- หน้าแรก
- เทพแห่งสัตว์เลี้ยง
- ตอนที่ 20 : เก็บไว้เอง ?
ตอนที่ 20 : เก็บไว้เอง ?
ตอนที่ 20 : เก็บไว้เอง ?
ตอนที่ 20 : เก็บไว้เอง ?
“หมายความว่ายังไง ?” ลู่เถิงไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร เขาคิ้วขมวดและถามขึ้นมา
หวังเหลียนอธิบาย “ พุทธองค์สุสานน้ำน่ะเป็นสัตว์วิญญาณธาตุน้ำที่วิวัฒนาการขึ้นมาเป็นสัตว์วิญญาณประเภทพุทธองค์เพราะมันได้กลืนกินศพสัตว์วิญญาณประเภทพุทธองค์ไปจำนวนมากและดูดซับพลังเข้าไป
แต่รากของมันก็ยังเป็นสัตว์วิญญาณธาตุน้ำอยู่ดี ต่างจากพวกสัตว์วิญญาณธาตุศักดิ์สิทธิ์ ปกติแล้วพลังธาตุน้ำและพลังธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเข้ากันได้ ไม่มีปัญหา แต่เมื่อสมดุลนี้พังทลายลงไป พลังศักดิ์สิทธิ์ที่ดูดซับมานั้นจะสะท้อนกลับ ”
“เข้าใจแล้ว แต่เราจะทำลายสมดุลระหว่างพลังธาตุน้ำกับพลังธาตุศักดิ์สิทธิ์ในร่างมันได้ยังไง ?” ลู่เถิงถามขึ้นมา
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าหนังสือมันเขียนไว้แบบนี้” หวังเหลียนส่ายหน้า
ตอนที่พวกเขาคุยกันอยู่นั้น พวกเขาก็เห็นบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นที่ฝั่งฉินจืออวี่ ฉินจืออวี่ถอยกลับมา 2-3 ก้าว มือทั้งสองข้างจับด้ามดาบเอาไว้ พลังสีม่วงและสีเขียวลอยออกมาจากตัวเปลี่ยนดาบในมือให้กลายเป็น สีม่วงเขียว
ตอนนั้นพุทธองค์สุสานน้ำได้พุ่งเข้ามา ฉินจืออวี่ใช้ดาบในมือแทงออกไปพร้อมแสงสีม่วงเขียวปรากฏขึ้นที่ปลายดาบ
ดาบแทงทะลุฝ่ามือของพุทธองค์สุสานน้ำ พลังของมันยังเหลือแทงทะลุเกล็ดที่อกของพุทธองค์สุสานน้ำถึง อกได้
คนอื่นๆ ต่างก็อึ้ง เฉินกวนแอบชมในใจ ‘ [ลมปราณม่วงเขียว] นี่ทรงพลังดีจริงๆ มันทำได้ถึงขนาดนี้ ’
ฉินจืออวี่โจมตีสำเร็จก็รีบถอยออกมา พุทธองค์สุสานน้ำไล่ตามด้วยความโกรธ
ทว่าหลังจากที่ไล่ตามได้ไม่กี่ก้าว ความเร็วของมันกลับช้าลง สีหน้ามันบิดเบี้ยว ลูกตามันปูดพร้อมเลือดที่ไหลออกมาจากแผลราวกับน้ำพุ
พุทธองค์สุสานน้ำยื่นมือมากดแผลเอาไว้แต่ก็ไม่อาจจะห้ามเลือดได้ เลือดของมันยังไหลออกมาตามง่ามนิ้ว
ปึง !
พุทธองค์สุสานน้ำทนไม่ไหวอีกต่อไปและล้มลงไปกับพื้น ตัวของมันกระตุกอย่างต่อเนื่อง
หลายๆ คนเห็นแบบนั้นก็ดีใจ พวกเขาอยากจะออกปากชม แต่ในพริบตาพวกเขาก็เห็นว่าฉินจืออวี่เซไปมาก่อนจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“จืออวี่ !” หวังเหลียนลนลานและรีบเข้าไปตรวจสอบอาการของฉินจืออวี่
“ไม่เป็นไร ฉันแค่ใช้พลังมากไปหน่อย” ปราณสีม่วงเขียวบนตัวฉินจืออวี่หายไป ตอนนี้เขาหน้าซีดเผือดเหมือนไม่มีเลือด
หวังเหลียนยังกังวล เธอขยับเข้าไปใกล้และก้มตัวลงไปตรวจสอบอาการของฉินจืออวี่
ฉินจืออวี่กำลังจะพูดบางอย่างแต่ก็มีบางอย่างแปลกๆ เกิดขึ้น นิ้วของหวังเหลียนแตะไปตามจุดต่างๆ บนตัวเขาอยู่หลายสิบครั้งทำให้ตัวเขาแข็งทื่อไม่อาจจะขยับตัวได้
“กดจุดชีพจร.... หวังเหลียน นี่เธอคิดจะทำอะไร...” ลู่เถิงและกงซุนจั๋วพากันเบิกตามองหวังเหลียน
หวังเหลียนลุกขึ้นยืนพร้อมกับลูบผม เธอยิ้มออกมาและพูดขึ้น “ขอบคุณพวกนายที่ช่วย ส่วนที่เหลือฉันจัดการเองได้”
“เธอหมายถึงอะไร ?” ลู่เถิงยังไม่รู้ตัว
กงซุนจั๋วกำดาบในมือเตรียมที่จะสู้ เขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ? หวังเหลียนจะยึดผลแก้ว 7 สมบัติไว้เองน่ะสิ”
“ยึด ? หวังเหลียน เธอคิดว่าเธอคนเดียวจะเอาชนะเราสองคนได้เหรอ ?” ลู่เถิงได้สติก็พูดขึ้นมาด้วยความโกรธ สายตาเขาดูโกรธแค้นราวกับจะฆ่าหวังเหลียนทั้งเป็น
เขาไม่ได้สนใจเฉินกวนและไม่คิดว่าเฉินกวนจะช่วยสู้ได้
“ไม่ ไม่ ไม่ แค่ผลแก้ว 7 สมบัติไม่มีค่าพอสำหรับความพยายามของฉัน” หวังเหลียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกนายอยู่แล้ว แต่ฉันจะให้ใครรู้เรื่องไม่ได้ ดังนั้นฉันคงได้แต่ขอให้พวกนายเก็บมันเป็นความลับให้ฉัน”
“เราไม่รู้ว่าเธอคิดจะทำอะไร” กงซุนจั๋วยังไม่ได้ลงมือเพราะเขากลัว หวังเหลียนกดจุดชีพจรได้อย่างแม่นยำ มันหมายความว่าเธอปกปิดความแข็งแกร่งเอาไว้
เธอต้องไม่ธรรมดาแบบที่แสดงให้พวกเขาเห็นก่อนหน้านี้แน่
ที่เขาพูดแบบนี้ก็เพราะเขาไม่อยากสู้กับหวังเหลียน มันจะดีกว่าหากพวกเขาแยกกันไปคนละทาง ถึงจะหมายถึงการที่ต้องทิ้งผลแก้ว 7 สมบัติก็ตาม
ลู่เถิงไม่ได้ฉลาดเท่ากับกงซุนจั๋วและโพล่งออกมา “เธอวางแผนไว้ตั้งนานแล้ว เธอรู้จักที่นี่ตั้งนานแล้วและล่อเรามาที่นี่”
เฉินกวนคิดกับตัวเอง ‘ เพิ่งรู้ตัวหรือไง เธอบอกจุดอ่อนของพุทธองค์สุสานน้ำจนฉินจืออวี่ใช้จุดอ่อนนี้ฆ่าพุทธองค์สุสานน้ำไปได้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ’
“ถูกต้อง ฉันเลยต้องรบกวนให้พวกนายปิดเรื่องนี้เป็นความลับให้ฉัน” ตอนที่พูดนั้นหวังเหลียนก็ได้โยนมีดบินสองอันออกมาเข้าใส่ลู่เถิงกับกงซุนจั๋ว
ความเร็วของมีดบินนี่เร็วกว่าตอนที่เธอโจมตีพุทธองค์สุสานน้ำ ลู่เถิงและกงซุนจั๋วรีบยกดาบขึ้นฟันปัดการโจมตีไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่วินาทีต่อมาแขนพวกเขาก็งอ ดาบในมือร่วงลงที่พื้น ที่ข้อมือพวกเขา มีเข็มเล็กๆปักเอาไว้
“เข็มปัดจุดชีพจร...” กงซุนจั๋วรู้ว่ามันคืออะไร เขารู้ทันทีว่าเขาขยับแขนไม่ได้แล้ว
ทั้งสองคนจะใช้มืออีกข้างดึงเข็มออกมา แต่กลับไม่มีโอกาสทำเช่นนั้น
หวังเหลียนโยนมีดบินอีก 2 เล่มออกมา ทั้งสองคนไม่มีเวลาได้ดึงเข็มออกและต้องรีบหลบมีดบินก่อน แต่มีดบินของหวังเหลียนนั้นเป็นแค่ตัวล่อ การโจมตีจริงๆ คือเข็มเล็กๆ ที่โยนมาพร้อมกันต่างหาก
ทั้งสองคนหลบไม่ได้ ตอนที่เข็มปักที่ตัวพวกเขา พวกเขาก็ร่วงลงไปกับพื้น ตัวพวกเขากระตุกอยู่สักพัก ไม่นานพวกเขาก็ไม่อาจจะขยับตัวได้
ตอนแรกเฉินกวนคิดจะร่วมมือกับลู่เถิงและกงซุนจั๋ว ยังไงซะหวังเหลียนก็ไม่ยอมปล่อยเขาไปแน่ แต่เขาคิดไม่
ถึงเลยว่าลู่เถิงและกงซุนจั๋วจะแพ้เร็วแบบนี้ ยิ่งกว่านั้นหลังจากที่เห็นทักษะที่ร้ายกาจของหวังเหลียน เฉินกวนก็ไม่กล้าผลีผลาม เขาอยากจะดูว่าหวังเหลียนยังปกปิดอะไรไว้อีกหรือไม่
น่าเสียดายที่ลู่เถิงและกงซุนจั๋วนั้นไม่อาจจะทำให้หวังเหลียนแสดงฝีมือได้มากกว่านี้
จาก 7 คนในทีม ฮว่าอวิ๋นและฮว่าฉ่ายตายไป ฉินจืออวี่, ลู่เถิงและกงซุนจั๋วนั้นไม่อาจจะขยับตัวได้ เหลือแค่เฉินกวนและหวังเหลียน
ถึงหวังเหลียนจะไม่เห็นหัวเฉินกวน แต่เธอก็ไม่ได้ประมาท หลังจากที่จัดการกับคนอื่นๆ ไป เธอก็มองมาที่เฉินกวน มีดบินโผล่มาในมือ เธอพลิกมีดบินไปมาเตรียมที่จะโจมตีเฉินกวน
เฉินกวนถอยไปด้านหลังเหยียนจือและให้เหยียนจือยืนบังเขาเอาไว้
ลู่เถิงและกงซุนจั๋วไม่คิดว่าเฉินกวนจะทำอะไรได้ แม้แต่พวกเขาก็ยังทำอะไรหวังเหลียนไม่ได้และยังแพ้ง่ายๆ แบบนี้ แล้วเฉินกวนจะไปทำอะไรได้ ?
พวกเขาแค่รู้สึกผิดในใจ พวกเขาโทษตัวเองที่มองธาตุแท้ของหวังเหลียนไม่ออก
จะให้พึ่งกระต่ายปิศาจนี่น่ะเหรอ ? ถึงกระต่ายนี่จะเป็นสัตว์วิญญาณระดับหายาก ทว่ามันก็ไม่เป็นอันตรายต่อหวังเหลียน กลัวว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้เข็ม แค่มีดบินมันก็รับมือไม่ไหวแล้ว
หวังเหลียนเห็นเฉินกวนไปหลบด้านหลังกระต่ายปิศาจ มุมปากของเธอกระตุกเผยท่าทีเยาะเย้ยออกมา “นายโชคดี นายได้กระต่ายปิศาจระดับหายากมา น่าเสียดายที่สัตว์เลี้ยงแบบนี้ช่วยชีวิตนายไม่ได้”
ทันทีที่เธอพูดจบ มีดบินในมือก็ถูกโยนออกมา มันเปลี่ยนเป็นแสงดูเย็นชาและไปถึงตรงหน้าเหยียนจือในพริบตา มีดนี่ราวกับจะทะลุหัวของเหยียนจือไปได้