- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 541: ท่านเปลี่ยนไป!
บทที่ 541: ท่านเปลี่ยนไป!
บทที่ 541: ท่านเปลี่ยนไป!
“ไป๋ไป่!” เซียวถังถังโบกมือทักทายศิษย์พี่ใหญ่ตั้งแต่ตัวเองยังเดินมาไม่ถึง “ทำไมวันนี้ท่านถึงเรียกพวกเราออกมาข้างนอกล่ะ ท่านไม่ต้องคอยดูแลพี่รองของท่านแล้วหรือ?”
“พี่รองของข้าฟื้นแล้ว” มู่ไป๋ไป่บอกให้ทั้งคู่นั่งลงก่อนจะหันไปสั่งชา 2 ถ้วยกับขนมอีก 2-3 อย่างกับเถ้าแก่ร้านน้ำชา “ตอนนี้มีเซียวเซียวคอยดูแลเขาอยู่แล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องคอยดูแลเขาตลอด วันนี้ข้าจึงจะกลับวังหลวง”
“เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?” เซียวถังถังประท้วงขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “คราวนี้ท่านได้มีโอกาสออกมานอกวังหลวงทั้งที แต่ท่านก็เอาแต่อยู่กับพี่รองของท่านทุกวัน ไม่มีเวลามาเล่นกับข้าและหวานหว่านเลย แถมตอนนี้พอท่านทำงานเสร็จ ท่านก็จะรีบกลับวังอีก”
“ไป๋ไป่ ท่านคิดว่าข้ากับหวานหว่านเป็นนางสนมที่ถูกเนรเทศไปอยู่ตำหนักเย็นหรืออย่างไร?”
มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินเช่นนี้ก็แทบจะพ่นชาออกจากปาก ก่อนจะหันไปมองศิษย์น้องด้วยสายตาเอือมระอา “เจ้าพูดอะไรน่ะ?”
“ข้าพูดอะไรผิดไปหรืออย่างไร?” เซียวถังถังกอดอกทำหน้ายุ่ง “แล้วข้ากับหวานหว่านแตกต่างอย่างไรกับพวกนางสนมที่ถูกเนรเทศไปอยู่ตำหนักเย็น หรือว่าท่านทำเช่นนี้เพราะพี่ชายของข้า?”
“ไม่ใช่” คนเป็นศิษย์พี่โต้กลับทันควัน “ความสัมพันธ์ของเราเป็นเช่นไรเจ้าก็รู้ แม้ว่าพี่ชายของเจ้าจะปฏิเสธข้า แต่ข้าไม่มีทางตัดสัมพันธ์กับเจ้าเพราะเขาหรอก”
หลังจากเซียวถังถังได้ยินมู่ไป๋ไป่พูดแบบนี้ นางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ใช่แล้ว”
“เจ้านี่นะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับยกมือขึ้นตบหัวเจ้าศิษย์น้องตัวยุ่ง “วันนี้เจ้าคงจะกินยาผิดไปแน่ ๆ ตั้งแต่พบหน้ากันเจ้าถึงได้กล้าพูดจาอวดดีกับข้า”
“โอ๊ย! เบา ๆ หน่อยสิ…” เซียวถังถังยกมือขึ้นกุมหัวพลางย่นหน้าใส่อีกฝ่าย “ข้าไม่ได้เจอท่านมาตั้งหลายวัน ข้าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว ไหน ๆ เราก็ได้เจอหน้ากันทั้งที ข้าขอหยอกล้อท่านสักหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร?”
“เจ้าเบื่อหรือ?” มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าวันนี้เจ้าทะเลาะกับพี่ชายตัวเอง เจ้าจะเบื่อได้อย่างไรกัน?”
“ข้าทะเลาะกับท่านพี่มาหรือ?” เซียวถังถังกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง “ทำไมข้าถึงไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ ไป๋ไป่ ใครบอกท่านกัน มีคนจงใจใส่ร้ายข้าหรือเปล่า?”
“ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านก็ลองถามหวานหว่านดูสิ ช่วงนี้ข้าทำตัวดีมาก ข้าไม่ได้ออกจากตำหนักเลย ตอนนี้ข้าอยู่เฉย ๆ จนรากจะงอกอยู่แล้ว”
มู่ไป๋ไป่ไม่คิดว่าจะได้ยินศิษย์น้องพูดเช่นนี้ เธอจึงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสับสน
นี่พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันหรือ?
แต่ว่าสิ่งที่เธอถามออกไปเมื่อกี้เป็นเพราะเซียวถังอี้บอกเธอเองไม่ใช่หรือ?
ทำไมเขาต้องโกหกเธอด้วยล่ะ?
“ไป๋ไป่ ท่านคิดอะไรอยู่หรือ?” พอเซียวถังถังเห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่นิ่งเงียบไป นางก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อในสิ่งที่ตนบอก นางเลยรีบพูดอย่างกระวนกระวายขึ้นมาว่า “ถ้าท่านไม่เชื่อข้า อย่างน้อยท่านก็ควรเชื่อพี่ชายข้า”
“ข้าจะพาท่านไปพบเขาเดี๋ยวนี้เลย แต่ว่าเขาออกจากตำหนักไปตั้งแต่เช้าแล้ว ข้าจะต้องไปถามองครักษ์ของเขาก่อนว่าเขาอยู่ที่ไหน”
“ไม่จำเป็น” มู่ไป๋ไป่โบกมือปฏิเสธ นี่คือสิ่งที่เซียวถังอี้พูดกับเธอ แล้วจะให้เธอไปยืนยันต่อหน้าเขาได้อย่างไรกัน “ข้า… ข้าแค่หยอกเจ้าน่ะ”
“หา?” เซียวถังถังมองผู้เป็นศิษย์พี่พร้อมกับทำหน้าไม่เข้าใจอยู่นานก่อนจะเอ่ยปากว่า “ไป๋ไป่ ท่านเปลี่ยนไปแล้ว ท่านไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน!”
“ท่านกลายเป็นคนนิสัยไม่ดีที่ชอบหลอกข้า!”
มู่ไป๋ไป่ไอแห้ง ๆ และยกถ้วยชาขึ้นมาจิบกลบเกลื่อน “เป็นความผิดของข้าเอง ข้าจะลงโทษตัวเองด้วยการดื่มชา 3 ถ้วย ไม่ว่าวันนี้เจ้าอยากจะกินอะไร ก็ให้มาคิดบัญชีจากข้าได้เลย”
“ฮึ ท่านอย่าคิดว่าท่านจะเอาอาหารมาล่อข้าได้นะ” เซียวถังถังยังคงทำหน้ามุ่ย “ข้าจะจดจำเรื่องนี้เอาไว้ แล้วมาคิดบัญชีกับท่านทีหลัง”
หลังจากพูดจบนางก็ตะโกนสั่งให้เถ้าแก่นำขนมมาเพิ่มอีก 2-3 อย่าง
เมื่อหญิงสาวเห็นศิษย์น้องเป็นเช่นนี้ เธอก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ติดใจเอาความแต่อย่างใด เธอจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นผู้หญิงทั้ง 3 ก็นั่งพูดคุยพักผ่อนหย่อนใจกันอยู่ที่ร้านขายน้ำชาสักพัก พอมู่ไป๋ไป่เห็นว่าถึงเวลากลับแล้ว เธอก็กล่าวอำลาพวกนางและมุ่งตรงกลับไปที่วังหลวง
เดิมทีเธอคิดเอาไว้ว่าจะไปหามู่จวินฝานก่อนเพื่อสอบถามสถานการณ์ของฮ่องเต้หนานซวน แต่เธอไม่คาดคิดว่าทันทีที่เธอก้าวเข้าไปในประตูวัง เธอจะได้พบอันกงกงที่ยืนรออยู่ข้างหน้า
“องค์หญิงหก ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จกลับมาแล้ว” ชายชรารีบก้าวเข้าไปโค้งคำนับให้หญิงสาว แล้วเขาก็เอ่ยปากว่า “ฝ่าบาททรงรับสั่งให้กระหม่อมมารอพระองค์อยู่ที่นี่ องค์หญิงหก เชิญพระองค์ตามกระหม่อมไปที่ตำหนักตี้เฉินด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านพ่ออยากพบข้าหรือ?” มู่ไป๋ไป่ลงจากรถม้าและถามอีกฝ่ายว่า “มีเรื่องอะไรหรือไม่?”
“เรื่องนี้…” อันกงกงมององค์หญิงหกด้วยท่าทางลังเล ก่อนจะกระซิบตอบเสียงเบาว่า “กระหม่อมคิดว่าองค์หญิงคงจะรู้เรื่องที่ฮ่องเต้หนานซวนมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้นพลางถามอย่างใจเย็น “ฮ่องเต้หนานซวนอยู่ที่นี่หรือ?”
ถ้าพูดตามหลักเหตุผล เธอควรได้รู้เรื่องนี้จากมู่เทียนฉง แต่สุดท้ายเธอกลับได้ยินเรื่องนี้มาจากเซียวถังอี้แทน
แม้ว่าท่านพ่อของเธอจะคิดถึงน้องชายนอกไส้อยากให้เขากลับมาอยู่ข้างกายมากเพียงใด แต่เธอก็ได้ยินข่าวลือหนาหูตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ท่านพ่อของเธอรู้สึกหวาดระแวงเขา
เธอควรจะระมัดระวังเรื่องดังกล่าวไว้ก่อนดีกว่า ดังนั้นเธอจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้
“พ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงพยักหน้าแล้วอธิบายว่า “ฮ่องเต้หนานซวนมาขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทเมื่อไม่กี่วันก่อน ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นในหนานซวน ดังนั้นพระองค์จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากเป่ยหลงของเรา”
มู่ไป๋ไป่ทำหน้าเข้าใจและเอ่ยถามต่อไปว่า “แล้วท่านพ่อก็เลยให้ข้าไปเข้าเฝ้าเพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่ แต่หนานซวนขอให้เป่ยหลงช่วย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”
“กระหม่อมเองก็ไม่ทราบเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงตอบพลางหัวเราะแห้ง ๆ “องค์หญิงจะทราบเองหลังจากที่ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ไป๋ไป่เหลือบมองชายสูงวัยและรู้ว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะรู้เรื่องราวภายใน แต่เขาคงไม่กล้าพูดอะไรมากนัก ดังนั้นเธอจึงไม่ซักถามเพิ่มเติมอีก
เธอกำลังคิดถึงความเป็นไปได้ที่มู่เทียนฉงต้องการพบเธอ
ไม่นานพวกมู่ไป๋ไป่ก็มาถึงตำหนักตี้เฉิน ที่ผ่านมาหญิงสาวเคยเข้าออกตำหนักตี้เฉินโดยที่ไม่มีใครกล้าขวาง ดังนั้นเมื่อเธอมาถึงเธอก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ขันทีรายงาน
“ท่านพ่อ ไป๋ไป่ได้ยินว่าท่านกำลังตามหาไป๋ไป่อยู่”
มู่ไป๋ไป่คิดว่าผู้เป็นพ่ออยู่คนเดียวในตำหนักตี้เฉิน เธอจึงทำตัวเหมือนปกติโดยไม่สนใจที่จะรักษามารยาทใด ๆ
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ในห้องโถงนั้นมีอีกคนนั่งอยู่ เขาสวมชุดพื้นเมืองของชาวหนานซวนที่ดูงดงาม ชายคนนั้นนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ โดยใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่และหล่อเหลาทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นไม่อาจละสายตาไปได้
ทว่าหญิงสาวรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยนี้มีความคิดที่บิดเบี้ยวซ่อนอยู่เบื้องหลัง
“องค์หญิงหก ไม่ได้เจอกันนานเลย” ฮ่องเต้หนานซวนมองมู่ไป๋ไป่ด้วยแววตาตื่นตะลึงอย่างเปิดเผย “พระองค์สบายดีหรือไม่?”
“ไม่เจอกันนานเลยเพคะ” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ขอบพระทัยฝ่าบาท หม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่”
ฮ่องเต้หนุ่มยิ้มและตรัสว่า "ดูเหมือนว่าองค์หญิงหกยังคงมีความแค้นจากเมื่อตอนนั้นอยู่"
“แล้วอย่างไรเพคะ?” มู่ไป๋ไป่ยังคงทำหน้าเฉยเมยในขณะที่โต้ตอบกับอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “ถึงอย่างไรตอนที่หม่อมฉันเป็นเด็ก หม่อมฉันก็เกือบเสียชีวิตด้วยน้ำมือของพระองค์ไปแล้ว การที่หม่อมฉันจะโกรธแค้นคนที่เกือบจะพลั้งมือฆ่าหม่อมฉันไปมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใดไม่ใช่หรือ?”
“ฮ่องเต้หนานซวนเป็นคนใจกว้างถึงเพียงนี้เลยหรือ ถึงได้สามารถยิ้มทักทายกับศัตรูได้ตามปกติ แถมยังลืมความแค้นระหว่างเราไปได้อีก”
“ไม่หรอก” ฮ่องเต้หนานซวนลุกขึ้นช้า ๆ “แม้ว่าสถานการณ์บังคับให้เราทำเช่นนั้น แต่เราก็ทำเกินไปหน่อย เช่นนั้นเราต้องขออภัยองค์หญิงหกอีกครั้ง”
“หยุด!” มู่ไป๋ไป่ยกมือขึ้นห้ามอีกฝ่ายทันควัน “หม่อมฉันคงรับการคำนับของฮ่องเต้หนานซวนเอาไว้ไม่ไหว”
ฮ่องเต้หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นและกำลังจะตรัสอะไรบางอย่าง แต่แล้วมู่เทียนฉงก็เดินออกมาจากด้านหลังห้องโถง “ไป๋ไป่ เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”
“ไป๋ไป่ถวายบังคมเสด็จพ่อ” หญิงสาวโค้งคำนับให้ผู้เป็นพ่ออย่างนอบน้อม