เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 546: ปลูกต้นไม้

บทที่ 546: ปลูกต้นไม้

บทที่ 546: ปลูกต้นไม้


“นี่เป็นสถานที่ที่ท่านบอกใช่หรือไม่เจ้าคะ?” หลัวเซียวเซียวมองเรือนไม้ตรงหน้า แม้ว่ามันจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่มันก็ดูดีมาก ซึ่งนางเองก็ชอบมันมากเช่นกัน

“ใช่” มู่จวินเซิ่งจับมือหญิงสาวและจูงเข้าไปในเรือนไม้ “ข้าซื้อเรือนหลังนี้จากนักกวีคนหนึ่งระหว่างทางที่กลับเมืองหลวงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้ารู้สึกว่าที่นี่งดงาม เงียบสงบ แล้วตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก ข้าคิดว่าเจ้าคงจะชอบเช่นกัน”

หลัวเซียวเซียวเริ่มหายใจติดขัดเล็กน้อย นางหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาของแม่ทัพหนุ่มแล้วเอ่ยถามว่า “เมื่อไม่กี่ปีก่อนท่านแม่ทัพซื้อเรือนหลังนี้เอาไว้เพราะคิดว่าข้าชอบมันอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง” มู่จวินเซิ่งพยักหน้าเบา ๆ “ในตอนที่เรือนหลังนี้ถูกสร้างขึ้น นักกวีคนนั้นได้ใส่ความคิดของตัวเองไปมากมาย เขากล่าวว่าทิวทัศน์ของที่นี่จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล”

“ท่านแม่ทัพ ตั้งแต่ตอนนั้นท่านก็…”

ตกหลุมรักข้าแล้วหรือ?

หลัวเซียวเซียวไม่อาจพูดประโยคต่อไปได้ นางไม่คาดคิดว่าความรู้สึกขององค์ชายรองที่มีต่อนางนั้นจะเริ่มต้นเร็วถึงเพียงนี้

“ไม่หรอก” มู่จวินเซิ่งรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย เขากระแอมในลำคอเบา ๆ พลางหลบสายตาของคนที่กำลังมองมา “ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้าคงจะชอบมัน ข้าเลยอยากจะซื้อมันเก็บไว้ แต่นอกจากนี้ข้าก็ไม่ได้คิดอะไรอีก”

ณ เวลานั้น เขาไม่ได้มีใจคิดเกินเลยกับหลัวเซียวเซียว และเขาก็ไม่กล้าคิดเกินเลยด้วยซ้ำ

เขารู้ดีว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับหญิงสาว เขายังรู้ด้วยว่านางอาจจะไม่มีวันสนใจความรักระหว่างชายหญิงตลอดชีวิตนี้

เขาคิดเพียงว่าจะหาโอกาสเหมาะ ๆ มอบเรือนหลังนี้ให้หลัวเซียวเซียวเป็นของขวัญ

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในอีกไม่กี่ปีต่อมา เขาจะสามารถเดินจับมือคนที่เขารักเข้ามาในเรือนหลังนี้ได้จริง ๆ

ในเวลาเดียวกัน ขณะที่หลัวเซียวเซียวเฝ้าดูมู่จวินเซิ่งกระซิบเล่าถึงอดีตของเขา นางก็ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเบา ๆ

นางคิดว่าองค์ชายรองเป็นคนดีมากจริง ๆ

นางคงจะมีความสุขมากถ้าได้แต่งงานกับเขา

“ที่ด้านหลังเรือนมีต้นท้อป่าอยู่ต้นหนึ่ง” มู่จวินเซิ่งพาหลัวเซียวเซียวเดินสำรวจไปทั่วเรือนแล้วมาหยุดที่ด้านหลังของเรือน

น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูกาลของมัน ลานด้านหลังจึงยังดูโล่งไม่มีร่องรอยของดอกท้อเลย

“นักกวีที่ขายเรือนหลังนี้ให้กับข้าบอกว่า ถ้าในอนาคตข้าแต่งงาน ข้าควรพานางมาที่นี่เพื่อปลูกดอกท้อด้วยสองมือของพวกเรา” ระหว่างที่พูดดวงตาของชายหนุ่มมีประกายแห่งความสุขเกิดขึ้น

หลัวเซียวเซียวรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แล่นไปทั่วหัวใจ ความรู้สึกที่เคยแตกสลายของนางกำลังได้รับการซ่อมแซมอย่างช้า ๆ จากมู่จวินเซิ่ง

“นี่เป็นเหตุผลที่ท่านแม่ทัพอยากจะพาข้ามาที่นี่ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

“ใช่” แม่ทัพหนุ่มไม่ปฏิเสธ เขาปล่อยมือหญิงสาวแล้วเดินเข้าไปในเรือนไม้ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ออกมาพร้อมกับต้นกล้าพืช

แล้วเขาก็ส่งต้นกล้านั้นให้กับสตรีผู้เป็นที่รักพร้อมกับเอ่ยถามว่า “เจ้าอยากปลูกมันกับข้าหรือไม่?”

หลัวเซียวเซียวมองไปที่ต้นท้อในมือของเขา แท้จริงแล้วความหมายของชายหนุ่มไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ เขากำลังขอคำยืนยันจากนาง

ผู้ชายคนนี้เป็นคนดีตลอดมา

หลังจากที่นางตกลงแต่งงานกับเขาแล้ว เขายังอยากยืนยันความรู้สึกของนางอยู่อีก

หากนางปฏิเสธมู่จวินเซิ่งในตอนนี้ นางเชื่อว่าเขาจะยอมปล่อยนางไปโดยไม่ลังเล เขาไม่มีวันบังคับฝืนใจนางแน่นอน

หลัวเซียวเซียวหลับตาลงและเอื้อมมือไปรับต้นกล้าในมือของร่างสูงตรงหน้าอย่างอ่อนโยน นางไม่อยากทำให้เขาต้องผิดหวังอีก

การที่คนอย่างมู่จวินเซิ่งมอบความรักให้กับคนอย่างนางนั้นนับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากแล้ว

ในชีวิตนี้หากนางสามารถตกหลุมรักใครสักคนได้อีกครั้ง คนผู้นั้นจะต้องเป็นท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน

“ได้เจ้าค่ะ…”

มู่จวินเซิ่งยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เขารู้ว่าหลัวเซียวเซียวเป็นคนฉลาด นางย่อมเข้าใจความหมายแฝงที่เขาต้องการจะสื่อให้กับนางอย่างแน่นอน

และในครั้งนี้เขาไม่ได้เอาชีวิตของตัวเองมาข่มขู่นาง นี่เป็นการตอบตกลงด้วยความยินยอมพร้อมใจของนางจริง ๆ

“ข้าจะไปเอาพลั่วมา”

มู่จวินเซิ่งที่ยามนี้มีความสุขมากเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าขั้นตอนแรกของการปลูกต้นไม้คืออะไร เขาจึงรีบไปหยิบพลั่วมาขุดดิน แต่หลังจากขุดไปได้ครึ่งทางเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่สิ เราต้องใช้น้ำ ข้าควรไปตักน้ำมาก่อนดีกว่า”

“ท่านแม่ทัพ ถ้าอย่างนั้นให้ข้าไปตักน้ำมาให้เถิดเจ้าค่ะ” หลัวเซียวเซียวรู้สึกขบขันกับท่าทีตื่นเต้นของอีกฝ่าย นางจึงห้ามเขาไว้แล้วกล่าวว่า “ท่านขุดดินต่อเถิดเจ้าค่ะ ท่านแค่บอกข้ามาว่าบ่อน้ำอยู่ที่ใด”

เมื่อหญิงสาวเห็นว่าแม่ทัพหนุ่มกำลังจะปฏิเสธ นางจึงพูดขัดจังหวะเขาว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะปลูกต้นไม้นี้ร่วมกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ ถ้าท่านจะต้องขุดดินแล้วไปตักน้ำมาด้วยตัวเอง แบบนี้จะนับว่าเป็นการช่วยกันปลูกได้อย่างไร?”

ในที่สุดมู่จวินเซิ่งก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของนาง ก่อนที่เขาจะบอกที่ตั้งของบ่อน้ำ

จากนั้นหลัวเซียวเซียวจึงเดินไปที่บ่อน้ำด้านหลังแล้วไปตักน้ำมา

ส่วนมู่จวินเซิ่งเองก็เร่งมือขุดหลุมทันที

ต่อมา ทั้ง 2 ก็ช่วยกันปลูกต้นท้อลงในหลุม ช่วยกันโกยดินมากลบ แล้วรดน้ำเป็นอย่างสุดท้าย

มู่จวินเซิ่งที่ออกแรงขุดดินอยู่นานมีเหงื่อไหลโทรมกาย หลัวเซียวเซียวที่เห็นเช่นนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้เขา “ปีหน้าเราก็จะได้เห็นดอกท้อบานแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ชายหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ และเขาก็ตอบเสียงเบาว่า “ข้าเกรงว่าจะไม่ใช่ปีหน้า”

“ทำไมหรือเจ้าคะ?” หญิงสาวมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ “ท่านแม่ทัพรู้ได้อย่างไรว่าต้นดอกท้อจะไม่บานปีหน้า?”

“ไม่ใช่ว่าข้ารู้ว่ามันจะไม่บาน” มู่จวินเซิ่งอธิบายเสียงต่ำ “แต่ปีหน้าข้าอาจจะไม่ได้กลับเมืองหลวง…”

เนื่องจากหลัวเซียวเซียวแต่งงานกับเขา นางจึงจะต้องย้ายไปอยู่กับเขาที่ชายแดนอย่างแน่นอน

ถ้าหากปีหน้าเขากลับเมืองหลวงไม่ได้ นางเองก็กลับมาไม่ได้เช่นกัน

หลังจากหลัวเซียวเซียวรู้ว่าชายหนุ่มหมายความว่าอย่างไร นางก็เข้าใจได้ทันที

เมื่อมู่จวินเซิ่งเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้พูดอะไร เขาก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาและดึงมือนางไปกุมเบา ๆ “ถ้าเจ้าไม่อยากไปอยู่ที่ชายแดนกับข้าก็ไม่เป็นไร เจ้าสามารถอยู่ข้างกายไป๋ไป่ต่อไปได้ และติดตามนางกลับหุบเขาหมอเทวดาก็ได้”

“หุบเขาหมอเทวดาอยู่ไม่ไกลจากชายแดน ถ้าข้าว่างข้าก็ไปเยี่ยมเจ้าที่หุบเขาหมอเทวดาได้เช่นกัน”

หลัวเซียวเซียวกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งและจับมือชายหนุ่มพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ ท่านพูดอะไรเช่นนั้น ในเมื่อเราแต่งงานกันแล้ว ข้าจะติดตามท่านกลับชายแดนด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องติดตามองค์หญิงกลับหุบเขาหมอเทวดา”

“ข้ากลัวว่าเจ้าจะทำใจไม่ได้” มู่จวินเซิ่งมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “เซียวเซียว หลังจากที่เจ้าได้แต่งงานกับข้า ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าเจ้ามีความคิดเช่นไร ก็บอกข้ามาตามตรงได้เลยไม่ต้องอาย”

หลัวเซียวเซียวรู้สึกอุ่นใจทันที “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ”

ขอบคุณที่เขารักนางมาตลอด ขอบคุณที่เขาคิดถึงนางมากมายขนาดนี้ ทั้งชีวิตนี้นางคงจะตอบแทนเขาได้ไม่หมด

แล้วชายหญิงทั้ง 2 ก็อยู่ในเรือนไม้จนเกือบมืดก่อนจะมุ่งหน้ากลับเมืองหลวง ในตอนที่ใกล้ถึงจวนแม่ทัพพวกเขาก็เห็นรถม้าที่งดงามจอดอยู่ที่หน้าประตูโดยมีโคมไฟที่สลักคำว่า ‘เสิ่น’ แขวนอยู่

“องค์ชายสามมาที่นี่หรือเจ้าคะ?” หลัวเซียวเซียวจำได้ทันทีว่านั่นเป็นรถม้าของเสิ่นจวินเฉา

มู่จวินเซิ่งยกยิ้มมุมปาก “น่าจะใช่”

จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในจวนแม่ทัพ ไม่นานพวกเขาก็ได้ยินเสียงที่มีชีวิตชีวาดังมาจากข้างใน

“หินที่ทำจากปะการังไม่สวยเลย แถมยังถูกเกินไปด้วย จะต้องเป็นสิ่งที่ทำจากทองเท่านั้น ทองนั้นเป็นของล้ำค่า!”

“ไป๋ไป่ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านชอบของไร้รสนิยมอย่างทองคำ! ปิ่นปักผมปะการังอันนี้ดูงดงาม เหมาะกับเซียวเซียวมาก!”

“ถังถัง เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นงานแต่ง ดังนั้นเราจะต้องจัดทุกอย่างให้ดูหรูหราที่สุด อย่าให้ใครมาดูถูกพี่รองของข้าได้”

“จุ๊ ๆ ท่านพูดเหมือนกับว่าคนข้างนอกจะมองเห็นว่าเซียวเซียวปักปิ่นแบบไหนอยู่บนหัว ถึงอย่างไรเวลาเข้าพิธีนางก็ต้องถูกคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงทั้งตัวอยู่ดี!”

จบบทที่ บทที่ 546: ปลูกต้นไม้

คัดลอกลิงก์แล้ว