- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 529: มีข่าวมาแจ้ง
บทที่ 529: มีข่าวมาแจ้ง
บทที่ 529: มีข่าวมาแจ้ง
“ก็ได้” มู่ไป๋ไป่หลบสายตาที่อีกฝ่ายจ้องมองมาก่อนจะถามว่า “ท่านต้องใช้เวลานานเท่าไร?”
เซียวถังอี้คิดสักครู่แล้วตอบว่า “ประมาณ 1 ถ้วยชา”
“...” ทันใดนั้นหญิงสาวก็เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก “ท่านจงใจทำเช่นนี้ใช่หรือไม่? นี่ท่านรอให้ข้าเป็นฝ่ายขอร้องท่านหรือ?”
เธอไม่เชื่อว่าเธอเป็นคนเดียวที่อยากจะสืบหาบุคคลที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังลี่เฟย
ช่วงนี้เซียวถังอี้คอยประสานงานกับเธอตลอดเวลา เธอรู้ว่าพวกเธอทั้ง 2 มีเป้าหมายเดียวกัน
แต่จากท่าทีของชายหนุ่มเมื่อกี้ดูเหมือนว่าถ้าเธอไม่ยอมตกลง เขาจะปล่อยให้ท่านพ่อจัดการกับลี่เฟยจริง ๆ
เซียวถังอี้เม้มปากแล้วตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
“เฮอะ!” มู่ไป๋ไป่กลอกตามองบนใส่ร่างสูงก่อนจะหันหน้าหนีอย่างไม่พอใจ “เราตกลงกันแล้วว่าจะใช้เวลา 1 ถ้วยชา ถ้าเวลาเกินจากที่กำหนด สิ่งที่ข้ารับปากกับท่านเมื่อกี้นี้ถือว่าเป็นโมฆะ”
เซียวถังอี้มองหญิงสาวที่กำลังเดินหนีไป ในสายตาที่มักจะเย็นชาของเขานั้นปรากฏให้เห็นถึงความอ่อนโยน “ตกลง”
นอกห้องโถง ทันทีที่มู่ไป๋ไป่เดินออกมา เธอก็ถูกมู่จวินฝานกับเสิ่นจวินเฉามายืนประกบ
“ไป๋ไป่ เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?” องค์รัชทายาทมองสำรวจน้องสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ในขณะที่เขาเอ่ยถามว่า “ทำไมเจ้าถึงออกมาเร็วขนาดนี้ เสด็จอาอยู่ที่ใด?”
“เอ่อ ข้าถามความจริงจากปากลี่เฟยไม่ได้” มู่ไป๋ไป่ตอบแบบไม่ค่อยประสบอารมณ์นัก “เซียว— เสด็จอาเล็กบอกว่าให้ข้าออกมารอข้างนอกก่อน เขาขอเวลา 1 ถ้วยชาในการจัดการเรื่องนี้ แล้วเราค่อยเข้าไป”
พอมู่จวินฝานได้ยินน้องสาวอธิบายเช่นนี้ เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และพยักหน้ากล่าวว่า “เสด็จอาเชี่ยวชาญในด้านการทรมานนักโทษ เขาทำถูกต้องแล้ว”
“ท่านพ่อไปไหนหรือเพคะ?” มู่ไป๋ไป่มองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นมู่เทียนฉง เธอจึงถามหาเขา “ท่านพ่อไปที่ใดกัน?”
“เมื่อสักครู่มีทูตจากหลายแคว้นมาขอเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ พวกเขาบอกว่ามีเรื่องเร่งด่วนต้องรายงานให้เสด็จพ่อราบ ดังนั้นเสด็จพ่อจึงจำเป็นจะต้องไปจัดการเรื่องนั้นก่อน” มู่จวินฝานคลายความสงสัยของน้องสาว
“เสด็จพ่อเป็นห่วงเจ้า พระองค์จึงมีรับสั่งให้พี่ใหญ่กับพี่สามอยู่ที่นี่เพื่อคอยปกป้องเจ้า”
เมื่อมู่ไป๋ไป่ได้ยินดังนี้ เธอก็หัวเราะพลางส่ายหัว “ท่านพ่อนะท่านพ่อ ทำเหมือนข้ายังเป็นเด็ก ๆ ไปได้”
แม้เธอจะพูดเช่นนั้น แต่เธอก็รู้สึกดีใจมาก
ท่านพ่อที่รักเธอมากในที่สุดก็กลับมาแล้ว
ขณะที่หญิงสาวกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เธอก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากท้องฟ้า
“ท่านจ้าวอสูร! ท่านจ้าวอสูร!”
“นกตัวนี้เป็นอะไรไป?” มู่จวินฝานกับเสิ่นจวินเฉาต่างพากันตกใจที่จู่ ๆ นกก็โฉบลงมาเกาะบนไหล่ผู้เป็นน้องสาว
มู่ไป๋ไป่เองก็ตอบสนองทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกของนกน้อย เธอเดาได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะได้ข่าวเรื่องหลัวเซียวเซียว ตัวเธอเองก็ตื่นเต้นตามมันเช่นกัน
“เจ้านกน้อย มีใครพบร่องรอยของเซียวเซียวหรือยัง?”
พอมู่จวินเซิ่งได้ยินชื่อหลัวเซียวเซียว ดวงตาของเขาก็พลันสว่างขึ้น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจภาษาสัตว์ แต่เขาก็อาศัยจับใจความคำพูดฝ่ายเดียวของมู่ไป๋ไป่ในการตัดสินใจว่านกตัวนี้นำข่าวดีหรือข่าวร้ายมาให้เท่านั้น
ขณะนี้ดวงตาเฉียบคมกำลังจับจ้องไปที่ใบหน้าของน้องสาวโดยไม่ให้พลาดการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย
เขาแทบรอไม่ไหวที่จะไปตามหาหญิงสาวที่ตนรัก ป่านนี้ไม่รู้ว่านางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
“ตอบท่านจ้าวอสูร พบแล้วขอรับ” นกน้อยกระพือปีกด้วยความตื่นเต้น “เราค้นหาทั่วเมืองหลวงแต่ไม่พบบุคคลที่ท่านกำลังตามหา แต่ต่อมาเจ้าเหลืองพบผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดอยู่นอกจวนหลังหนึ่ง มันดมกลิ่นเลือดบนผ้าเช็ดหน้าก็พบว่าเป็นเลือดของคนที่ท่านกำลังตามหาอยู่”
“ตัวข้ากลัวว่ามันจะชักช้าจึงไม่ได้แจ้งข่าวให้ท่านชางหลาน แล้วมุ่งตรงมาแจ้งท่านจ้าวอสูรทันทีขอรับ”
“จวนหลังใด!?” ลมหายใจของมู่ไป๋ไป่สะดุด ผ้าเช็ดหน้านั้นคงเป็นหลัวเซียวเซียวที่ทิ้งเอาไว้ให้เธอเพื่อเป็นเบาะแส
โชคดีที่นางยังอยู่ในเมืองหลวงไม่ได้ถูกลักพาตัวไปที่อื่น
ตราบใดที่มู่ไป๋ไป่ยังคงอยู่ในเมืองหลวง พวกเธอก็ยังสามารถช่วยนางได้แน่
“จวนหลังนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง” นกน้อยรีบกระพือปีกตอบ “ข้าสามารถนำทางท่านจ้าวอสูรไปที่นั่นได้ขอรับ”
“ยอดไปเลย!” มู่ไป๋ไป่ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับความหวังที่เต็มเปี่ยม “ข้าจะไปกับเจ้า”
“ไป๋ไป่ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” มู่จวินเซิ่งเองก็รีบพูดขึ้นมา “เมื่อวานนี้เซียวเซียวยอมถูกจับเพื่อให้ข้าปลอดภัย ข้าเองก็ควรจะไปช่วยนาง”
มู่ไป๋ไป่รู้ว่าพี่ชายคนรองกำลังคิดอะไรอยู่ เธอจึงพยักหน้าตอบตกลงโดยไม่ลังเล “ตกลง พี่รอง ท่านไปกับข้าเถอะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอฝากเรื่องนี้ให้ท่านพี่รัชทายาทจัดการไปก่อนนะเพคะ”
“เจ้าอย่ากังวลไปเลย” มู่จวินฝานไม่ได้ขวางน้องชายและน้องสาว เขาทำเพียงแค่ยิ้มแล้วเอ่ยเตือนพวกเขาด้วยความเป็นห่วงว่า “พวกเจ้าก็ระวังตัวด้วย ถ้ากำลังคนของพวกเจ้าไม่เพียงพอ ให้พาองครักษ์เงาของข้าติดตามไปด้วย”
“เพคะ ขอบคุณท่านพี่รัชทายาท” มู่ไป๋ไป่ขี้เกียจเดินออกทางประตูวัง ดังนั้นเธอกับมู่จวินเซิ่งจึงใช้วิชาตัวเบาติดตามนกไปยังสถานที่ที่หลัวเซียวเซียวทิ้งเบาะแสเอาไว้
ระหว่างทางทั้งคู่ก็ได้แจ้งให้ทหารและองครักษ์เงาคนอื่น ๆ มารวมตัวกัน เมื่อทุกคนมาถึงที่เกิดเหตุ แม่ทัพหนุ่มจึงได้สั่งให้คนเข้าไปล้อมจวนหลังนั้นทันที
ภายในจวน หลัวเซียวเซียวลืมตาลุกขึ้นนั่งราวกับว่านางสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
ทางด้านฉู่เสวียนก็ไม่เคยกลับมาอีกเลยหลังจากที่เขาสูญเสียการควบคุม ในช่วงเวลานี้ หญิงสาวก็ไม่ได้รออยู่เฉย ๆ นางพยายามโยนสิ่งของที่เปื้อนเลือดตัวเองออกไปนอกกำแพงจวนด้วยความหวังว่าจะมีสัตว์ได้กลิ่นเลือดของนางและนำมันไปให้มู่ไป๋ไป่
ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนการของนางจะประสบความสำเร็จแล้ว ไหล่ที่ตึงเครียดของหลัวเซียวเซียวจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เวลาผ่านไปสักครู่ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากระยะไกล มันทำให้ไหล่ที่ผ่อนคลายลงกลับมาเกร็งแน่นและนางก็จ้องมองไปทางประตูด้วยสายตาหวาดระแวง
ทว่าฝีเท้านั้นกลับหยุดชะงักก่อนถึงประตูโดยที่ไม่ได้ก้าวเข้ามาอีก
“หลบไป!”
หญิงสาวพยายามเงี่ยหูฟังแล้วก็จำได้ว่านั่นเป็นเสียงของถังเป่ยเฉิน
ทำไมเจ้าสำนักตระกูลถังถึงมาที่นี่อีก? คนที่ขวางเขาเอาไว้คงจะเป็นฉู่เสวียน
เนื่องจากชายหนุ่มสามารถขวางถังเป่ยเฉินเอาไว้ได้ทันเวลา นั่นหมายความว่าเขาจะต้องอยู่ในเรือนตลอด
นี่ไม่ได้หมายความว่า… ทุกสิ่งที่นางทำไปในช่วงที่ผ่านมาถูกฉู่เสวียนพบแล้วหรอกหรือ?
พอคิดถึงเรื่องนี้ หลัวเซียวเซียวก็มีความรู้สึกต่าง ๆ ผสมปนเปกันไป
นางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดฉู่เสวียนถึงไม่เข้ามาห้ามนาง ในเมื่อเขาเห็นกับตาตัวเองว่านางกำลังพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปด้านนอก
ผู้ชายคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
นอกห้องในขณะนี้ ฉู่เสวียนยังคงยืนเผชิญหน้ากับถังเป่ยเฉินด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
เจ้าสำนักตระกูลถังจ้องมองชายหนุ่มที่มีใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเสียใจที่ชุบชีวิตผู้ชายคนนี้ขึ้นมา
“ข้าบอกให้เจ้าหลบ! เจ้าไม่ฟังคำสั่งข้าแล้วหรือ?”
ฉู่เสวียนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจ้องตากับชายตรงหน้าเงียบ ๆ ก่อนที่เขาจะกล่าวเสียงเรียบเฉย “คนที่ท่านกำลังตามหาไม่ได้อยู่ข้างใน”
“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ!” ถังเป่ยเฉินรู้สึกโมโหมากจนแทบจะควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาไว้ไม่ได้ “ข้าเห็นกับตาว่าร่างของหลัวเซียวเซียวนอนอยู่บนเตียงของเจ้า”
“ฉู่เสวียน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามู่ไป๋ไป่กับมู่จวินเซิ่งได้พาคนมาล้อมพวกเราเอาไว้แล้ว พวกเขามาที่นี่เพราะหลัวเซียวเซียว ขอเพียงเราส่งร่างของผู้หญิงคนนั้นออกไป เราก็ยังมีโอกาสหลบหนีไปได้”
ถ้าเขารู้ว่าตัวเองจะต้องมาเจอเรื่องเดือดร้อนแบบนี้ เมื่อวานเขาจะไม่สั่งให้อีกฝ่ายไปฆ่าหลัวเซียวเซียว
แต่ฉู่เสวียนก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เจ้าสำนักตระกูลถังไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับอีกฝ่าย เขาตั้งท่าเตรียมจะฝ่าเข้าไป
ฉู่เสวียนที่เห็นถึงความตั้งใจของคนผู้นี้ เขาก็ชักกระบี่ออกมาขวางคนตรงหน้าเอาไว้ “ข้าบอกท่านไปแล้วว่าคนที่ท่านกำลังตามหาไม่ได้อยู่ข้างใน”
“ฉู่เสวียน เจ้าอย่าพยายามยั่วโมโหข้านะ!” แววตาโกรธจัดฉายชัดผ่านดวงตาของถังเป่ยเฉิน ทั้งที่เขาเห็นกับตาว่าร่างของหลัวเซียวเซียวอยู่ในห้องอีกฝ่ายแต่เจ้าตัวก็ยังปฏิเสธ เขาจึงเริ่มจะเหลืออดแล้ว