของเธอคงเกี่ยวข้องกับกองทัพสวรรค์ ถ้าฉันใช้อำนาจของตระกูลเธอได้ งั้นมันก็ไม่ง่ายที่คนอื่นจะมาตรวจสอบเรื่องครอบครัวฉัน ’ มีความคิดมากมายโผล่มาในหัวเฉินกวน
ทว่าเขาก็ไม่อาจจะต้านทานความต้องการของหนุ่มสาวได้ สุดท้ายใจเขาก็ลุกเป็นไฟ
“จักรพรรดิของข้า...” เสียงครางดังขึ้นพังทลายสติที่หลงเหลืออยู่ในหัวเฉินกวน มันยิ่งทำให้เขาปล่อยตัวไปตามอารมณ์
ตอนที่ทั้งสองปลุกปล้ำกันเสร็จ หนานจี้หงก็นอนอยู่ในอ้อมกอดเฉินกวน มีน้ำตาไหลออกมาที่หางตาของเธอ เธอไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้กับใครมาก่อน
“ดูเหมือนว่าเราจะหลอกเงานั่นได้แล้ว” หนานจี้หงใช้นิ้วลูบไล้ที่อกของเฉินกวนและกระซิบออกมา
“เรายังไม่เริ่มแสดงเลยนะ ?” เฉินกวนพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าแปลกๆ
“ทำไมยังไม่เริ่มอีก ? เราก็เพิ่งทำขั้นแรกของวิธีการบ่มเพาะแบบคู่ไปไม่ใช่รึไง ? ถึงจะดูงุ่มง่ามแต่การแสดงของฉันก็น่าจะผ่านนิ...” หนานจี้หงหน้าแดงขึ้นมาอีกรอบ เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ
ยังไงซะเธอก็อายุไม่ถึง 20 ปี เธอแก่กว่าเฉินกวนแค่ 1 ปี แม้ว่าเธอจะถูกปลุกปั้นมาโดยครอบครัวและความคิดที่ไม่อาจจะเอาคนทั่วไปมาเทียบได้ ทว่าเธอก็ยังไม่ประสีประสาในเรื่องแบบนี้
“ตอนที่ฉันบอกให้ปลอมตัว ฉันไม่ได้หมายความว่าให้เล่นบทจักรพรรดิกับเอฝาง” เฉินกวนพูดขึ้น
หนานจี้หงอึ้งและมองเฉินกวนด้วยสายตาสับสน “แล้วจะปลอมตัวได้ยังไงถ้าไม่แสดง ?”
“ถ้าเงานั่นมองเห็นและได้ยิน เขาคงได้ยินและเห็นทุกอย่างที่เราทำไปหมดแล้ว เขาจะรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่เขารอ ดังนั้นไม่ว่าเราจะพูดรึทำอะไร มันก็ไม่มีประโยชน์ เขามีวิธีแบ่งแยกตัวตนอยู่ เราต้องทำอย่างอื่น”
เฉินกวนพูดขึ้น
“งั้นตะกี้เราทำไปทำไม ? ทำไมนายไม่บอกตั้งแต่แรก ?” หนานจี้หงกัดปากมองไปที่เฉินกวน ทุกคำพูดที่พูดมานั้นผ่านซี่ฟันที่กัดแน่นของเธอ
“ฉันเห็นเธอเล่นสมบทบาทดี ฉันเลยเล่นด้วย” เฉินกวนกระแอมออกมาเบาๆ และพูดขึ้น
“นาย...ดี...นายเองก็ร่วมมือดีนะ...” หนานจี้หงโกรธจัด เธอใช้นิ้วหยิกเอวเฉินกวน ปลายนิ้วของเธอข่วนที่หลังเขาไปมาจนเกิดเสียง
เฉินกวนเจ็บและรีบจับมือหนานจี้หงเอาไว้ เขายังพูดต่อด้วยสีหน้าเครียด “ฉันคิดว่าเงานั่นไม่มีประสาทสัมผัสทั้งห้า ฉันคิดว่ามีความเป็นไปได้ 2 อย่าง หนึ่งคือเขามีวิธีแบ่งแยกตัวตน อีกความเป็นไปได้คือจักรพรรดิไม่ได้ทิ้งเขาเอาไว้”
“ถ้าจักรพรรดิไม่ได้ทิ้งเอาไว้ แล้วมีตัวตนที่น่ากลัวอยู่ที่นี่ได้ยังไง ? ไม่เข้าท่าเลย ฉันเดินทางไปทั่วทั้งเกาะแล้ว สัตว์วิญญาณที่แกร่งที่สุดบนเกาะน่ะเลเวลแค่ 10 ตัวตนอย่างเงานี่ไม่ใช่สัตว์วิญญาณบนเกาะนี้แน่” หนานจี้หงพูดขึ้น
เฉินกวนพยักหน้า “เงานี่ไม่ใช่สัตว์วิญญาณบนเกาะ แต่ฉันคิดว่ามันอาจจะไม่ได้ถูกทิ้งไว้โดยจักรพรรดิ รึจักรพรรดิอาจจะไม่ได้ตั้งใจทิ้งเขาเอาไว้”
“ทำไมถึงพูดแบบนั้น ?” หนานจี้หงคิ้วขมวดขึ้นมา
“ที่สำคัญในวิหารบรรพชนอย่างคลังต้องใช้รหัสผ่านและวิธีการยืนยันตัวตนหลายชั้น เงานี่ไม่มีประสาทสัมผัสทั้งห้าและมีวิธีการยืนยันตัวตนแค่อย่างเดียว ถ้าเธอเป็นจักรพรรดิ เธอจะให้สัตว์วิญญาณแบบนี้เฝ้าที่นี่ไว้รึเปล่า ?” เฉินกวนถามกลับ
หนานจี้หงพยักหน้า เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เฉินกวนพูดมาก็ฟังดูมีเหตุผล แต่มันอาจจะตัดความเป็นไปได้อื่นทิ้งไม่ได้
เฉินกวนพูดต่อ “ในความเห็นของฉัน เราไม่ต้องสนใจเขา เราทำในสิ่งที่เราต้องทำ เขาไม่น่าจะโจมตีเรา”
“นายมั่นใจเหรอ ?” หนานจี้หงกัดฟันมองไปที่เฉินกวน
“ไม่มีใครมั่นใจได้ 100% หรอก แต่อาจจะเกือบ 90%” เฉินกวนตอบกลับ
“ในอีกความหมายคือนายคิดว่าถึงเราจะปีนตามโซ่กระดูกไป เขาก็จะไม่โจมตีเรางั้นเหรอ ?” หนานจี้หงกัดปากถามขึ้นมา
“อาจจะไม่” เฉินกวนพยักหน้า
“งั้นทำไมนายไม่บอกตั้งแต่แรก ?” หนานจี้หงถึงกับตะคอกออกมา
“ก่อนหน้านี้ฉันไม่มั่นใจนิ แต่หลังจากที่เราทำกันตะกี้ เขาก็ไม่ได้มีท่าทีอะไร ฉันเลยยืนยันสิ่งที่ฉันคาดเดาไว้ได้” เฉินกวนพูดขึ้นด้วยท่าทีเยือกเย็น
“นาย....” หนานจี้หงกัดฟัน “งั้นเราไปกันได้รึยัง ?”
“ฉันไปไม่ได้ ฉันก็บอกไปไม่ใช่เหรอว่าฉันโดดไม่ถึงโซ่กระดูก ??” เฉินกวนส่ายหน้า
“ฉันจะแบกนายเอง” หนานจี้หงเหนื่อยแล้วและไม่อยากเถียงอะไรกับเฉินกวนต่อ
“ข้างนอกอาจจะอันตรายกว่าที่นี่ก็ได้ เธอควรรักษาเท้าของเธอก่อน” เฉินกวนไม่คิดที่จะเสี่ยง ถึงมันจะมีโอกาส 1 ใน 1,000 ก็ตาม ทว่าเขาก็ไม่คิดที่จะเสี่ยง
หนานจี้หงมองความคิดของเฉินกวนออก “ฉันว่านายกลัวว่าตัวเองจะเดาผิด ดังนั้นนายถึงไม่กล้าเสี่ยง”
เฉินกวนยิ้มและพูดขึ้น “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ถูกเคลียร์หมด สัตว์วิญญาณยังเหลืออยู่ เป็นธรรมดาที่ฉันต้องรักษาร่างกายตัวเองเอาไว้เพื่อใช้มันสร้างความสงบสุขและรุ่งเรือง”
หนานจี้หงกลอกตาใส่ คำพูดพวกนี้ฟังดูปลอม เธอรู้ว่าเฉินกวนน่ะแค่แหย่เธอ เขาไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เถียงอะไรกับเขาต่อ
“เธอจะยังรักษาอยู่ไหม ?” เฉินกวนถามขึ้น
“รักษาสิ” หนานจี้หงมองไปที่เฉินกวน อยู่ๆเธอก็หัวเราะออกมา “แต่ก่อนอื่นเรามีอีกอย่างที่ต้องทำ”
“ทำอะไร ?” เฉินกวนคิ้วขมวดและมองไปที่หนานจี้หง เขาคิดอยู่สักพักแต่ก็อดคิดเรื่องอย่างว่าที่เพิ่งทำตะกี้ไม่ได้
“ให้ฉันกันคิ้วให้นายก่อน” หนานจี้หงบอกกับเฉินกวนด้วยรอยยิ้ม