เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 542: รำลึกความแค้น

บทที่ 542: รำลึกความแค้น

บทที่ 542: รำลึกความแค้น


เนื่องจากตอนนี้มีคนนอกอยู่ด้วย มู่ไป๋ไป่จึงไม่สามารถทำตัวตามสบายเหมือนตอนที่อยู่เพียงลำพังกับท่านพ่อได้อีก

“ไม่จำเป็นต้องมากพิธี” มู่เทียนฉงมองลูกสาวด้วยสายตารักใคร่ “อาการของจวินเซิ่งดีขึ้นหรือยัง?”

“ทูลเสด็จพ่อ” มู่ไป๋ไป่ตอบไปตามตรงว่า “พี่รองฟื้นแล้วเพคะ แต่เขาจะฟื้นตัวเต็มที่หลังจากได้พักผ่อนอีกสัก 2-3 วันเพคะ”

“ดีมาก” ผู้เป็นพ่อพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “จวินเซิ่งเป็นแม่ทัพผู้กล้าแห่งเป่ยหลง เราจะปล่อยให้มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาไม่ได้ ไป๋ไป่ คราวนี้เจ้ามีส่วนได้ทำความดีความชอบครั้งใหญ่แล้ว”

ระหว่างที่พ่อลูกกำลังพูดคุยกันจู่ ๆ ฮ่องเต้หนานซวนก็พูดขัดขึ้นมาว่า “เป็นโชคดีของเป่ยหลงที่มีคนอย่างองค์หญิงหก”

มู่ไป๋ไป่เหลือบมองฮ่องเต้หนุ่มด้วยสายตาเฉยเมย และไม่ได้สนใจคำพูดของชายผู้นี้ จากท่าทีของอีกฝ่ายทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นว่าเขามีเรื่องจะถามเธอ

“แน่นอน” มู่เทียนฉงพยักหน้าพร้อมกับกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ไป๋ไป่เป็นดาวนำโชคของเป่ยหลง”

ถ้าไม่มีมู่ไป๋ไป่คอยช่วยเหลือ ในครั้งนี้อาจจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ก็เป็นได้

“เสด็จพ่อ…” หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า “มันคงจะดีไม่น้อยถ้าคนนอกไม่รู้เรื่องนี้ การทำเช่นนี้จะไม่เป็นการเพิ่มความวุ่นวายมากยิ่งขึ้นหรือเพคะ? เป่ยหลงของเราอยู่อย่างสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองเพราะการปกครองของเสด็จพ่อ ไป๋ไป่เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น”

“ฮ่า ๆๆ” มู่เทียนฉงรู้สึกมีความสุขกับคำพูดของลูกสาวสุดที่รัก “เจ้ายังปากหวานเช่นเคย อีกอย่าง วันนี้เราให้เจ้ามาที่นี่เพราะว่าฮ่องเต้หนานซวนต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า”

“จากหม่อมฉันหรือ?” มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เสด็จพ่อล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว หม่อมฉันจะไปช่วยอะไรฮ่องเต้หนานซวนได้กันเพคะ?”

“องค์หญิงหก พระองค์ช่วยได้แน่” ฮ่องเต้หนุ่มกล่าวเสียงนุ่มนวล “นอกจากนี้มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่สามารถช่วยเรื่องนี้ได้”

หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น ฮ่องเต้หนานซวนหน้าด้านขนาดนี้เชียวหรือ?

เธอได้แสดงออกไปแล้วว่าจงเกลียดจงชังเขา แต่จู่ ๆ เขาก็ทำเหมือนกับว่าตนไม่สะทกสะท้านใด ๆ และทำตัวปกติประหนึ่งว่าเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนไม่เคยเกิดขึ้น

เธอแสดงท่าทีชัดเจนถึงเพียงนี้แต่อีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจเลย

ทันใดนั้นมู่ไป๋ไป่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอเคยคิดว่าเซียวถังอี้เป็นคนที่ไร้ยางอายที่สุดในโลกนี้แล้ว แต่ตอนนี้เธออยากจะถอนคำพูดของตัวเอง

เป็นฮ่องเต้หนานซวนต่างหาก!

“ฮ่องเต้หนานซวนบอกว่ามีคนทรยศในหนานซวน แล้วตอนนี้คนพวกนั้นก็ได้หลบหนีเข้ามาอยู่ในเป่ยหลงของเราแล้ว” มู่เทียนฉงอธิบายให้ลูกสาวฟังอย่างใจเย็น “และยังมีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเขาได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว”

มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้ว นี่เป็นข่าวที่เซียวถังอี้บอกกับเธอก่อนหน้านี้

“ฮ่องเต้หนานซวนหวังว่าเจ้าจะช่วยเขาตามหาคนทรยศพวกนั้นให้พบ” เมื่อเอ่ยถึงจุดนี้ ท่าทีของผู้เป็นพ่อก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เดิมทีฮ่องเต้หนานซวนมาขออนุญาตจากเรา แต่เราบอกไปว่าเราไม่สามารถตัดสินใจแทนเจ้าได้”

ในไม่ช้าหญิงสาวก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านพ่อจึงได้เรียกให้เธอมาพบที่นี่

นั่นเป็นเพราะเขากำลังมอบทางเลือกให้เธอตัดสินใจเอง

มู่ไป๋ไป่รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที เธอคิดว่ามู่เทียนฉงจะสั่งให้เธอช่วยเหลือหนานซวนเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีตลอดหลายปีที่ผ่านมาระหว่างทั้งสองแคว้น นี่แสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจความรู้สึกของลูกสาวและไม่บังคับในสิ่งที่เธอไม่เต็มใจทำ

“องค์หญิงหก เรารู้ว่าพระองค์สามารถควบคุมสัตว์ได้” พอฮ่องเต้หนานซวนเห็นว่าหญิงสาวนิ่งเงียบไป เขาก็ก้าวไปข้างหน้าก่อนจะโค้งคำนับอีกฝ่าย “หากพระองค์สั่งให้สัตว์ทั้งหลายออกตามหาคน เราจะต้องพบคนพวกนั้นในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน”

“องค์หญิงหก หากพระองค์ยินดีช่วยเรา เราเองก็จะตอบแทนท่านอย่างงาม”

“ตอบแทนอย่างงามหรือ?” มู่ไป๋ไป่ไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย เธอพูดเยาะเย้ยขณะมองไปยังทูตที่อยู่ข้างหลังเขา “ถ้าหม่อมฉันจำไม่ผิด ฮ่องเต้หนานซวนเพิ่งส่งคนมายื่นขอแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเสด็จพ่อของหม่อมฉัน เหตุใดพระองค์ไม่อธิบายเรื่องนี้ให้หม่อมฉันฟังก่อนล่ะเพคะ ฮ่องเต้หนานซวน?”

“เช่นนี้มันจะไม่ไร้ยางอายเกินไปหน่อยหรือ?”

“บังอาจ!” ทูตหนานซวนที่ยืนอยู่ด้านหลังคนฟังคำถากถางผู้เป็นนายไม่ไหวจึงตะโกนขึ้นเสียงเข้ม “พระองค์กล้าดีอย่างไรถึงมาหยาบคายกับฝ่าบาทของเราเช่นนี้ องค์หญิงหก ถึงแม้ว่าพวกเราหนานซวนจะมาที่นี่เพื่อขอความร่วมมือจากพวกพระองค์ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกพระองค์จะมาดูหมิ่นพวกเราเช่นนี้ได้!”

“เงียบ!” ฮ่องเต้หนุ่มตรัสเสียงเย็น “เราอนุญาตให้เจ้าพูดแล้วหรืออย่างไร ออกไปจากที่นี่ซะ เจ้าโง่”

“ฝ่าบาท!” ทูตหนานซวนทำหน้าประหลาดใจที่จู่ ๆ ตนก็ถูกนายเหนือหัวขับไล่

“ออกไป!”

เมื่อทูตหนานซวนเห็นว่าฮ่องเต้ของตนทรงกริ้ว เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก หลังจากโค้งคำนับให้ทุกคนแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องโถงไป แต่เขากลับถูกมู่ไป๋ไป่พูดรั้งเอาไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา

“ท่านคิดว่าข้ากำลังดูหมิ่นฝ่าบาทของท่านอยู่หรือ?” หญิงสาวหลุบตาลง “ที่จริงแล้วท่านไม่ได้พูดผิดไปเลย ถ้าหนานซวนไม่ได้รับการสนับสนุนจากเป่ยหลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้ากลัวว่าสิ่งที่ข้าพูดในวันนี้จะยิ่งไม่น่าฟังมากขึ้นไปอีก”

“12 ปีก่อนที่ชายแดนระหว่างหนานซวนกับเป่ยหลง ข้าถูกฮ่องเต้หนานซวนโยนเข้าไปในฝูงทหารซากศพ แถมยังเกือบจะถูกกระบี่แทงตายอีกด้วย”

ทูตหนานซวนถึงกับตัวสั่นเมื่อเห็นสายตาเยือกเย็นของมู่ไป๋ไป่ เขาจึงพูดด้วยความรู้สึกผิด “นั่นเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน องค์หญิงหกช่างเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง”

“ข้าเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือ?” หญิงสาวยิ้มเยาะก่อนจะเอื้อมมือไปจับคอเสื้อของทูตคนนั้นเอาไว้ “เช่นนั้นวันนี้ข้าจะโรยผงพริกใส่ตัวท่าน แล้ววางยาพิษท่านจนเป็นอัมพาต แต่ข้าจะไม่ให้ท่านตาย จากนั้นข้าจะมอบเงินชดเชยให้ท่านจำนวนหนึ่งเพื่อที่ท่านจะได้ไม่โกรธแค้นข้าอีก ท่านยินดีหรือไม่?”

“ถ้าหากท่านยินดี ข้าจะรีบถอนคำพูดที่เคยพูดไปเมื่อกี้ทั้งหมด นอกจากนั้น ข้าก็จะยินดีขอโทษฮ่องเต้หนานซวนของท่านด้วย”

ทูตหนานซวนตกใจกลัวจนเบิกตากว้างและไม่สามารถพูดอะไรได้

“หึ” มู่ไป๋ไป่หัวเราะเยาะเย้ยแล้วคลายมือที่จับคอเสื้ออีกฝ่าย “คิดถึงใจเขาใจเราเสียบ้าง ในฐานะทูตของแว่นแคว้น หากท่านไม่เข้าใจหลักการนี้ องค์หญิงผู้นี้เป็นห่วงหนานซวนจริง ๆ”

“ช่างน่าละอายยิ่งนัก ทำไมเจ้ายังไม่รีบไสหัวไปอีก!” ฮ่องเต้หนานซวนมองคนของตนด้วยสายตาข่มขู่ คราวนี้ชายคนนั้นไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้วรีบก้มหน้าเดินออกไปทันที

“องค์หญิงหก ในตอนนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ” ฮ่องเต้หนุ่มหันไปหาหญิงสาว “หากองค์หญิงไม่สบายใจ ขอเพียงพระองค์บอกมาว่าพระองค์ต้องการให้เราชดเชยอย่างไร เราจะทำตามที่พระองค์ขอทุกอย่าง”

“เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว” มู่ไป๋ไป่พูดพร้อมกับโบกมือไหว ๆ “หม่อมฉันแค่อยากรู้ว่าใครเป็นคนต้นคิดให้พระองค์มาขอหม่อมฉันแต่งงาน? พระองค์ส่งคนผู้นั้นออกมา แล้วหม่อมฉันจะลองคิดดูว่าจะช่วยพระองค์หรือไม่?”

เธอยังคงไม่ลืมความรู้สึกในตอนที่ได้รู้ว่าหนานซวนส่งคนมาขอเธอแต่งงาน แล้วหลังจากนั้นเธอก็ยังฝันร้ายอยู่ทุกคืนด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นทิ้งบาดแผลเอาไว้ในใจเธอ มันทำให้เธอจดจำไปตลอดชีวิต

หญิงสาวต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้หนานซวนก็ดูไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของเธอ

“เหตุใดฮ่องเต้หนานซวนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้?” มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้น “ไม่เป็นไร พระองค์ยังมีเวลาในการหาคนอยู่อีกมาก”

“เสด็จพ่อ หม่อมฉันเหนื่อยแล้ว หม่อมฉันขอตัวกลับตำหนักไปพักผ่อนก่อนนะเพคะ”

มู่เทียนฉงที่เงียบมาตลอดพยักหน้าอนุญาตเบา ๆ “ตกลง เจ้ากลับไปก่อนเถอะ เราจะสั่งห้ามไม่ให้คนไปรบกวนเจ้า”

คำพูดนั้นดูเหมือนจะพูดกับมู่ไป๋ไป่ แต่แท้จริงแล้วเขากำลังบอกฮ่องเต้หนานซวนต่างหาก

มู่เทียนฉงต้องการบอกเป็นนัย ๆ ว่า ลูกสาวของตนได้ให้คำตอบแก่อีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นเขาไม่ควรไปรังควานนางอีก

ทางด้านฮ่องเต้หนานซวนมองตามหลังมู่ไป๋ไป่ไปด้วยดวงตาที่มืดมนลง

แล้วหญิงสาวก็มุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักอวี๋ชิงด้วยความรู้สึกโมโห

เธอไม่ได้พบซูหว่านมานานหลายวันแล้ว เธอคิดถึงนางมาก พอผู้เป็นแม่ได้ทราบข่าวว่าเธอกำลังจะกลับถึงตำหนัก นางก็เข้าไปในครัวเพื่อปรุงอาหารอร่อย ๆ มากมายเตรียมเอาไว้ให้ลูกสาว

พอมู่ไป๋ไป่กลับมาถึงตำหนักอวี๋ชิง อาหารบนโต๊ะก็ยังคงร้อนอยู่

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ถ้าไม่แค้นจะแปลกมากเด้อ ฮ่องเต้หนานซวนนี่ไว้ใจไม่ได้จริง ๆ

จบบทที่ บทที่ 542: รำลึกความแค้น

คัดลอกลิงก์แล้ว