- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 537: สัญชาตญาณของข้าแม่นยำที่สุด!
บทที่ 537: สัญชาตญาณของข้าแม่นยำที่สุด!
บทที่ 537: สัญชาตญาณของข้าแม่นยำที่สุด!
มู่ไป๋ไป่พูดเสร็จแล้วก็ลงมือทันที ในตอนที่พ่อบ้านนำชามาให้ เธอก็สั่งให้เขาไปเรียกคนสนิทของมู่จวินเซิ่ง มาถามเกี่ยวกับทุกอย่างตั้งแต่ที่เขาเข้ามาในเมืองหลวง
แม้ว่าคนสนิทหลายคนจะไม่ทราบว่าองค์หญิงหกมีจุดประสงค์ใดถึงได้ถามเช่นนี้ แต่พวกเขาก็รู้ว่าท่านแม่ทัพรักน้องสาวคนนี้มาก
ดังนั้นพวกเขาจึงเล่าทุกอย่างที่ตนรู้ให้หญิงสาวฟัง
หลังจากมู่ไป๋ไป่ฟังรายงานของคนสนิทพี่รองแล้ว เธอก็ยิ่งคิดหนัก
“องค์หญิงหก มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” มีทหารคนหนึ่งที่กล้าเอ่ยถามขึ้นมา “ถ้ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้น พระองค์ลองบอกพวกเราดีหรือไม่ เผื่อพวกเราช่วยอะไรได้”
มู่ไป๋ไป่คิดสักครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “พี่รองถูกพิษศพ”
“พิษศพ?” บรรดาลูกน้องคนสนิทที่ต่อสู้ร่วมกับมู่จวินเซิ่งตั้งแต่ที่ชายแดนต่างพากันตกตะลึง “ท่านแม่ทัพติดพิษศพได้อย่างไร องค์หญิงหก พระองค์วินิจฉัยผิดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“พวกเราทุกคนต่างต่อสู้อยู่ที่ชายแดนมานานหลายปี เรารู้เรื่องเกี่ยวกับพิษศพมาบ้าง ถึงอย่างไรพวกเราต่างก็เคยเกลือกกลิ้งอยู่บนกองศพนับพัน ดังนั้นพวกเราจึงพกถุงยาป้องกันพิษศพติดตัวเอาไว้เสมอพ่ะย่ะค่ะ”
ลูกน้องคนสนิทเหล่านั้นต่างพากันดึงถุงที่มัดอยู่กับที่คาดเอวส่งให้มู่ไป๋ไป่
“ถุงสมุนไพรนี้หมอทหารในค่ายเตรียมให้พวกเราทุกคน มันเป็นตัวยาเฉพาะที่มีประโยชน์ในการป้องกันพิษศพ ท่านแม่ทัพเองก็ได้รับถุงสมุนไพรนี้ด้วยเช่นกัน”
“ยิ่งไปกว่านั้น หากจะมีใครติดพิษศพจริง ๆ ก็ต้องอยู่กับศพจำนวนมากเป็นเวลานาน พวกเราไม่มีใครเคยติดพิษชนิดนี้มาก่อนจนกระทั่งเราเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงพร้อมกับท่านแม่ทัพ นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่ว่าหลังจากกลับมาถึงเมืองหลวง ท่านแม่ทัพก็อยู่กับแม่นางหลัวที่จวนแม่ทัพทุกวัน บางครั้งท่านแม่ทัพก็จะออกเดินทางไปยังวังหลวง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านแม่ทัพจะได้สัมผัสกับศพ”
มู่ไป๋ไป่รับถุงสมุนไพรมาดมกลิ่นแล้วพบว่าภายในนั้นมีสมุนไพรบางชนิดที่สามารถขจัดพิษได้จริง ๆ และปริมาณสมุนไพรที่ใช้นั้นก็คำนวณเอาไว้อย่างดี
“แปลกมากจริง ๆ” เซียวถังถังพูดขัดขึ้นมา “ไป๋ไป่คงจะไม่ได้วินิจฉัยผิดไปหรอก คำถามตอนนี้ก็คือแม่ทัพของพวกท่านไปรับพิษมาจากที่ใด?”
“องค์หญิงหก เรื่องนี้พวกเราจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพยกมือประสานต่อหน้ามู่ไป๋ไป่และกล่าวว่า “พวกเราจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
หญิงสาวคาดเดาเรื่องนี้เอาไว้แล้วว่ามันคงไม่เลวร้ายนัก แต่เธอก็รู้เช่นกันว่าคนที่อยู่ข้างกายพี่รองของเธอต่างก็เป็นห่วงเขามาก ถ้าเธอไม่ให้พวกเขาทำอะไรสักอย่าง พวกเขาคงจะได้แต่รอคอยด้วยความกระสับกระส่ายแน่
ใครจะไปรู้ว่าในตอนนั้นจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นอีก
“ตกลง” มู่ไป๋ไป่พยักหน้ารับ “เช่นนั้นข้าก็ขอฝากเรื่องนี้ให้พวกท่านไปจัดการ ถ้าพวกท่านพบสิ่งใดก็ให้รีบมารายงานข้าโดยตรงได้เลย”
รองแม่ทัพรับคำสั่งแล้วรีบออกไปทันที
ขณะนั้นเซียวถังถังเหลือบมองศิษย์พี่ใหญ่และเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับรอยยิ้ม “ไป๋ไป่ ท่านคิดอะไรอยู่หรือ?”
“อย่าปฏิเสธเลย ข้ารู้จักท่านมานานหลายปี แค่มองสีหน้าข้าก็สามารถคาดเดาได้แล้วว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ ท่านอย่าพยายามปิดบังข้าเลย”
มู่ไป๋ไป่สบตาศิษย์น้องนิ่ง ๆ โดยไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรดี
เซียวถังถังที่เห็นท่าทางนั้นของอีกคนก็ยู่ปากเข้าหากัน “ทำหน้าอะไรของท่าน?”
“ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าจะฉลาดเป็นกับเขาด้วย” มู่ไป๋ไป่ยกมือขึ้นยีหัวศิษย์น้องเบา ๆ “เอาล่ะ เจ้าเอาของมาให้ข้าเรียบร้อยแล้ว เจ้ารีบกลับไปเถอะ”
“แล้วช่วงนี้เจ้าก็อย่าได้มาที่จวนแม่ทัพ แม้ว่าโอกาสจะติดพิษศพมีน้อยมาก แต่มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย หวานหว่านเองก็ร่างกายอ่อนแอและยังเด็กมาก ดังนั้นเจ้าต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ”
“ศิษย์พี่ ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ” อวี้หวานหว่านพูดขึ้นอย่างเป็นกังวลเมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่จะจัดการปัญหาด้วยตัวเอง “ถ้ามีอะไรที่ข้าสามารถช่วยท่านได้ ข้าเองก็อยากจะช่วยเหมือนกัน”
มู่ไป๋ไป่ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเด็กหญิง เธอทำเพียงแค่ยิ้มและลูบหัวนางเบา ๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ตกลง ข้ารับน้ำใจของเจ้าเอาไว้แล้ว แต่พวกเจ้าอยู่ที่ตำหนักอ๋องเซียวจะดีกว่า”
“ข้าคำนวณวันไว้แล้ว ท่านอาจารย์น่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าจะอธิบายให้นางฟังได้อย่างไร?”
เมื่ออวี้หวานหว่านได้ยินผู้เป็นศิษย์พี่เอ่ยปากเช่นนี้ ประกายในดวงตาของนางก็ค่อย ๆ หรี่ลงขณะที่นางทำหน้าเสียใจ
มู่ไป๋ไป่ที่เห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้สึกปวดใจ เธอเป็นห่วงความปลอดภัยของศิษย์น้องจึงไม่ต้องการให้นางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในตอนที่เธอกำลังจะพูดบางสิ่งเพื่อปลอบใจนาง แต่จังหวะนั้นเธอได้ยินเสียงดังมาจากในห้องของมู่จวินเซิ่งเสียก่อน
มันทำให้ความสนใจของเธอถูกหันเหไปทันที ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นว่า “พี่รองน่าจะตื่นแล้ว ส่วนถังถัง ช่วงนี้เจ้าคอยดูแลหวานหว่านให้ดี ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ให้ส่งคนมาแจ้งข้าก็พอ เจ้าไม่ต้องมาเอง”
หลังจากพูดจบหญิงสาวก็หันหลังวิ่งเข้าไปในห้องของพี่ชายคนรอง
ทางด้านเซียวถังถังถอนหายใจขณะที่มองตามหลังศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองไป ก่อนจะหันไปตบไหล่อวี้หวานหว่านเบา ๆ “เจ้าอย่าเก็บคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่มาใส่ใจเลย นางไม่ได้มองว่าเจ้าเป็นภาระ นางแค่เป็นห่วงเจ้ามากจนกลัวว่าจะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นกับเจ้า แล้วนางจะไม่สามารถอธิบายให้ท่านอาจารย์ฟังได้”
เด็กหญิงพยักหน้าเล็กน้อยพลางตอบกลับเสียงอ่อน “ศิษย์พี่รอง เรื่องนี้ท่านไม่จำเป็นต้องบอกข้าหรอก ข้ารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว”
ตัวนางนั้นสุขภาพไม่ค่อยดีมาตั้งแต่เด็ก นางเข้าใจว่าทุกคนในหุบเขาหมอเทวดาพยายามเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี แต่นางก็อยากจะทำประโยชน์ให้แก่มู่ไป๋ไป่บ้างเช่นกัน
“เรากลับกันเถอะ ขากลับเราแวะเดินเล่นกันก่อนดีหรือไม่?” เซียวถังถังกอดไหล่ของศิษย์น้องแล้วพาเดินออกไป “เอาไว้เราค่อยกลับมากันใหม่”
“เอ๊ะ?” อวี้หวานหว่านเงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยสายตาประหลาดใจ “ศิษย์พี่ใหญ่เพิ่งบอกพวกเราไม่ใช่หรือว่าให้รีบกลับ แล้วศิษย์พี่รองจะไปที่ไหนอีก?”
เซียวถังถังใช้นิ้วชี้ถูกจมูกตัวเองด้วยท่าทางภาคภูมิใจขณะกล่าวว่า “ถ้านางไม่ยอมมันก็เป็นเรื่องของนาง แต่เราจะไปมันก็เป็นเรื่องของเรา มีอะไรแปลกตรงไหน?”
“นอกจากนี้ หากเราในฐานะศิษย์ของหุบเขาหมอเทวดายังจัดการพิษศพไม่ได้ ใครที่รู้เรื่องนี้เข้าคงจะพากันหัวเราะเยาะแน่”
“ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเอาแต่กังวลเรื่องของคนอื่น”
อวี้หวานหว่านมองอีกฝ่ายนิ่ง และนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “คนเดียวที่กล้าขัดศิษย์พี่ใหญ่ก็คงมีเพียงท่าน ศิษย์พี่รอง”
เซียวถังถังแสร้งทำหน้าไม่พอใจพร้อมกับจ้องเด็กหญิงเขม็ง “นี่หวานหว่าน เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้ากำลังชื่นชมศิษย์พี่รองของเจ้าหรือกำลังว่าข้าอยู่กันแน่?”
“ถ้าหากเจ้าไม่ชอบ ศิษย์พี่รองก็จะไม่เล่นกับเจ้าอีก”
อวี้หวานหว่านรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาของอีกฝ่ายจนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ฮ่า ๆๆ ข้าไม่ได้ว่า ข้าไม่ได้ว่าท่าน ขอร้องล่ะศิษย์พี่รอง ในอนาคตเวลาจะออกไปเที่ยวเล่น ท่านอย่าลืมพาข้าไปด้วย”
“อ้อ จริงสิ… ศิษย์พี่รอง… เราจะกลับเข้าไปในวังหลวงอีกหรือไม่เจ้าคะ?”
“หืม?” เซียวถังถังนิ่งคิดอยู่สักครู่ก่อนจะส่ายหัวตอบ “น่าจะไม่นะ ทำไมหรือ เจ้าคิดว่าในวังหลวงน่าสนุกหรือ เจ้าอยากไปเที่ยวเล่นที่นั่นหรืออย่างไร?”
“เปล่าเจ้าค่ะ…” อวี้หวานหว่านก้มหน้าพลางส่ายหัวเบา ๆ นางเพียงแค่อยากจะพูดคุยกับเขาคนนั้นสัก 2-3 ประโยค
นางไม่เคยถามอะไรแบบนี้มาก่อน แต่สิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่พูดเมื่อสักครู่ก็ทำให้นางนึกขึ้นได้
พ่อแม่ของนางกำลังจะเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่นางกลับไปยังหุบเขาหมอเทวดา นางจะไม่มีโอกาสได้พบกับคนผู้นั้นอีกเลย
ถ้านางไม่ใช้โอกาสนี้พูดคุยกับเขาสัก 2-3 ประโยค นางอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้
“มีอะไรหรือ?” เซียวถังถังก้มลงไปสบตาอวี้หวานหว่านด้วยความสงสัย “หวานหว่าน ข้าคิดว่าช่วงนี้เจ้าทำตัวแปลก ๆ”
“เจ้าชอบเหม่อลอย แถมยังไม่ยอมอ่านตำราแพทย์เล่มโปรดของเจ้าอีก”
อวี้หวานหว่านหน้าแดงแล้วพูดตะกุกตะกัก “จริงหรือ? ท่านคิดไปเองหรือไม่ ศิษย์พี่รอง…”
“ไม่น่าใช่” เซียวถังถังกอดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจ “สัญชาตญาณของข้าแม่นยำที่สุด!”