เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 22 : การเสาะหาความเป็นอมตะของจักรพรรดิ

ตอนที่ 22 : การเสาะหาความเป็นอมตะของจักรพรรดิ

ตอนที่ 22 : การเสาะหาความเป็นอมตะของจักรพรรดิ


ตอนที่ 22 : การเสาะหาความเป็นอมตะของจักรพรรดิ

เมื่อเห็นหวังเหลียนกำลังจะโดนเหยียนจือฆ่า เธอก็กลิ้งตัวหลบไปด้านหลังฉินจืออวี่และใช้ฉินจืออวี่เป็นโล่ เธอตะโกนออกมา “ฉินจืออวี่คือลูกหลานสายตรงของตระกูลฉิน ถ้านายฆ่าเขา งั้นนายคงไม่มีที่อยู่บนโลกนี้แน่”

เฉินกวนไม่คิดจะฆ่าหวังเหลียนตอนนี้ เมื่อเห็นแบบนั้น เขาก็บอกให้เหยียนจือหยุด แต่ไม่ได้ให้มันถอย มันยังจับตาดูหวังเหลียนไม่ละสายตา

เฉินกวนรู้ว่าหวังเหลียนแกร่งแค่ไหน เธอแกร่งเอามาก ๆ ทว่าเหยียนจือก็ยังเอาชนะเธอได้ ดังนั้นเฉินกวนจึงไม่รีบฆ่าเธอตอนนี้

หวังเหลียนรู้ถึงความลับของเกาะ เฉินกวนอยากรู้ความลับพวกนี้

สำหรับฉินจืออวี่ มันจะดีกว่าที่จะช่วยอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน ถ้าช่วยไม่ได้จริง ๆ งั้นเขาก็ไม่มีทางเลือก

“อย่าเข้ามา...” หวังเหลียนใช้ฉินจืออวี่เป็นตัวประกันและออกปากขู่เฉินกวน พร้อมกับถอยไปที่ร่างของพุทธองค์สุสานน้ำ

เฉินกวนไม่รู้ว่าหวังเหลียนคิดจะทำอะไร เขากลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นอีก ดังนั้นเขาจึงสั่งเหยียนจือให้ลงมือ แต่อยู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง

ฉินจืออวี่ที่ถูกใช้เป็นตัวประกันนั้นอยู่ ๆ ก็ลงมือ เขาหันกลับและใช้ฝ่ามือฟาดไปที่อกเหยียนจือ                           ทำให้เหยียนจือถอยกลับไปหลายก้าว เธอกระอักเลือดออกมาและทรุดลงไปนั่งกับพื้น เธอพยายามลุกขึ้นอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่อาจจะลุกขึ้นได้

เฉินกวนคิดกับตัวเอง ‘ [ ลมปราณม่วงเขียว ] นี่ทรงพลังจริง ๆ มันสามารถเปิดชีพจรเองได้ด้วย’

ฉินจืออวี่มองไปที่เฉินกวนและพยักหน้าให้ จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองหวังเหลียนที่นอนอยู่ที่พื้น ตอนนั้นเธอพยายามจะคลานไปที่ศพของพุทธองค์สุสานน้ำ สายตาของฉินจืออวี่ตอนนี้เย็นชาอย่างมาก

“หวังเหลียน เธอมาจากตระกูลหวังของเทียนฉิวงั้นเหรอ ?” ฉินจืออวี่เดินเข้าไปหาหวังเหลียนและใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบเธอเอาไว้จนเธอคลานต่อไปไม่ได้

“ไม่ เทียนฉิวไม่ใช่แค่ตระกูลเดียวที่ใช้แซ่หวังในโลกนี้” หวังเหลียนกัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวด

“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับหุบเขานี้บ้าง ?” ฉินจืออวี่ถามต่อ

“อยากรู้งั้นเหรอ ? ร่วมมือกับฉันสิ ฆ่าเฉินกวนและสัตว์เลี้ยงของเขา จากนั้นเราค่อยมาแบ่งของกัน”             หวังเหลียนพูดขึ้น

ฉินจืออวี่ฮึดฮัดออกมาและยื่นมือไปแตะที่แขนหวังเหลียน อยู่ ๆ แขนเธอก็งอด้วยองศาแปลก ๆ หวังเหลียนกรีดร้องออกมาอย่างกับหมูโดนเชือด

ฉินจืออวี่ไม่มัวพูดให้เปลืองน้ำลาย เขาแตะไปที่แขนอีกข้างของเธอ มันเหมือนว่าเขาใช้ทักษะดัดกระดูกเพื่อทำให้แขนของเธองอด้วยองศาแปลก ๆ

ตอนที่ฉินจืออวี่กำลังจะจัดการกับขาของหวังเหลียน หวังเหลียนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

ฉินจืออวี่ไม่ได้ดัดกระดูกเธอต่อ เขาปล่อยให้เธอจมกับความเจ็บปวดตอนนี้ แม้แต่ตอนนี้หวังเหลียนก็เจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว

“พูดมา ถ้าพูดอะไรผิดแม้แต่คำเดียว ฉันจะตัดแขนเธอ เธอจะไม่มีแขนให้ใช้ เธอจะต้องใช้ชีวิตอย่างกับขอทานไปตลอดชีวิต” ฉินจืออวี่พูดขึ้น

เฉินกวนดึงเข็มออกจากตัวลู่เถิงและกงซุนจั๋วทำให้อาการพวกนี้กลับไปปกติ จากนั้นทั้งสามคนก็เดินเข้าไปสมทบฉินจืออวี่

“เธอก็แค่อยากเก็บผลแก้ว 7 สมบัติไว้เอง ทำไมต้องเสียเวลามาคุยกับเธอด้วย ? ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินกวนกับสัตว์เลี้ยงของเขา เราคงตายกันหมดแล้ว ผู้หญิงเลว ๆ อย่างเธอน่ะสมควรตาย” ลู่เถิงเบิกตากว้างจ้องหวังเหลียน

“ผลแก้ว 7 สมบัติ ? แกประเมินฉันต่ำไป” หวังเหลียนหน้าซีดเผือด หน้าผากนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเธอไม่พอใจกับคำพูดนี้

“พูดมา” ฉินจืออวี่โบกมือขัดลู่เถิงและบอกกับหวังเหลียนด้วยน้ำเสียงเย็นชา

หวังเหลียนรู้ว่าทนความเจ็บมากกว่านี้ไม่ไหว เธอได้แต่ถอนหายใจและพูดขึ้น “พวกนายเคยได้ยินเรื่องการเสาะหาความเป็นอมตะของจักรพรรดิไหม ?”

“เธอพูดเรื่องอะไร ? ทุกคนในโลกต่างก็รู้เรื่องจักรพรรดิ ถ้ายังมัวลีลา เชื่อมั้ยว่าฉันนี่แหละที่จะจัดการเธอเอง ?”

ลู่เถิงพูดขึ้น

หวังเหลียนไม่สนใจลู่เถิงและพูดต่อ “จักรพรรดิเสาะหาความเป็นอมตะและบังเอิญเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาบ่มเพาะเทคนิคลึกลับเพื่อความเป็นอมตะ

มันได้เปิดยุคของการบ่มเพาะให้กับมนุษย์ นี่คือเรื่องราวที่ทุกคนรู้ แต่ใครจะไปคิดว่าก่อนหน้าจักรพรรดิ มันมีหลายคนที่บ่มเพาะเพื่อหาความเป็นอมตะ พวกเขาเดินทางไปทั่วทั้งโลก แต่ทำไมคนอื่นไม่พบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทว่าทำไมดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงได้โผล่มาตอนที่จักรพรรดิปรากฏตัว ? ”

“แน่นอนว่ามันเพราะจักรพรรดิรวบรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียว เขามีอำนาจ เขาได้ส่งคนไปหาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่คนอื่น ๆ หาไม่พบ” ลู่เถิงพูดขึ้น

“ถ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ทั่วทุกที่ งั้นมันก็ไม่แปกลที่คนอื่น ๆ จะหามันไม่พบ แต่ตำแหน่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลายที่ถูกบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จักรพรรดิจะรวบรวมโลกเป็นปึกแผ่น

บางที่นั้นถูกพบมาหลายปีแล้ว ทำไมคนอื่น ๆ ถึงหาประตูไปสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นก่อนจักรพรรดิไม่ได้ ? ” หวังเหลียนเถียงกลับ

“เธออยากจะบอกอะไรกันแน่ ?” กงซุนจั๋วถามขึ้นมาด้วยคิ้วที่ขมวด

หวังเหลียนพยายามลุกขึ้นนั่งมองไปที่ฉินจืออวี่ “แซ่ฉินคอแซ่ที่เปลี่ยนจากหนึ่งในลูกหลานจักรพรรดิ นายคือลูกหลานสายตรงของตระกูลฉิน แต่นายเลือกเดินทางมาที่นี่ เข้ามาในภูเขาผิงตู้ในวันที่ 15 ของเดือน 7 นายกล้าบอกมั้ยว่านายไม่รู้เรื่องอะไร ?”

ทุกคนพากันมองไปที่ฉินจืออวี่ ฉินจืออวี่พูดขึ้นมาด้วยท่าทีเยือกเย็น “ฉันพอได้ยินข่าวลือมาบ้างว่าจักรพรรดินั้นเข้ามาในเขตแดนลับครั้งแรกและเข้ามาที่ภูเขาผิงตู้ในวันที่ 15 เดือน 7 แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เธอบอก ?”

“เหตุผลว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อนจักรพรรดิก็เพราะทุกอย่างคือข่าวลือ จักรพรรดิไม่ใช่คนแรกที่พบตัวตนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้าจักรพรรดิ มันมีหลายคนที่เข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาเริ่มบ่มเพาะเทคนิคต่าง ๆ มันแค่ว่าคนทั่วไปไม่รู้เรื่องนี้”

หวังเหลียนฮึดฮัดและพูดต่อ “ก่อนหน้าจักรพรรดิ แต่ละยุคสมัย มันมักจะต้องมีคนพิเศษอยู่กลุ่มหนึ่งเสมอ ตอนนั้นผู้บ่มเพาะนั้นเหมือนกับเทพและไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป

จนกระทั่งจักรพรรดิรวบรวมโลกให้เป็นปึกแผ่นและประกาศตัวตนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ทุกคนรับรู้ ทุกคนจึงสามารถบ่มเพาะได้”

หลังจากที่ได้ยินแบบนั้น หลายคนก็คิดว่าที่หวังเหลียนพูดมานั้นมีเหตุผล มีแค่คนอย่างจักรพรรดิเท่านั้นที่จะทำแบบนั้นได้

“ทุกคนสามารถเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อบ่มเพาะเทคนิคต่าง ๆ ในสายตาของคนทั่วไป นี่ถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่จักรพรรดิก็เป็นถึงจักรพรรดิ ในความเห็นของเขา นี่ยังไม่เพียงพอ ทำไมเราต้องเข้ามาบ่มเพาะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ? ทำไมต้องได้เทคนิคจากสัตว์วิญญาณ ? ทำไมถึงไม่มีเทคนิคที่มนุษย์จะบ่มเพาะได้ด้วยตัวเอง ?”

หวังเหลียนยิ่งพูดยิ่งดูคึก หน้าที่ซีดของเธอดูมีเลือดฝาดขึ้นมา “จักรพรรดิได้รวบรวมเทคนิคต่าง ๆ ทั่วทั้งโลกและให้ผู้ปลุกพลังทั้งหมดเขียนเทคนิคที่พวกเขาใช้เพื่อนำไปศึกษา แต่ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากแก่นวิญญาณ ถึงมันจะเป็นเทคนิคบ่มเพาะ

ทว่ามันก็ไม่มีประโยชน์ นี่ได้รับการยืนยันจากผู้ปลุกพลังหลายคน ตอนนั้นมันเหมือนจะเป็นความจริง ไม่มีใครคิดว่าจักรพรรดิจะศึกษาเทคนิคบ่มเพาะพวกนี้ได้ ”

“จักรพรรดิทำสำเร็จงั้นเหรอ ?” ลู่เถิงได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา

เฉินกวนคิดกับตัวเอง ‘ไม่ได้ผลอยู่แล้ว จนตอนนี้ฉันก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครบ่มเพาะเทคนิคบ่มเพาะได้โดยไม่มีความช่วยเหลือจากแก่นวิญญาณ’

จบบทที่ ตอนที่ 22 : การเสาะหาความเป็นอมตะของจักรพรรดิ

คัดลอกลิงก์แล้ว