- หน้าแรก
- เทพแห่งสัตว์เลี้ยง
- ตอนที่ 42 : ปิศาจร้าย
ตอนที่ 42 : ปิศาจร้าย
ตอนที่ 42 : ปิศาจร้าย
ตอนที่ 42 : ปิศาจร้าย
ราชาแห่งสุสานเป็นสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทาน สัตว์วิญญาณเช่นนี้ก็น่าจะแกร่งที่สุดบนเกาะแล้ว
เงานั่นโจมตีเพียงครั้งเดียวก็ฆ่าราชาแห่งสุสานลงได้ แกร่งจริงๆ !
เฉินกวนเริ่มสงสัยว่าเงานี่ต้องเลเวลมากกว่า 10 แน่ๆ
เฉินกวนและหนานจี้หงพากันมองหน้ากัน สายตาของทั้งสองคนต่างก็สะท้อนความกลัวออกมา
การเผชิญหน้ากับตัวตนที่พวกเขาไม่มีปัญญาจะสู้ได้ แม้แต่ราชาแห่งสุสานก็ไม่อาจจะหนีพ้นจากดาบเงาได้ พวกเขาก็ไม่มีทางหนีได้แน่
เงานั้นเกิดมาจากแสง จะมีเงาได้ก็ต้องมีแสง มองจากมุมหนึ่ง ความเร็วของเขาก็อาจจะเทียบกับแสงได้เลยด้วยซ้ำ
แน่นอว่าจากที่พวกเขาเห็นตะกี้ ความเร็วของเงานั้นไม่ได้เร็วเท่ากับแสง แต่วิธีการโจมตีมันแปลกประหลาดซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับมือได้
“เราต้องรีบหนีออกจากที่นี่” หนานจี้หงมองไปที่ศพราชาแห่งสุสานที่ห้อยอยู่บนโซ่กระดูก
ราชาแห่งสุสานปีนลงมาตามโซ่ ถึงจะไม่เห็นว่าด้านบนโซ่กระดูกเชื่อมต่อกับอะไรก็ตาม ทว่าตัดสินจากตำแหน่งของโซ่กระดูกแล้ว มันอยู่ด้านล่างรอยแตกที่พื้นดิน บางทีพวกเขาอาจจะปีนกลับขึ้นไปบนพื้นดินได้ก็ได้
ร่างของราชาสุสานอยู่ห่างออกไปกว่า 10 ม.วัดจากแนวนอน ถ้าวัดระยะทางแบบกระจัดจะอยู่ห่างที่ 5-6 ม.
ถ้าไม่ใช่เพราะบาดเจ็บ หนานจี้หงคงกระโดดขึ้นไปที่ร่างราชาแห่งสุสานแล้ว
แต่โชคร้ายที่ตอนนี้เธอไม่มีปัญญาแม้แต่จะยืนด้วยซ้ำ
“นายใช้ร่างของราชาสุสานเป็นฐานดีดตัวขึ้นไปได้รึเปล่า ?” หนานจี้หงถามกับเฉินกวน
เฉินกวนส่ายหน้า “ตอนนี้ฉันเพิ่งเลเวล 6 ฉันไม่ได้มีสกิลเท้า ฉันกระโดดไกลและสูงขนาดนั้นไม่ได้”
นอกจากจะกระโดดไกลขนาดนั้นไม่ได้ เฉินกวนก็ยังกังวลอีกอย่าง
พวกเขาอยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว แต่เงานั่นไม่ได้โจมตีพวกเขา ตอนที่ราชาแห่งสุสานปีนลงมาตามโซ่กระดูก เงานั่นกลับฆ่าราชาแห่งสุสานทันที
เฉินกวนกังวลว่าหากเขาปีนขึ้นไปตามโซ่กระดูก เงานั่นคงลงมือฆ่าเขา มันเท่ากับหาเรื่องตาย
แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่น ทางเดียวนอกจากการปีนไปตามโซ่กระดูกคือการกระโดดลงน้ำเพื่อหาทางออกจากที่นี่
เฉินกวนเลือกที่จะโดดลงน้ำมากกว่า ถึงเขาจะว่ายน้ำไม่ได้เก่งนักและไม่รู้ว่ามีสัตว์วิญญาณอยู่ในน้ำรึไม่ ทว่ามันก็ดีกว่าที่จะไปหาเรื่องตัวตนที่น่ากลัวอย่างเงานี่
“ ฉันรู้ว่านายกังวลเรื่องอะไร จากที่ฉันเห็น เงานี่ไม่น่าจะใช่สัตว์วิญญาณทั่วๆไป มันน่าจะเป็นผู้พิทักษ์ที่จักรพรรดิทิ้งเอาไว้เพื่อปกป้อง <พระสูตรเอฝาง> ไม่ให้โดนทำลาย
นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าการโจมตีของมันถึงโจมตีได้แต่สัตว์วิญญาณไม่ใช่เรา ” หนานจี้หงอธิบายออกมา
เฉินกวนรู้สึกว่าที่หนานจี้หงพูดมาก็มีเหตุผล ทว่าเขาไม่มีทางมาเสี่ยงเพราะคำพูดแค่นี้
“มันไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไป ทว่าฉันโดดไม่ถึงจริงๆ” เฉินกวนพูดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นถึงขาฉันออกแรงไม่ได้ แต่มือฉันยังออกแรงได้ ฉันจะใช้แรงจากมือช่วยดันนาย จากนั้นก็ใช้เชือกดึงฉันขึ้นไป ฉันปีนเองได้” หนานจี้หงพูดขึ้น
“ไม่เอา” เมื่อเห็นว่าไม่มีทางอื่นที่จะปัดความรับผิดชอบ เฉินกวนก็ปฏิเสธออกมาตรงๆโดยไม่ลังเล เขาขี้เกียจจะหาข้อแก้ตัวแล้ว
หนานจี้หงมองไปที่เฉินกวนด้วยความแปลกใจ เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะปฏิเสธตรงๆ แบบนี้
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความมืดอีกครั้ง หนานจี้หงก้มหน้าด้วยสีหน้าหม่น ถ้าเท้าเธอไม่เจ็บ เธอคงไม่สนใจเฉินกวน
แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอคิดหาทางอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้ เธอจะปีนขึ้นไปบนโซ่กระดูกเองก็ไม่ได้
เฉินกวนสั่งลงโดยมีจ้านกั้วอยู่ข้างๆ เขาเอามือข้างหนึ่งวางไว้บนหัวจ้านกั้วพร้อมกับคิดไปด้วย
‘ ถึงที่เธอพูดมาจะมีเหตุผล ทว่ามันยังมีช่องโหว่ จ้านกั้วเป็นสัตว์วิญญาณ แต่เงานั่นก็ไม่ได้โจมตีจ้านกั้ว.. ’
ตอนที่เฉินกวนคิดอยู่นั้น กำแพงถ้ำก็ส่องแสงขึ้นมาอีกรอบ เงาได้กลับไปนั่งแบบเดิมอีกครั้ง ดาบเงาในมือก็หายไปเช่นกัน
เมื่อเห็นแบบนั้นเฉินกวนก็เริ่มผ่อนคลายขึ้นมา เงานั่นไม่ได้คิดจะโจมตีพวกเขา แต่เขายังรู้สึกว่าโดนเงานั่นจับตาดูอยู่ เขารู้สึกว่าเงานั่นจะไม่ปล่อยพวกเขาออกไปง่ายๆ
“เฉินกวน ถ้านายช่วยฉัน ฉันจะแนะนำนายกับกองทัพสวรรค์” หนานจี้หงพูดขึ้นมา
เฉินกวนได้ยินแบบนั้นก็ต้องอึ้ง เขาหันกลับไปมองหนานจี้หงโดยไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
กองทัพสวรรค์คือกองทัพของวิหารบรรพชน นอกจากคุ้มกันวิหารบรรพชนแล้ว มันยังมีอำนาจของวิหารบรรพชนอีกด้วย
บอกได้ว่ากองทัพสวรรค์คือกองทัพรักษากฎสูงสุดในแคว้นเจิ้น ฐานะและตำแหน่งของสมาชิกในกองทัพนั้นไม่ได้ด้อยกว่าเจ้าเมืองของเมืองเล็กๆ เลย
ผลประโยชน์และทรัพยากรในการบ่มเพาะนั้นมากกว่าทรัพยากรของคนธรรมดาที่จะหาได้ทั้งชีวิต
ยิ่งกว่านั้นกองทัพสวรรค์ก็ยังมีธรรมเนียมการส่งต่ออำนาจจากพ่อสู่ลูก ถึงจะไม่ได้มีกฎระเบียบกำหนดเอาไว้ แต่พูดโดยทั่วไปแล้ว ตราบใดที่ลูกหลานของทหารในกองทัพได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เด็กและผ่านการทดสอบ พวกเขาก็จะมีโอกาสกลายเป็นพลสำรองของกองทัพสวรรค์ได้ พวกเขาจะได้เป็นทหารของกองทัพทันทีหากมีที่ว่าง
การได้เป็นทหารของกองทัพสวรรค์นั้นไม่ใช่แค่มีงานที่มั่นคง ทว่ายังสร้างงานที่มั่นคงให้กับลูกหลานได้ด้วย ฐานะของเราจะสูงขึ้น มันคือทางที่ดีที่สุดที่คนธรรมดาทั่วไปจะยกระดับตัวเอง
หากเฉินกวนมาจากตระกูลทั่วๆ ไปและได้เข้าร่วมกองทัพสวรรค์ มันอาจจะเป็นโอกาสดีที่สุดที่เขาจะเปลี่ยนชีวิตตัวเอง
โชคร้ายที่ภูมิหลังตระกูลของเฉินกวนนั้นแย่กว่าคนทั่วไป ไม่งั้นแล้วเขาคงไม่ต้องเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยมือเปล่าแบบนี้
เฉินกวนอยากจะเข้าร่วมกองทัพสวรรค์ ทว่าเขาไม่อาจจะเข้าร่วมได้เพราะกองทัพสวรรค์จะทำการตรวจสอบภูมิหลังของสมาชิกทุกคน ตอนนั้นเฉินกวนอาจจะกลับไปเป็นคนธรรมดาไม่ได้ด้วยซ้ำ
เขาอาจจะนำพาปัญหามาให้ครอบครัวก็ได้
ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อของเฉินกวน ฉินซิงเหอ
แซ่เดิมของเฉินซิงเหอไม่ใช่เฉิน เขาไม่ได้ใช้ชื่อนี้ด้วย พ่อเปลี่ยนมาใช้แซ่ของแม่พร้อมกับเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้ แม้แต่เฉินกวนก็ยังใช้แซ่ของแม่
เหตุผลที่ต้องเปลี่ยนชื่อก็เพราะตัวตนเดิมของเฉินซิงเหอที่ไม่เป็นที่ยอมรับของโลก
เมื่อ 30 ปีก่อน ตอนที่ชื่อจอมมารฉิงไป่ถูกพูดถึง บอกได้ว่าทุกคนต่างก็รู้จักเขา บอกได้ว่าแม้แต่เด็กที่ร้องไห้อยู่ก็ต้องเงียบเมื่อได้ยินชื่อนี้
มันยากที่จะบอกได้ว่าจะมีใครในประวัติศาสตร์ที่ทำแบบนี้ได้ แต่เรื่องอื้อฉาวของจอมมารฉิงไป่นั้นโด่งดังไปทั่ว
หายนะที่สร้างขึ้นโดยจอมมารฉิงไป่เพียงคนเดียวก็แทบทำลายแคว้นเจิ้นได้แล้ว
มีคนเป็นล้านคนที่ต้องตาย
นับแต่อดีตที่ผ่านมา มีเพียงคนเดียวที่ถูกยอมรับว่าเป็นจอมมาร เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการพูดถึง ‘จอมมาร’ ถึงไม่ต้องพูดชื่อต่อ แต่ทุกคนล้วนแต่หมายถึงพ่อของเฉินกวน
คำว่า ‘ชั่วร้าย’, ‘โหดเหี้ยม’ และ ‘ยกโทษให้ไม่ได้’ ล้วนแต่ถูกใช้พูดถึงพ่อของเฉินกวน
หลังจากนั้นมาวิหารบรรพชนกับ 10 ตระกูลชั้นนำล้อมเพื่อสังหารจอมมาร และถึงจะหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ทว่าการบ่มเพาะก็ถูกทำลาย เขาไม่อาจจะกลับมาเดินในเส้นทางการบ่มเพาะได้อีก
เขาไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาทั่วไปเลย