- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 546: ปลูกต้นไม้
บทที่ 546: ปลูกต้นไม้
บทที่ 546: ปลูกต้นไม้
“นี่เป็นสถานที่ที่ท่านบอกใช่หรือไม่เจ้าคะ?” หลัวเซียวเซียวมองเรือนไม้ตรงหน้า แม้ว่ามันจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่มันก็ดูดีมาก ซึ่งนางเองก็ชอบมันมากเช่นกัน
“ใช่” มู่จวินเซิ่งจับมือหญิงสาวและจูงเข้าไปในเรือนไม้ “ข้าซื้อเรือนหลังนี้จากนักกวีคนหนึ่งระหว่างทางที่กลับเมืองหลวงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้ารู้สึกว่าที่นี่งดงาม เงียบสงบ แล้วตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก ข้าคิดว่าเจ้าคงจะชอบเช่นกัน”
หลัวเซียวเซียวเริ่มหายใจติดขัดเล็กน้อย นางหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาของแม่ทัพหนุ่มแล้วเอ่ยถามว่า “เมื่อไม่กี่ปีก่อนท่านแม่ทัพซื้อเรือนหลังนี้เอาไว้เพราะคิดว่าข้าชอบมันอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง” มู่จวินเซิ่งพยักหน้าเบา ๆ “ในตอนที่เรือนหลังนี้ถูกสร้างขึ้น นักกวีคนนั้นได้ใส่ความคิดของตัวเองไปมากมาย เขากล่าวว่าทิวทัศน์ของที่นี่จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล”
“ท่านแม่ทัพ ตั้งแต่ตอนนั้นท่านก็…”
ตกหลุมรักข้าแล้วหรือ?
หลัวเซียวเซียวไม่อาจพูดประโยคต่อไปได้ นางไม่คาดคิดว่าความรู้สึกขององค์ชายรองที่มีต่อนางนั้นจะเริ่มต้นเร็วถึงเพียงนี้
“ไม่หรอก” มู่จวินเซิ่งรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย เขากระแอมในลำคอเบา ๆ พลางหลบสายตาของคนที่กำลังมองมา “ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้าคงจะชอบมัน ข้าเลยอยากจะซื้อมันเก็บไว้ แต่นอกจากนี้ข้าก็ไม่ได้คิดอะไรอีก”
ณ เวลานั้น เขาไม่ได้มีใจคิดเกินเลยกับหลัวเซียวเซียว และเขาก็ไม่กล้าคิดเกินเลยด้วยซ้ำ
เขารู้ดีว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับหญิงสาว เขายังรู้ด้วยว่านางอาจจะไม่มีวันสนใจความรักระหว่างชายหญิงตลอดชีวิตนี้
เขาคิดเพียงว่าจะหาโอกาสเหมาะ ๆ มอบเรือนหลังนี้ให้หลัวเซียวเซียวเป็นของขวัญ
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในอีกไม่กี่ปีต่อมา เขาจะสามารถเดินจับมือคนที่เขารักเข้ามาในเรือนหลังนี้ได้จริง ๆ
ในเวลาเดียวกัน ขณะที่หลัวเซียวเซียวเฝ้าดูมู่จวินเซิ่งกระซิบเล่าถึงอดีตของเขา นางก็ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเบา ๆ
นางคิดว่าองค์ชายรองเป็นคนดีมากจริง ๆ
นางคงจะมีความสุขมากถ้าได้แต่งงานกับเขา
“ที่ด้านหลังเรือนมีต้นท้อป่าอยู่ต้นหนึ่ง” มู่จวินเซิ่งพาหลัวเซียวเซียวเดินสำรวจไปทั่วเรือนแล้วมาหยุดที่ด้านหลังของเรือน
น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูกาลของมัน ลานด้านหลังจึงยังดูโล่งไม่มีร่องรอยของดอกท้อเลย
“นักกวีที่ขายเรือนหลังนี้ให้กับข้าบอกว่า ถ้าในอนาคตข้าแต่งงาน ข้าควรพานางมาที่นี่เพื่อปลูกดอกท้อด้วยสองมือของพวกเรา” ระหว่างที่พูดดวงตาของชายหนุ่มมีประกายแห่งความสุขเกิดขึ้น
หลัวเซียวเซียวรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แล่นไปทั่วหัวใจ ความรู้สึกที่เคยแตกสลายของนางกำลังได้รับการซ่อมแซมอย่างช้า ๆ จากมู่จวินเซิ่ง
“นี่เป็นเหตุผลที่ท่านแม่ทัพอยากจะพาข้ามาที่นี่ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ใช่” แม่ทัพหนุ่มไม่ปฏิเสธ เขาปล่อยมือหญิงสาวแล้วเดินเข้าไปในเรือนไม้ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ออกมาพร้อมกับต้นกล้าพืช
แล้วเขาก็ส่งต้นกล้านั้นให้กับสตรีผู้เป็นที่รักพร้อมกับเอ่ยถามว่า “เจ้าอยากปลูกมันกับข้าหรือไม่?”
หลัวเซียวเซียวมองไปที่ต้นท้อในมือของเขา แท้จริงแล้วความหมายของชายหนุ่มไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ เขากำลังขอคำยืนยันจากนาง
ผู้ชายคนนี้เป็นคนดีตลอดมา
หลังจากที่นางตกลงแต่งงานกับเขาแล้ว เขายังอยากยืนยันความรู้สึกของนางอยู่อีก
หากนางปฏิเสธมู่จวินเซิ่งในตอนนี้ นางเชื่อว่าเขาจะยอมปล่อยนางไปโดยไม่ลังเล เขาไม่มีวันบังคับฝืนใจนางแน่นอน
หลัวเซียวเซียวหลับตาลงและเอื้อมมือไปรับต้นกล้าในมือของร่างสูงตรงหน้าอย่างอ่อนโยน นางไม่อยากทำให้เขาต้องผิดหวังอีก
การที่คนอย่างมู่จวินเซิ่งมอบความรักให้กับคนอย่างนางนั้นนับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากแล้ว
ในชีวิตนี้หากนางสามารถตกหลุมรักใครสักคนได้อีกครั้ง คนผู้นั้นจะต้องเป็นท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน
“ได้เจ้าค่ะ…”
มู่จวินเซิ่งยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เขารู้ว่าหลัวเซียวเซียวเป็นคนฉลาด นางย่อมเข้าใจความหมายแฝงที่เขาต้องการจะสื่อให้กับนางอย่างแน่นอน
และในครั้งนี้เขาไม่ได้เอาชีวิตของตัวเองมาข่มขู่นาง นี่เป็นการตอบตกลงด้วยความยินยอมพร้อมใจของนางจริง ๆ
“ข้าจะไปเอาพลั่วมา”
มู่จวินเซิ่งที่ยามนี้มีความสุขมากเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าขั้นตอนแรกของการปลูกต้นไม้คืออะไร เขาจึงรีบไปหยิบพลั่วมาขุดดิน แต่หลังจากขุดไปได้ครึ่งทางเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่สิ เราต้องใช้น้ำ ข้าควรไปตักน้ำมาก่อนดีกว่า”
“ท่านแม่ทัพ ถ้าอย่างนั้นให้ข้าไปตักน้ำมาให้เถิดเจ้าค่ะ” หลัวเซียวเซียวรู้สึกขบขันกับท่าทีตื่นเต้นของอีกฝ่าย นางจึงห้ามเขาไว้แล้วกล่าวว่า “ท่านขุดดินต่อเถิดเจ้าค่ะ ท่านแค่บอกข้ามาว่าบ่อน้ำอยู่ที่ใด”
เมื่อหญิงสาวเห็นว่าแม่ทัพหนุ่มกำลังจะปฏิเสธ นางจึงพูดขัดจังหวะเขาว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะปลูกต้นไม้นี้ร่วมกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ ถ้าท่านจะต้องขุดดินแล้วไปตักน้ำมาด้วยตัวเอง แบบนี้จะนับว่าเป็นการช่วยกันปลูกได้อย่างไร?”
ในที่สุดมู่จวินเซิ่งก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของนาง ก่อนที่เขาจะบอกที่ตั้งของบ่อน้ำ
จากนั้นหลัวเซียวเซียวจึงเดินไปที่บ่อน้ำด้านหลังแล้วไปตักน้ำมา
ส่วนมู่จวินเซิ่งเองก็เร่งมือขุดหลุมทันที
ต่อมา ทั้ง 2 ก็ช่วยกันปลูกต้นท้อลงในหลุม ช่วยกันโกยดินมากลบ แล้วรดน้ำเป็นอย่างสุดท้าย
มู่จวินเซิ่งที่ออกแรงขุดดินอยู่นานมีเหงื่อไหลโทรมกาย หลัวเซียวเซียวที่เห็นเช่นนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้เขา “ปีหน้าเราก็จะได้เห็นดอกท้อบานแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ชายหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ และเขาก็ตอบเสียงเบาว่า “ข้าเกรงว่าจะไม่ใช่ปีหน้า”
“ทำไมหรือเจ้าคะ?” หญิงสาวมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ “ท่านแม่ทัพรู้ได้อย่างไรว่าต้นดอกท้อจะไม่บานปีหน้า?”
“ไม่ใช่ว่าข้ารู้ว่ามันจะไม่บาน” มู่จวินเซิ่งอธิบายเสียงต่ำ “แต่ปีหน้าข้าอาจจะไม่ได้กลับเมืองหลวง…”
เนื่องจากหลัวเซียวเซียวแต่งงานกับเขา นางจึงจะต้องย้ายไปอยู่กับเขาที่ชายแดนอย่างแน่นอน
ถ้าหากปีหน้าเขากลับเมืองหลวงไม่ได้ นางเองก็กลับมาไม่ได้เช่นกัน
หลังจากหลัวเซียวเซียวรู้ว่าชายหนุ่มหมายความว่าอย่างไร นางก็เข้าใจได้ทันที
เมื่อมู่จวินเซิ่งเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้พูดอะไร เขาก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาและดึงมือนางไปกุมเบา ๆ “ถ้าเจ้าไม่อยากไปอยู่ที่ชายแดนกับข้าก็ไม่เป็นไร เจ้าสามารถอยู่ข้างกายไป๋ไป่ต่อไปได้ และติดตามนางกลับหุบเขาหมอเทวดาก็ได้”
“หุบเขาหมอเทวดาอยู่ไม่ไกลจากชายแดน ถ้าข้าว่างข้าก็ไปเยี่ยมเจ้าที่หุบเขาหมอเทวดาได้เช่นกัน”
หลัวเซียวเซียวกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งและจับมือชายหนุ่มพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ ท่านพูดอะไรเช่นนั้น ในเมื่อเราแต่งงานกันแล้ว ข้าจะติดตามท่านกลับชายแดนด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องติดตามองค์หญิงกลับหุบเขาหมอเทวดา”
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะทำใจไม่ได้” มู่จวินเซิ่งมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “เซียวเซียว หลังจากที่เจ้าได้แต่งงานกับข้า ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าเจ้ามีความคิดเช่นไร ก็บอกข้ามาตามตรงได้เลยไม่ต้องอาย”
หลัวเซียวเซียวรู้สึกอุ่นใจทันที “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ”
ขอบคุณที่เขารักนางมาตลอด ขอบคุณที่เขาคิดถึงนางมากมายขนาดนี้ ทั้งชีวิตนี้นางคงจะตอบแทนเขาได้ไม่หมด
แล้วชายหญิงทั้ง 2 ก็อยู่ในเรือนไม้จนเกือบมืดก่อนจะมุ่งหน้ากลับเมืองหลวง ในตอนที่ใกล้ถึงจวนแม่ทัพพวกเขาก็เห็นรถม้าที่งดงามจอดอยู่ที่หน้าประตูโดยมีโคมไฟที่สลักคำว่า ‘เสิ่น’ แขวนอยู่
“องค์ชายสามมาที่นี่หรือเจ้าคะ?” หลัวเซียวเซียวจำได้ทันทีว่านั่นเป็นรถม้าของเสิ่นจวินเฉา
มู่จวินเซิ่งยกยิ้มมุมปาก “น่าจะใช่”
จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในจวนแม่ทัพ ไม่นานพวกเขาก็ได้ยินเสียงที่มีชีวิตชีวาดังมาจากข้างใน
“หินที่ทำจากปะการังไม่สวยเลย แถมยังถูกเกินไปด้วย จะต้องเป็นสิ่งที่ทำจากทองเท่านั้น ทองนั้นเป็นของล้ำค่า!”
“ไป๋ไป่ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านชอบของไร้รสนิยมอย่างทองคำ! ปิ่นปักผมปะการังอันนี้ดูงดงาม เหมาะกับเซียวเซียวมาก!”
“ถังถัง เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นงานแต่ง ดังนั้นเราจะต้องจัดทุกอย่างให้ดูหรูหราที่สุด อย่าให้ใครมาดูถูกพี่รองของข้าได้”
“จุ๊ ๆ ท่านพูดเหมือนกับว่าคนข้างนอกจะมองเห็นว่าเซียวเซียวปักปิ่นแบบไหนอยู่บนหัว ถึงอย่างไรเวลาเข้าพิธีนางก็ต้องถูกคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงทั้งตัวอยู่ดี!”