เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 539: ไปทูลขอประทานสมรสจากเสด็จพ่อ

บทที่ 539: ไปทูลขอประทานสมรสจากเสด็จพ่อ

บทที่ 539: ไปทูลขอประทานสมรสจากเสด็จพ่อ


มู่จวินเซิ่งพูดจบแล้วก็เตรียมพร้อมจะลุกจากเตียง แต่เนื่องจากเขาขยับตัวแบบปุบปับมากเกินไป ทันทีที่เขาลุกขึ้น เขาก็โซเซจนทำให้ล้มลงบนเตียงอีกครั้ง

“ท่านแม่ทัพ!” หลัวเซียวเซียวเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายอย่างตื่นตระหนก “ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งขยับตัวไปไหนเลยเจ้าค่ะ องค์หญิงหกบอกว่าท่านโดนพิษศพ ท่านจะต้องใช้เวลารักษาตัวอีกสักระยะหนึ่งเจ้าค่ะ”

“พิษศพ?” ชายหนุ่มรู้สึกเวียนหัวมาก เขาต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น ในระหว่างการทำศึกเขาไม่เคยได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้มาก่อนเลย ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา

“เจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบพลางหยิบหมอนอีกใบมาวางซ้อนกันให้คนบนเตียงพิงตัวได้สบายขึ้น “นอกจากนี้… ข้าเองก็ได้บอกเล่าให้ท่านแม่ฟังเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพอย่าได้กังวลไปเลย รอจนกว่าท่านจะหายดีเสียก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันเรื่องนี้นะเจ้าคะ”

หลังจากตกปากรับข้อเสนอของมู่จวินเซิ่ง ในวันนั้นนางก็ไปเล่าเรื่องดังกล่าวให้แม่ของตนฟัง

ผู้เป็นแม่ที่ได้ยินดังนี้ก็ดีใจมาก แล้วบอกว่านางตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว

เดิมทีหลัวเซียวเซียวรู้สึกไม่สบายใจอยู่ไม่น้อย แต่พอนางเห็นว่าทุกคนรอบตัวนางดูมีความสุขกับนางจริง ๆ นางจึงเก็บซ่อนความไม่สบายใจนั้นเอาไว้ให้ลึกสุดใจ

“จริงหรือ?” ดวงตาของมู่จวินเซิ่งเป็นประกายในขณะที่เขาถาม “เจ้าบอกเรื่องนี้กับท่านป้าแล้วหรือ?”

เมื่อหญิงสาวเห็นท่าทีไม่เชื่อถือของชายหนุ่ม นางก็รู้สึกขบขันแล้วจึงพูดหยอกล้ออีกฝ่ายว่า “ดูท่านสิ ท่านเป็นห่วงกลัวว่าข้าจะเสียใจที่ตกลงหมั้นหมายกับท่านหรือไม่?”

“ไม่ใช่” แม่ทัพหนุ่มรีบส่ายหัวปฏิเสธ แล้วกระชับมือหลัวเซียวเซียวเอาไว้แน่น “ข้าแค่อยากแต่งงานกับเจ้าให้เร็วที่สุด อยากให้เจ้าเป็นฮูหยินของข้า”

หญิงสาวหลุบตาลงเล็กน้อยและยิ้มอ่อนโยน ขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง นางก็ได้ยินเสียงแซวดังมาจากข้างหลัง

“ช่วงนี้ข้าวุ่นวายอยู่หลายวัน เป็นห่วงท่านจะเป็นจะตาย แต่ใครจะไปคิดว่าพอฟื้นขึ้นมาท่านจะแสดงความรักกับพี่สะใภ้ทันที เฮ้อ~ มีคนมาหว่านอาหารหมาให้ข้ากินแต่เช้าเลยแฮะ”

มู่ไป๋ไป่เดินกอดอกเข้ามามองมู่จวินเซิ่งกับหลัวเซียวเซียวพร้อมยกยิ้มมุมปาก “ดูจากท่าทางของพวกท่านทั้ง 2 แล้ว เราจะมีข่าวดีกันเร็ว ๆ นี้หรือไม่?”

“พวกท่านได้กำหนดวันหรือยัง? ท่านอยากให้ข้าช่วยตรงไหนหรือไม่?”

“องค์หญิง” หลัวเซียวเซียวรีบลุกขึ้นอย่างประหม่า นางรู้สึกขัดเขินกับสายตาหยอกล้อของผู้เป็นนายจนไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย “หม่อมฉันจะไปเตรียมอาหารให้ท่านแม่ทัพ พวกพระองค์คุยกันไปก่อนเถิดเพคะ”

หลังจากพูดจบนางก็รีบวิ่งหนีไป

“เซียวเซียวกลายเป็นคนหน้าบางขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” มู่ไป๋ไป่ถอนหายใจขณะที่มองตามแผ่นหลังของว่าที่พี่สะใภ้รองไป

“ไป๋ไป่…” มู่จวินเซิ่งเองก็ถอนหายใจเช่นกัน “เจ้าอย่าแกล้งเซียวเซียวนักเลย ถ้าเจ้าแกล้งนางแบบนี้อีกสัก 2-3 ครั้ง ข้าอาจจะไม่ได้แต่งงานเป็นแน่”

“โถ ๆๆ” หญิงสาวเดินไปนั่งข้างเตียงของพี่ชายคนรองก่อนจะจับมือเขามาตรวจชีพจรโดยพูดหยอกล้อเขาไปด้วย “ข้าก็อยากจะให้คนเอาคันฉ่องมาให้ท่านได้มองตัวเองสักหน่อย จะได้เห็นว่ายังไม่ทันได้แต่งกันเลยท่านก็เข้าข้างว่าที่ฮูหยินของตัวเองแล้ว”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะหน้าตัวเอง 2-3 ครั้งแล้วยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าได้ยินเซียวเซียวบอกว่าเจ้าคอยดูแลข้ามาหลายวัน ไป๋ไป่ ลำบากเจ้าแล้ว พี่รองติดหนี้บุญคุณเจ้า”

“พี่รอง นี่ท่านจงใจใช่หรือไม่?” มู่ไป๋ไป่แสร้งทำเป็นโกรธอีกฝ่าย “ท่านมองข้าเป็นคนนอกหรืออย่างไร เราเป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือ ถ้าท่านทำแบบนี้อีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะไม่นับว่าท่านเป็นพี่รองของข้าอีกต่อไป”

“ข้าขอโทษ ข้าเพิ่งฟื้นขึ้นมา ความคิดเลยยังไม่เข้าที่เข้าทางจึงได้พูดอะไรผิดไป” มู่จวินเซิ่งรีบขอโทษน้องสาว “ไป๋ไป่อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”

“เอาเถอะ” หลังจากมู่ไป๋ไป่ตรวจชีพจรพี่ชายคนรองเสร็จ เธอดึงมือตัวเองกลับมา “ชีพจรของท่านปกติดี แต่ร่างกายยังคงอ่อนแรง ช่วงนี้ท่านต้องกินของบำรุงร่างกายสักหน่อย อีก 3 วันท่านก็จะหายเอง”

“เอาล่ะ… หากพี่รองคิดว่าอยากจะทำอะไรเพื่อเป็นการชดเชย ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งใดที่ท่านจะชดเชยให้ข้าไม่ได้ เอาเป็นว่าในงานแต่งให้ข้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวของเซียวเซียวก็พอ”

“เพื่อนเจ้าสาว?” มู่จวินเซิ่งขมวดคิ้วด้วยความสับสนกับคำพูดของน้องสาว “มันคืออะไรหรือ?”

“เพื่อนเจ้าสาวก็คือคนที่ส่งเจ้าสาวในงานแต่งของนาง เราจะคอยเฝ้าประตูเจ้าสาว” มู่ไป๋ไป่อธิบายให้ผู้เป็นพี่ชายฟัง “ตามปกติแล้วเพื่อนเจ้าสาวนี้มักจะเป็นสหายที่สนิทที่สุดของเจ้าสาว”

“มีอะไรแบบนี้ด้วยหรือ?” แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ “ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อนล่ะ?”

“เอ่อ…” หญิงสาวกลอกตาซ้ายขวา ในขณะที่เธอพูดโกหกโดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้า “เพราะนี่ไม่ใช่ขนบธรรมเนียมในเมืองหลวง แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในหุบเขาหมอเทวดา”

“เซียวเซียวกับข้าตกลงกันเอาไว้ก่อนแล้วว่า หากเราคนใดคนหนึ่งแต่งงาน เราจะทำตามธรรมเนียมของหุบเขาหมอเทวดา พี่รอง หากท่านไม่เชื่อท่านก็ไปถามเซียวเซียวดูสิ”

“พี่รองเชื่อเจ้า” มู่จวินเซิ่งยิ้มกว้างขับให้ใบหน้าของเขาดูสว่างสดใสขึ้น “เจ้าอยากทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่สำหรับเซียวเซียว รอให้ข้ายื่นฎีกาพระราชทานสมรสกับเสด็จพ่อให้เรียบร้อยก่อน พอข้ามาคิดดูอีกที ข้าใจร้อนมากเกินไปจริง ๆ ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ข้าจะต้องยื่นฎีกาขอให้เสด็จพ่อประทานสมรสให้เสียก่อน”

“ไป๋ไป่ เมื่อถึงเวลานั้นข้าคงต้องขอให้เจ้าช่วยพูดถึงเซียวเซียวต่อหน้าเสด็จพ่อสัก 2-3 ประโยค ข้ากลัวว่า…”

ชายหนุ่มกลัวว่ามู่เทียนฉงจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากภูมิหลังของหลัวเซียวเซียว

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นองค์ชายรองและเป็นแม่ทัพใหญ่ การแต่งงานของเขานั้นทุกคนในราชสำนักมากมายต่างเฝ้าจับตาดู

“ท่านอย่ากังวลไปเลย” มู่ไป๋ไป่เข้าใจทันทีว่าพี่ชายของตนกำลังกังวลเรื่องอะไร เธอจึงตบไหล่ปลอบอีกฝ่ายว่า “ครั้งนี้พวกเราได้ช่วยท่านพ่อทำลายอาคม พี่รอง ท่านก็ใช้โอกาสนี้ขอความเมตตาจากท่านพ่อ ท่านพ่อจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เซียวเซียวก็ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในวังหลวง ดังนั้นท่านพ่อจะไม่ทำอะไรนางแน่”

พอมู่จวินเซิ่งได้ยินสิ่งที่น้องสาวพูด เขาก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น

หลังจากที่ 2 พี่น้องตระกูลมู่คุยกันไปได้สักพัก หลัวเซียวเซียวก็กลับมาที่ห้องพร้อมกับถาดอาหาร มู่ไป๋ไป่จึงลุกขึ้นกล่าวคำอำลา จากนั้นก็เดินออกจากห้องทิ้งให้ทั้งคู่อยู่กันเพียงลำพัง

หญิงสาวเดินเอามือไพล่หลังออกมาที่ลานบ้านอย่างมีความสุข เธอคิดเอาไว้ว่าจะไปดื่มชากับเซียวถังถังและอวี้หวานหว่านสักหน่อย เสร็จแล้วค่อยกลับไปที่ตำหนักอวี๋ชิงเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ

ในช่วงนี้มู่เทียนฉงได้ส่งทหารรักษาพระองค์มาแจ้งเธออยู่หลายครั้ง เขาหวังให้เธอรีบกลับเข้าวังหลวงให้เร็วที่สุด แต่เธอก็ยังยืนกรานว่าจะคอยอยู่รักษามู่จวินเซิ่งจนกว่าเขาจะฟื้นกลับมาแข็งแรงดีดังเดิม

ขณะนี้มู่ไป๋ไป่กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลวงจนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีคนปรากฏตัวอยู่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล พอเธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอก็เผชิญหน้ากับคนผู้นั้นแล้ว

“ท่านอีกแล้วหรือ?” หญิงสาวจ้องร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าสักครู่แล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน “อ๋องเซียว ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะว่างมากเลยนะเพคะ ถึงได้มาที่จวนแม่ทัพไม่เว้นเลยสักวัน”

วันนี้เซียวถังอี้สวมชุดคลุมผ้าไหมสีขาวที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตซึ่งเข้าคู่กับชุดสีขาวของมู่ไป๋ไป่

“ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายรองฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ

“ใช่” สีหน้าของมู่ไป๋ไป่ดูดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงมู่จวินเซิ่ง “พี่รองเพิ่งฟื้น เขากำลังคุยกับเซียวเซียวอยู่ หากท่านต้องการไปเยี่ยมพี่รองของข้า ขอให้ท่านรอสักครู่ ในเวลานี้อย่าได้ไปรบกวนพวกเขา 2 คนเลย”

“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อพบเขา” เซียวถังอี้พูดพร้อมกับยิ้มมุมปาก แต่นั่นก็ทำให้หญิงสาวตกตะลึงกับคำพูดของเขาจนเกือบจะหลุดปากถามเขาไปว่า ถ้าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาเยี่ยมพี่ชายคนรอง แล้วเขามาที่นี่เพื่อพบใคร?

แต่ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้น เธอก็สบเข้ากับดวงตาเป็นประกายของร่างสูงที่อยู่ภายใต้หน้ากากเงิน

นั่นทำให้หัวใจของมู่ไป๋ไป่เต้นผิดจังหวะอย่างกะทันหัน เธอกัดปากแน่นและแอบก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ดีใจแทนพี่รองเลย หวังว่าจะไม่หักมุมนะ

จบบทที่ บทที่ 539: ไปทูลขอประทานสมรสจากเสด็จพ่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว