- หน้าแรก
- เทพแห่งสัตว์เลี้ยง
- ตอนที่ 38 : ข้อความบนกำแพง
ตอนที่ 38 : ข้อความบนกำแพง
ตอนที่ 38 : ข้อความบนกำแพง
ตอนที่ 38 : ข้อความบนกำแพง
หนานจี้หงสำลักอยู่หลายรอบก่อนจะสงบลงได้ เธอมองไปรอบๆ และอยากจะลุกขึ้นยืน
ทว่าทันทีที่ขยับตัว เธอก็หน้าซีดไปทันที
“ขาฉัน” หนานจี้หงกัดฟันทนความเจ็บและตรวจสอบอาการที่ขา เธอเห็นว่าข้อเท้าเธอบวม เห็นแบบนั้นก็ทำให้สีหน้าเธอบิดเบี้ยวไป
หนานจี้หงกัดฟันทนความเจ็บลุกไปนั่งที่ก้อนหิน เธอโน้มตัวลงมาถอดรองเท้าออก ระหว่างนั้นสีหน้าเธอก็ยิ่งบิดเบี้ยวกว่าเก่าเพราะความเจ็บปวด
ตอนที่ถอดรองเท้าทั้งสองข้างออก เฉินกวนก็เห็นว่าเท้าเธอก็บวมด้วยเช่นกัน กระดูกเท่าเธอน่าจะหักไม่ก็ร้าว
“ขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้ นายชื่ออะไร ?”
หนานจี้หงรู้อาการตัวเองดีกว่าเฉินกวน การตัดสินของเธอคล้ายกับเฉินกวน กระดูกเท้าเธอคงหัก สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ถึงเธอจะมียากับตัว ทว่าก็คงไม่อาจจะรักษาให้หายได้ในเวลาอันสั้น มันคงยากที่จะเคลื่อนที่ได้เหมือนเดิม
ในที่แบบนี้ ถ้าขยับตัวไม่ได้ หากเจอกับสัตว์วิญญาณเข้า มันก็เท่ากับความตายถูกตัดสินเอาไว้แล้ว
“เฉินกวน” เฉินกวนตอบกลับ
“ ตอนนี้เราตกอยู่ในอันตราย ฉันจะไม่อ้อมค้อม ฉันกลัวว่าเท้าฉันคงหัก กระดูกที่ข้อเท้าคงบิด ฉันต้องจัด
กระดูกบิดก่อน จากนั้นถึงจะใช้ยาได้ นายรู้เรื่องการจัดกระดูกรึเปล่า ? ” หนานจี้หงถามออกมาตรงๆ
ทุกวันนี้ในมหาลัยก็มีการสอนเรื่องการจัดกระดูก นักเรียนต้องเรียนรู้เรื่องการจัดกระดูก แต่พวกเขาจะรู้ขนาดไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และความสามารถของพวกเขา
“ก็พอรู้อยู่ ฉันจะช่วยจัดกระดูกให้เธอก็ได้” เฉินกวนนั่งยองๆ ลงไปค่อยๆ จับเท้าซ้ายของหนานจี้หงที่บวมอย่างกับขาหมูขึ้นมา
ทันทีที่สัมผัสเท้าเธอ หนานจี้หงก็หน้าซีดกว่าเก่าพร้อมคิ้วที่ขมวดหนักกว่าเดิม
เฉินกวนเห็นว่าเธอกัดฟันทนความเจ็บอยู่ เขาจึงไม่มัวพูดอะไรมาก เขาตรวจสอบกระดูกที่บิดและถามคำถามกับหนานจี้หงเพื่อตัดสินตำแหน่งของกระดูกที่บิด
“เธอชื่ออะไร ?” เฉินกวนถามพร้อมกับแตะที่กระดูกไปด้วย
“หนาน...อ๊า...” หนานจี้หงพูดได้คำเดียวก็ร้องออกมาเพราะความเจ็บ เฉินกวนจับกระดูกเท้าซ้ายเธอเสร็จอย่างรวดเร็ว เธอเจ็บอยู่ได้ไม่นาน
เฉินกวนยังใช้วิธีเดิมเพื่อจัดการกับเท้าอีกข้างของเธอ
“นายรู้เรื่องจัดกระดูกดีนิ” เมื่อเห็นว่าการจัดกระดูกของเฉินกวนทั้งรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งความเจ็บที่เท้าก็ลดลงไปเยอะ
หนานจี้หงก็อดไม่ได้ที่จะออกปากชม การที่จะรู้เรื่องการจัดกระดูกขนาดนี้ได้ก็ต้องขยันพอตัว
“ไม่เท่าไหร่หรอก” เฉินกวนพูดขึ้น “เธอมียารักษากระดูกรึเปล่า ? ถ้าไม่มี ฉันมีติดตัวอยู่ แต่มันไม่ได้ดีเท่าไหร่ แค่พอใช้ได้”
“ฉันมียาอยู่ นายช่วยฉันทาที” หนานจี้หงเอายาออกมาส่งให้กับเฉินกวน
เฉินกวนแปลกใจนิดๆ ยานี่แพงพอตัว หนานจี้หงน่าจะไม่ได้มาจากตระกูลทั่วๆ ไป
หลังจากที่ทายาเสร็จ เฉินกวนก็มัดผ้าพันแผลให้เธอ ระหว่างนั้นทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกัน พวกเขาแค่ตรวจสอบรอบๆตัวเพราะกลัวว่าจะมีสัตว์วิญญาณโผล่มา
มันน่าจะมีสัตว์วิญญาณที่นี่ อย่างน้อยก็ต้องมีราชาแห่งสุสาน
จนกระทั่งอาการบาดเจ็บที่เท้าของหนานจี้หงหายดี มันก็ไม่มีสัตว์วิญญาณโผล่มา ทั้งสองต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ตอนนี้นายเลเวลเท่าไหร่ ?” หนานจี้หงถามกับเฉินกวน
“6” เฉินกวนตอบกลับตามจริง
หนานจี้หงได้แต่ถอนหายใจ เลเวล 6 มันน้อยไป ถ้าราชาแห่งสุสานโจมตีพวกเขา งั้นคงพึ่งเฉินกวนไม่ได้ เธอต้องพึ่งตัวเองเผชิญหน้ากับราชาแห่งสุสาน
แต่เธอเคลื่อนที่ได้ไม่สะดวก มันคงอันตรายหากต้องสู้กับราชาแห่งสุสาน
ตอนที่หนานจี้หงคิดถึงไพ่ลับที่มีติดตัว อยู่ๆ เธอก็เห็นแสงตรงหน้าที่เริ่มจ้าขึ้น มันจ้าซะจนเธอต้องยกมือขึ้นบังแสงเอาไว้ก่อนจะมองไปที่ต้นตอของแสง
หลังจากที่เห็นชัดว่ามันคืออะไร หนานจี้หงก็เบิกตากว้างด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ สายตาของเธอสะท้อนความแปลกใจมากกว่าความกลัว
เฉินกวนมองไปที่ที่มาของแสงและพบว่าแสงมันมาจากกำแพงหิน บนกำแพงนั้นมีตัวหนังสือเล็กๆ เขียนเอาไว้ มันคือตัวหนังสือพวกนี้ที่ส่องแสงออกมา
แสงที่ส่องออกมานี้ทำให้เห็นได้แค่พื้นที่รอบๆ ที่พวกเขาเห็นก็แค่น้ำใสๆ และถ้ำด้านบน รอบๆยังมืดสนิท ไม่มีใครรู้ว่าที่นี่ใหญ่แค่ไหน รอยแตกที่พื้นด้านบนเหมือนจะเป็นแค่เส้นเล็กๆ บางๆ ในสายตาพวกเขา
เฉินกวนเดาว่าที่นี่คงต่ำกว่าพื้นดินเป็นพันเมตร
“<พระสูตรเอฝาง> ?”เฉินกวนมองไปที่ตัวอักษรบนกำแพงและพยายามจะจดจำมันให้ขึ้นใจ
เขาเคยเรียนวิชาอักษรศาสตร์มา ตัวหนังสือพวกนี้เหมือนกับตัวหนังสือที่เขาเรียนมา เขารู้ทันทีว่ามันคือตัวหนังสืออะไรและรีบจดจำมันให้ขึ้นใจ
เฉินกวนมองไปที่หนานจี้หงและเห็นว่าเธอเพ่งสมาธิมองไปที่ตัวอักษรพวกนี้ไม่ละสายตา
ชัดแล้วว่าเธอรู้จักมัน เขาคิดกับตัวเอง ‘ หนานจี้หงไม่ได้แปลกใจเลยสักนิดที่เห็นตัวหนังสือพวกนี้ในที่แบบนี้ รึว่าเธอรู้เรื่อง <พระสูตรเอฝาง> ? เธอรู้ก่อนจะมาที่นี่รึว่าพบเบาะแสบนเกาะ ?
หวังเหลียนบอกว่าผู้อาวุโสของเธอทำลายจารึกที่มีตัวหนังสือบันทึกเอาไว้ไปแล้ว ดังนั้นพวกที่มาทีหลังก็ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้ รึว่านอกจากจารึกหินแผ่นนั้นแล้ว มันจะมีจารึกแผ่นอื่นบนเกาะที่บันทึกเรื่อง <พระสูตรเอฝาง> เอาไว้ ? ’
มีตัวหนังสือบนกำแพงแค่ 4-5 พันตัว ก่อนที่ทั้งสองคนจะจำมันได้ทั้งหมด แสงบนตัวหนังสือก็หม่นลง ไม่นานตัวหนังสือก็หายไปเหลือแต่ความมืดมิด
“นายจำมันได้หมดมั้ย ?” หนานจี้หงหันกลับไปถามเฉินกวน
มันมีตัวหนังสืออยู่เยอะเกินไป เธอมีเวลาไม่พอจดจำมันให้ได้ทั้งหมด เธอจำได้แค่ 1,000 ตัวแรก ถึงจะอ่านเป็นคำได้ ทว่าเธอก็อ่านมันไม่หมด
เธอไม่คิดว่าเฉินกวนจะมีความจำดีไปกว่าเธอ แต่เธอก็ยังแอบหวัง
หนานจี้หงรู้ว่ามันคือ <พระสูตรเอฝาง> ยิ่งเธอจดจำมันได้เท่าไหร่ มันยิ่งส่งผลดีต่อเธอเท่านั้น
“ฉันจำได้แค่บางส่วน ตัวหนังสือพวกนี้เหมือนจะเป็นเทคนิคบ่มเพาะ ทำไมถึงมีเทคนิคบ่มเพาะสลักเอาไว้ในที่แบบนี้ ? มันต้องเป็นฝีมือคนแน่ๆ ? งั้นก็หมายความว่ามีคนเคยมาที่นี่ก่อนเรา เรามีโอกาสรอดแล้ว” เฉินกวนพูดขึ้น
หนานจี้หงได้แต่ยิ้มแห้งๆออกมา หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นเธอก็ได้แต่ส่ายหน้า “คนที่สลักตัวหนังสือพวกนี้อาจจะไม่ได้บอกทางรอดให้เรา เราคงได้แต่ต้องพึ่งตัวเอง”
“เธอรู้เหรอว่าใครทิ้งข้อความพวกนี้เอาไว้ ?” เฉินกวนถามหนานจี้หงด้วยความแปลกใจ
หนานจี้หงไม่ได้ตอบเขา แต่เธอพยายามนึกย้อนถึงข้อความที่เธอจำมาได้เพื่อที่เธอจะได้ไม่ลืมมัน
เมื่อเห็นว่าหนานจี้หงไม่ตอบ เฉินกวนก็ได้แต่นึกถึงข้อความที่เขาเพิ่งอ่านมา
<พระสูตรเอฝาง> ส่วนหนึ่งถูกสลักไว้บนต้นแก้ว 7 สมบัติ มันไม่ได้บอกว่าเป็นส่วนเริ่มรึส่วนท้าย ดังนั้นได้ไปก็ไม่มีประโยชน์
ข้อความบนผนังถ้ำนี่ก็ไม่ใช่ข้อความที่ต่อกับข้อความบนต้นแก้ว 7 สมบัติ มันเป็นคนละส่วนกัน เทคนิคบ่มเพาะส่วนนี้เอาไว้ใช้ในการบ่มเพาะของตัวมันเอง มันทำให้เฉินกวนสงสัยว่าตัวอักษรแสงพวกนี้มาจาก <พระสูตรเอฝาง> จริงๆรึเปล่า