- หน้าแรก
- เทพแห่งสัตว์เลี้ยง
- ตอนที่ 33 : ท่าไม้ตาย
ตอนที่ 33 : ท่าไม้ตาย
ตอนที่ 33 : ท่าไม้ตาย
ตอนที่ 33 : ท่าไม้ตาย
ไม่แปลกเลยที่เล่าเหนี่ยวจะไม่เชื่อ ความแข็งแกร่ง, เลเวล และอุปกรณ์สวมใส่ของทีมระดับสูงนั้นดีจนทีมของเฉินกวนไม่อาจจะเทียบได้
แม้แต่พวกเขาก็ยังฆ่าสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทานไม่ได้ มันน่าเหลือเชื่อที่เฉินกวนและพวกหน้าใหม่แค่ไม่ กี่คนกลับทำแบบนั้นได้
หากไม่มี [ วิญญาณเชียร์ลีดเดอร์ ] ถึงจะมีเหยียนจือ ทว่าเฉินกวนและคนอื่นก็คงไม่อาจจะฆ่าสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทานได้แน่
ในการต่อสู้กับพุทธองค์สุสานน้ำ เหยียนจือไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก คนที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้ครั้งนี้คือฉินจืออวี่
ตามที่ฉินจืออวี่บอกมา เขาได้เข้าสู่สภาวะลึกลับ จิตวิญญาณเขาเหมือนเปิดออก โลกตรงหน้าเขาต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ในสภาวะนั้น <ลมปราณม่วงเขียว> ในตัวก็ได้รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันและระเบิดพลังที่น่าเหลือเชื่อออกมา มันคล้ายกับพลังบรรพกาลที่สร้างขึ้นตอนที่บ่มเพาะ <ลมปราณม่วงเขียว> ไปถึงขีดสุด
ในสภาวะนั้น ฉินจืออวี่รู้สึกว่าเขาไร้เทียมทานจริง ๆ เขาสามารถรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของทุกอย่าง พลังชีวิตที่ปะทุออกมาจากตัวนั้นสามารถทำลายล้างได้ทุกสิ่ง
ตอนนั้นฉินจืออวี่ราวกับเทพเจ้า
แต่สภาวะนั้นอยู่ได้แค่ไม่นาน หลังจากนั้นตอนที่ฉินจืออวี่คิดจะเข้าไปในสภาวะนั้นอีกครั้ง เขาก็ไม่อาจจะทำได้ เขาได้ตรวจสอบผังสเตตัสและสกิลของตัวเอง แต่ก็ไม่พบว่ามันต่างอะไรจากเดิมเลย
เขาได้แต่คิดว่านี่คือการระเบิดพลังตอนที่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
มันก็เหมือนกับผู้หญิงที่ยกถังน้ำไม่ขึ้นถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ แต่พวกเธอสามารถพลิกรถได้ตอนที่ช่วยลูกของพวกเธอ พวกเธอสามารถแสดงพลังที่น่าเหลือเชื่อออกมาได้
ฉินจืออวี่ตัดสินใจที่จะศึกษาดูว่าสภาวะนั้นคืออะไร เฉินกวนรู้ดีว่ามันเป็นฝีมือของเขาเอง เพราะนอกจากนี้มันยังมีบันทึกเพิ่มเติมเข้ามาในส่วนของ [ วิญญาณเชียร์ลีดเดอร์ ]
ในข้อมูลลับสุดยอดนี้ มันมีข้อมูลแค่อย่างเดียวบันทึกเอาไว้
สภาวะลับสุดยอด – ขอบเขตไร้ขีดจำกัด : ไร้ขีดจำกัด, ไร้ขอบเขต, ไม่มีรูปร่าง, ไม่แบ่งแยกระหว่างหยินหยาง, รวมทุกสรรพสิ่ง, ไร้รูปร่าง, ไร้เงา ไร้เสียง ไร้สี ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
นี่คือขอบเขตไร้ขีดจำกัด
ขอบเขตไร้ขีดจำกัดคือสภาวะที่ฉินจืออวี่เข้าใจและเข้าไปอยู่ แต่สภาวะนี้ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของชีวิต มันไม่ง่ายเลยที่จะควบคุมมันได้ตามใจ แม้แต่ฉินจืออวี่เอง หากไม่มี [ วิญญาณเชียร์ลีดเดอร์ ] คอยช่วย งั้นก็ยากจะเข้าไปในสภาวะนี้ได้
แต่เฉินกวนสามารถใช้บันทึกลับสุดยอดของ [ วิญญาณเชียร์ลีดเดอร์ ] ได้เพื่อนำเป้าหมายเข้าไปสู่สภาวะขอบเขตไร้ขีดจำกัดได้
หลังจากที่ใช้สภาวะขอบเขตไร้ขีดจำกัด ค่าสเตตัสของเฉินกวนจะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ทว่าเขารู้สึกว่าเขาหลอมรวมกับสวรรค์และโลก มันราวกับว่าทุกอย่างในโลกนั้นคือตัวเขา
พลังชีวิตในร่างกายบริสุทธิ์ราวกับมันเข้ากันได้กับทุกอย่าง พลังชีวิตรอบตัวรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว
นอกจากนี้ความสามารถในการรับรู้ก็ยกระดับขึ้นมา ความรู้สึกนี้มันยากจะอธิบายได้ แต่มันทำให้เขารับรู้ได้ดีกว่าปกติอย่างมาก
ขอบเขตไร้ขีดจำกัดนั้นไม่ใช่ความลับสุดยอดที่เฉินกวนตระหนักได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นตอนที่เขาใช้มัน เขาจึงไม่อาจจะเข้าใจความหมายของมันทั้งหมดและยากจะดึงพลังทั้งหมดของมันออกมาได้
เขาได้แต่ต้องค่อยศึกษามัน
โชคดีที่เขาใช้มันเมื่อไหร่ก็ได้ มันทำให้เขาแกร่งกว่าฉินจืออวี่ที่ตระหนักถึงขอบเขตไร้ขีดจำกัด
เฉินกวนรู้สึกว่าประโยชน์ที่ดีที่สุดของขอบเขตไร้ขีดจำกัดคือการรวมทุกอย่าง มันต้องบ่มเพาะ <ลมปราณม่วงเขียว> จนถึงขีดสุดก่อนถึงจะเข้าสู่สภาวะนี้ได้
หลังจากที่ได้ขอบเขตไร้ขีดจำกัดมาครอบครอง ปราณม่วงและปราณเขียวก็ได้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว มันเท่ากับผลสูงสุดของ <ลมปราณม่วงเขียว> ดังนั้นฉินจืออวี่จึงสามารถฆ่าพุทธองค์สุสานน้ำไปได้
โชคร้ายที่เฉินกวนเองไม่ได้บ่มเพาะ <ลมปราณม่วงเขียว> ดังนั้นหลังจากที่เข้าสู่สภาวะขอบเขตไร้ขีดจำกัด เขาจึงไม่สามารถใช้ดาบแสงบรรพกาลออกมาได้เหมือนกับฉินจืออวี่
แน่นอนว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ถึงคนส่วนมากจะมีหลายสกิล ทว่าพวกเขาก็ใช้ได้แค่สกิลเดียว
ในสภาวะขอบเขตไร้ขีดจำกัด มันมีหลากหลายเทคนิคบ่มเพาะ หากมีสองเทคนิคบ่มเพาะที่พลังขัดแย้งกัน งั้นมันอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี
แต่เทคนิคบ่มเพาะคือสิ่งที่หายากอยู่แล้ว <พระสูตรเอฝาง> ที่คัดลอกมาจากต้นแก้ว 7 สมบัติเป็นแค่เทคนิคบ่มเพาะส่วนหนึ่งเท่านั้น มันเป็นไปไม่เลยที่จะบ่มเพาะในตอนนี้
เฉินกวนและคนอื่น ๆ ไม่ได้เก็บผลแก้ว 7 สมบัติทั้ง 7 ผลมาด้วย
มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากเก็บมัน ทว่าตามบันทึกบนต้นไม้ ผลแก้ว 7 สมบัติที่ยังไม่โตเต็มที่นั้น ประสิทธิภาพของมันจะลดลงอย่างมาก ถึงกินผลแก้ว 7 สมบัติเข้าไปครบทั้ง 7 ผล ทว่าเลเวลก็จะไม่เพิ่มขึ้น
ตามบันทึกบนต้นไม้ ตัดสินจากสภาพของผลไม้แล้ว พวกมันน่าจะสุกในเวลา 2-3 เดือน หลังจากที่ปรึกษากันดูแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจว่าค่อยกลับมาเก็บมันเมื่อครบกำหนด
เล่าเหนี่ยวกลายเป็นบ้าไป ดังนั้นเฉินกวนจึงจบชีวิตอีกฝ่ายและนำศพอีกฝ่ายไปฝัง
พวกเขาพากันเดินหน้าต่อและเตรียมที่จะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ของสัตว์วิญญาณระดับไร้เทียมทานตัวต่อไป
<พระสูตรเอฝาง> แบ่งเป็น 6 ส่วน ตามที่หวังเหลียนบอกมา หลังจากที่ฆ่าพุทธองค์สุสานน้ำไปได้ สัตว์วิญญาณตัวต่อไปที่พวกเขาต้องฆ่าก็คือ จ้าวสุสาน
สุสานที่ว่าคือสุสานที่เฉินกวนเคยไปมาก่อน จ้าวสุสานที่ว่าไม่น่าจะเป็นจ้าวผีดิบทั่วไปแน่ ๆ ควรจะบอกว่ามันคือราชาสุสานแห่งนี้จะเหมาะกว่า
แต่เมื่อไปถึงที่สุสาน พวกเขาก็พบว่าเส้นทางที่นำไปสู่สุสานนั้นมีคนคอยเฝ้าอยู่
“ทีมระดับสูงกำลังทำธุระอยู่ พวกนายไปที่อื่นซะ” คนที่เฝ้าทางอยู่เห็นเฉินกวนและคนอื่น ๆ เดินเข้ามาก็เข้ามาขวางไม่ให้พวกเขาเดินหน้าต่อ
เฉินกวนและพวกมองหน้ากัน ทีมระดับสูงนั้นมีคนในทีมเยอะ ด้วยความแข็งแกร่งของพวกนั้นแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้เปรียบ
แต่พวกเขาจำเป็นต้องฆ่าราชาแห่งสุสาน พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
“เก็บเลเวลกันก่อนแล้วค่อยมาใหม่ บางทีตอนนั้นพวกเขาอาจจะกลับกันแล้วก็ได้” ฉินจืออวี่พูดขึ้นมา
“ก็ได้” เฉินกวนรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน มันไม่จำเป็นต้องมีเรื่องขัดแย้งกับทีมระดับสูงตอนนี้
ตอนที่พวกเขากำลังจะแยกออกไป อยู่ ๆ พวกเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านในสุสาน เมื่อหันกลับไปมองก็พบกับผู้หญิงในชุดเกราะสีแดงนำคน 8-9 คนวิ่งออกมาจากสุสาน
เฉินกวนจำผู้หญิงคนนี้ได้ เธอคือหนานจี้หง หัวหน้าทีมระดับสูง
แต่สีหน้าของเธอดูไม่สู้ดีนัก สีหน้าของคนอื่น ๆ ในทีมก็ดูไม่ดีเช่นกัน
“ถอย....ถอยกันก่อน...” หนานจี้หงตะโกนพร้อมกับพาทุกคนหนีออกมา
ที่สุสานด้านหลัง กลุ่มผีดิบพากันพุ่งออกมาอย่างกับฝูงสัตว์ป่า พวกมันมีหลายตัวจนยากจะรับได้ ไม่มีใครรู้เลยว่าผีดิบพวกนี้มีกันกี่ตัว
“ท่าไม่ดี...หนีกันก่อน...” เฉินกวนและคนอื่น ๆ หน้าถอดสี
ในสถานการณ์แบบ 1 ต่อ 1 เฉินกวนพึ่งเหยียนจือถึงได้กล้าสู้กับผีดิบพวกนี้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์วิญญาณเป็นพัน ๆ หรือหมื่น ๆ ตัว ไม่ว่าเหยียนจือแข็งแกร่งแค่ไหนก็ยากจะเอาชีวิตรอดได้
ฉินจืออวี่และพวกรู้ว่าผีดิบพวกนี้แกร่งแค่ไหน ดังนั้นพวกเขาจึงหันกลับและพยายามจะหนีออกมา
แต่ก่อนที่พวกเขาจะหนีออกมาได้ พวกเขาก็เห็นผีดิบจำนวนมากแห่กันเข้ามาจากทั้งสองข้างทางของป่าจากเส้นทางที่พวกเขาเดินทางเข้ามา
ไม่นานผีดิบก็ปิดทางหนีพวกเขาเอาไว้ ผีดิบนับไม่ถ้วนแห่กันเข้ามาหาพวกเขาจากทุกทิศทางอย่างกับคลื่น
ในหมู่พวกนั้นมีผีดิบกลายพันธุ์อยู่จำนวนมากอีกด้วย