- หน้าแรก
- เมื่อระบบสายเลือดของผมกลายพันธฺ์!
- บทที่ 60 – สังเวียนเดือด (1)
บทที่ 60 – สังเวียนเดือด (1)
บทที่ 60 – สังเวียนเดือด (1)
บทที่ 60 – สังเวียนเดือด (1)
จริงดั่งคำพูดของนาง โรสเริ่มทำตัวราวกับเป็นผู้จัดการของแอชตัน หมดหวังที่แอชตันจะได้เงินใดๆ จากนาง แม้ว่าเงินนั้น 'ควรจะ' เป็นของเขาก็ตาม ทว่า ก็มีสิ่งหนึ่งที่แอชตันชอบเกี่ยวกับโรส แม้ว่านางจะแสดงท่าทีเหมือนไม่ใส่ใจเขา แต่นางก็ช่วยเหลือเขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ มันอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นห่านทองคำสำหรับนางก็ได้ ยิ่งนางดูแลเขาดีเท่าไหร่ นางก็จะยิ่งรีดเค้นรางวัลจากเขาได้มากขึ้นเท่านั้นในภายหลัง
นอกเหนือจากนั้นทั้งหมด... มีสิ่งหนึ่งที่แอชตันตื่นเต้นเป็นอย่างมาก นั่นคือการได้ใช้อาวุธ เนื่องจากเขาไม่สามารถใช้อาวุธหรือชุดเกราะใดๆ ที่ได้รับเป็นรางวัลจากสถาบันได้ นั่นจึงเหลือทางเลือกให้เขาเพียงทางเดียว เขาจะต้องใช้ดาบคู่ที่เขาหยิบมาหลังจากเอาชนะพวกกระหายเลือดเหล่านั้นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
มันจะเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ใช้พวกมัน นอกจากนั้น ในเมื่อตัวตนของเขาจะถูกปิดบังด้วยหน้ากากนั่น เขาก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรในการใช้มัน
‘ส่วนเจ้าหน้ากากนี่... มันก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ’ แอชตันคิดขณะสัมผัสหน้ากากที่ดูเหมือนส่วนหน้าของกะโหลกศีรษะมนุษย์ ‘ข้าสงสัยว่าโรสจะรู้เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ซ่อนอยู่ของหน้ากากนี่หรือเปล่า ถ้าให้ข้าเดา ข้าว่า... นางไม่รู้หรอก ไม่งั้นนางคงไม่ยกมันให้ใครง่ายๆ แบบนี้’
__
ไอเทม: หน้ากากแห่งแวมไพร์
ประเภท: ชุดเกราะ/อุปกรณ์นักฆ่า/อุปกรณ์เสริมพลัง
> พลังป้องกัน: 37-45 HP ต่อครั้ง
> การลอบเร้น: +12 แต้ม
โบนัสค่าสถานะ:
>> เกราะ: +10% ขณะสวมใส่ใช้งาน (เพิ่มขึ้นตามเลเวลผู้ใช้)
>> ลดความเสียหายที่ได้รับจากสัตว์รัตติกาลลง 2 เท่า
>> ลดความเสียหายที่ได้รับจากมนุษย์หมาป่าและผีดิบลง 1.2 เท่า
>> เพิ่มค่าสถานะทั้งหมด 10%
>> เมื่อสวมใส่ จะเพิ่มเลเวลของแวมไพร์ขึ้น 3 เลเวล
ระดับความหายาก: หายาก (Rare)
คำอธิบาย:
หน้ากากที่กล่าวกันว่าเคยเป็นของราชินีแดร็กคิวล่าเอง ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าหน้ากากนี้ถูกแกะสลักมาจากกะโหลกของผู้ใด แต่กะโหลกนั้นเป็นของมนุษย์อย่างแน่นอน การจะคิดว่ามีมนุษย์คนใดเคยมีพลังเช่นนี้ช่างน่าสรรเสริญยิ่งนัก มากเสียจนแม้แต่ราชินีเองก็ยังยกย่องชายผู้นั้นในความกล้าหาญและความพยายามที่เขาทำเพื่อยุติการคุกคามของเหล่าแวมไพร์
น่าเศร้าที่เนื่องจากประวัติศาสตร์อันคลุมเครือและยุ่งเหยิงของแวมไพร์ ตัวตนของชายผู้กล้าหาญเช่นนั้นจึงได้สูญหายไปนานแล้ว แต่สักวันหนึ่ง เมื่อราชินีตื่นขึ้นอีกครั้ง... ช่วงเวลานั้นอาจจะเปิดเผยตัวตนของมนุษย์ผู้นั้นอีกครั้งก็เป็นได้ จนกว่าจะถึงตอนนั้น หน้ากากนี้จะทำหน้าที่ของมันและทำให้ผู้สวมใส่คงกระพัน (อาจจะไม่ได้คงกระพันจริง)
หน้ากากนี้ได้รับการร่ายมนตร์และเสริมด้วยความสามารถและผลลัพธ์ที่เป็นเอกลักษณ์
ผลลัพธ์:
> ปกป้องผู้สวมใส่จากผลกระทบด้านลบของการโจมตีทางจิต เช่น ตาบอด, สับสน, มึนงง, และอัมพาต
> เพิ่มพลังป้องกันทางจิตของผู้ใช้ขึ้นหนึ่งระดับ (เมื่อสวมใส่)
> มอบสกิลใช้งานแก่ผู้ใช้: [หนึ่งเดียวกับเงามืด]
อนุญาตให้ผู้ใช้สลับตำแหน่งกับเงาได้ ทว่า เงาจะต้องติดอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่มีสติรับรู้ ทันทีหลังจากสลับตำแหน่ง ผู้ใช้จะได้รับความเร็วเคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 20% ซึ่งจะค่อยๆ ลดลงภายในระยะเวลา 2 นาที
สกิลนี้สามารถใช้งานได้ 5 ครั้งต่อวัน
คูลดาวน์: 2 ชั่วโมง
รัศมีการใช้งาน: 20 เมตร
__
‘ใช่เลย นางไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหน้ากากนี่สักนิด ก็ดีสำหรับข้าล่ะนะ’ แอชตันยิ้มอย่างเหม่อลอย ‘ข้ามาที่นี่เพื่อหาอุปกรณ์ชิ้นเดียว แต่อาจจะลงเอยด้วยการได้สองชิ้นแทน’
"แกยิ้มหาพระแสงอะไรวะ?" ในที่สุดโรสก็จัดการเรื่องให้แอชตันลงแข่งและวางเดิมพันเสร็จเรียบร้อย "อย่าโง่คิดว่าแกจะชนะง่ายๆ ล่ะ"
"เชื่อข้าเถอะ การประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปไม่ใช่สไตล์การต่อสู้ของข้า" แอชตันทำหน้าจริงจัง "แต่ว่ามันจะโอเคแน่นะ? ข้าหมายถึง ข้าเป็นแวมไพร์ที่อยู่ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยมนุษย์หมาป่านะ"
"แค่นี้ถึงกับต้องกังวลเลยเรอะ?" โรสหัวเราะเสียงดังจนทุกคนรอบข้างหันมามอง "ไม่ต้องห่วง ตลาดมืดแห่งนี้มันแคร์เรื่องผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าว่าใครจะเข้าหรือออกจากเขตของพวกมันด้วยซ้ำ" นางพูดต่อ "พูดอีกอย่างก็คือ ไม่สำคัญหรอกว่าเจ้าจะเป็นใคร ตราบใดที่เจ้าซื้ออะไรบางอย่างหรือให้ความบันเทิงแก่พวกมันในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นแน่ใจได้เลยว่าการต่อสู้ของเจ้ามันจะต้องบันเทิงเริงใจ"
แอชตันพยักหน้าแล้วพวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังสังเวียน สังเวียนนั้นอัดแน่นไปด้วยผู้คนทุกสีผิว เพศ และเผ่าพันธุ์ ไม่เหมือนกับบรรยากาศข้างนอก ที่นี่ไม่มีอะไรเงียบสงบเลยแม้แต่น้อย ไม่มีใครสักคนที่เก็บเสียงของตัวเองไว้และเอาแต่ตะโกนใส่สองนักสู้ที่อยู่ในสังเวียนอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้ทั้งหมดวางเดิมพันกับนักสู้เหล่านี้ และไม่มีใครอยากจะเสียเงินที่ 'หามาอย่างยากลำบาก' ของตนเองไป
ในตอนนี้ การต่อสู้ระหว่างมนุษย์หมาป่าสองตนกำลังดำเนินอยู่ คนหนึ่งตัวใหญ่บึกบึนเสียจนแอชตันคิดว่าถ้าใครไปแทงมันเข้า มันคงจะระเบิดเหมือนลูกโป่ง ขณะที่อีกคนมีรูปร่างเล็กกว่ามากแต่ก็มีร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าหมัดของเจ้าตัวใหญ่นั่นจะไม่โดนตัวเขาเลย แต่หมัดของชายร่างเล็กก็แทบจะไร้ประโยชน์กับเจ้าตัวยักษ์นั่นเช่นกัน ทำให้ทั้งสองคนตกอยู่ในภาวะคุมเชิงกันอยู่ นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมฝูงชนถึงได้เริ่มจะหัวร้อน พวกมันมาที่นี่เพื่อเอาเงิน ไม่ใช่มาดูการต่อสู้ที่ยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น
การต่อสู้ของแอชตันจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้อีกสองสามคู่ ซึ่งก็ดีแล้ว เมื่อพิจารณาว่านั่นจะทำให้เขามีเวลาเพียงพอที่จะทำความคุ้นเคยกับวิธีที่พวกเขาต่อสู้กันและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของพวกเขา โดยรวมแล้ว ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี
“มันป่าเถื่อนดีใช่ไหมล่ะ?” โรสต้องตะโกนใส่แอชตันที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่เขาก็ยังแทบจะไม่ได้ยินนาง แต่เมื่อมันไม่ได้ผล พวกเขาก็เริ่มสื่อสารกันทางโทรจิตอีกครั้ง
“คำว่าป่าเถื่อนยังน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับที่นี่ แล้วทำไมๆ พวกเราถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรพวกนี้เลยตอนอยู่ข้างนอกกันนะ?”
“นี่มันไม่ใช่กำแพงธรรมดานะ พวกมันทำมาจากผลึกที่พบในตัวสัตว์รัตติกาลและมีคุณสมบัติในการตัดเสียงรบกวน ใครบางคนอาจจะจุดระเบิดที่นี่ แล้วตัวอาคารนั่นแหละที่จะพังทลายลงก่อนที่เสียงใดๆ จะเล็ดลอดออกไปจากที่นี่ได้เสียอีก”
“ข้าไม่สงสัยเลยว่าทำไมพวกมันถึงทำอะไรแบบนี้” แอชตันพูดด้วยสีหน้าประชดประชัน
มีสองเหตุผลที่พวกมันจะทำเช่นนั้น ซึ่งทั้งสองอย่างแอชตันก็รู้ดีอยู่แล้ว อย่างแรก เสียงอึกทึกจะทำให้มั่นใจได้ว่าใครก็ตามที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวงจรการต่อสู้ใต้ดินนี้อยู่แล้ว จะไม่มีวันมารู้เรื่องได้ด้วยตัวเอง เว้นแต่จะมีคนเชิญพวกเขามา อย่างที่โรสเชิญเขามา เหตุผลที่สองและสุดท้ายก็คือเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจที่ดำเนินอยู่ชั้นบนจะไม่ได้รับความเดือดร้อนในทุกรูปแบบ ดูเหมือนว่าเจ้าของลึกลับของสถานที่แห่งนี้จะรู้วิธีแยกเรื่องธุรกิจกับความบันเทิงออกจากกันเป็นอย่างดี
ขณะที่แอชตันกำลังคิดเรื่องทั้งหมดนั้น การต่อสู้ที่ยืดเยื้อจนน่าเบื่อก็จบลงในที่สุดด้วยชัยชนะของชายร่างเล็ก ดูเหมือนว่าไม่ว่าใครจะตัวใหญ่บึกบึนแค่ไหน... น้องชายของพวกมันก็ยังคงอ่อนไหวต่อการโดนเตะผ่าหมากแบบ 'ไม่ได้ตั้งใจ' อยู่เสมอ เมื่อเจ้าตัวใหญ่คุกเข่าลงแล้ว มันก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาก่อนที่ชายร่างเล็กจะจบการแข่งขัน
“ท่าแบบนั้นมันใช้ได้ด้วยเหรอ?”
“อะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละเมื่อเจ้าเข้ามาอยู่ในสังเวียนแล้ว ตราบใดที่เจ้าไม่ฆ่าใคร” โรสตอบพร้อมขยิบตา “แม้แต่การลวนลามทางเพศก็ไม่ถือว่าผิดกฎนะ ดังนั้นอาจจะต้องระวังตัวไว้บ้าง”
“ข้าต้องสู้กับผู้หญิงงั้นรึ?”
“ไม่ใช่แค่ผู้หญิงธรรมดา แต่เป็นตัวแม่ในหมู่นักสู้เลยล่ะ นางไม่เคยแพ้ใครมาก่อนเลยในการแข่งขัน ทั้งหมดก็ต้องขอบคุณมนตร์เสน่ห์ของนาง” “แต่ในเมื่อเจ้าสามารถต้านทานข้าได้ ใครจะไปรู้ เจ้าอาจจะเป็นคนแรกที่เอาชนะนางได้ก็ได้นะ และถ้าเจ้าทำได้ เจ้าสามารถเลือกอาวุธระดับหายากชิ้นไหนก็ได้จากร้านค้า ดังนั้นพยายามให้เต็มที่ล่ะ”
"อ๋อ นี่สินะเหตุผลที่ท่านทดสอบข้าตอนนั้น ท่านอยากจะดูว่าข้าพร้อมสำหรับความท้าทายนี้หรือไม่สินะ" แอชตันอุทานออกมาอย่างเข้าใจก่อนจะส่ายหัว "ช่างมันเถอะ ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นอีกบ้างไหม?"
“ไม่เลย นั่นแหละประเด็น ไม่มีใครรู้ว่านางเป็นใครหรือมาจากไหน ทุกอย่างมันถูกปกคลุมไปด้วยปริศนา แม้แต่นายหน้าค้าข้อมูลก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับนางเลย ราวกับว่านางเป็นผีอย่างนั้นแหละ”
"ผีงั้นรึ.... น่าสนใจ"