- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 527: เจ้าทำอะไรกับข้า?
บทที่ 527: เจ้าทำอะไรกับข้า?
บทที่ 527: เจ้าทำอะไรกับข้า?
ก่อนที่ความเจ็บปวดอันแปลกประหลาดบนใบหน้าของลี่เฟยจะทุเลาลง อาการคันคะเยอไปทั้งตัวก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ตอนนี้นางรู้สึกคล้ายกับมีมดหลายหมื่นตัวกำลังไต่อยู่บนใบหน้าพร้อม ๆ กัน
ลี่เฟยเกาหน้าตัวเองเพื่อคลายความรู้สึกนั้นโดยที่นางไม่สนใจว่ามันจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนใบหน้ามากยิ่งขึ้น เพราะนางคิดเพียงแค่อยากจะหยุดอาการคันที่ทรมานนี้ “โอ๊ย! คัน… ใครก็ได้มาช่วยข้าที!”
“บนหน้าข้ามีแมลงอยู่หรือ?! ใครก็ได้มาช่วยข้าที!!!”
นางกำนัลทั้ง 2 ตกตะลึงกับท่าทางเช่นนี้ของผู้เป็นนาย ในขณะนี้ใบหน้าของนางนอกจากจะมีรอยสีดำปรากฏขึ้นมากมาย มันยังมีรอยเลือดจากการข่วนตัวเองอีกด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นน่ากลัวมาก
“เราควรทำอย่างไรกันดี?” นางกำนัลถามสหายของตัวเองด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย “เราควรไปเรียกหมอหลวงดีหรือไม่?”
นางกำนัลอีกคนที่ดูเหมือนจะสงบสติอารมณ์ลงได้แล้วลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกับพูดว่า “เจ้าไปตามหมอหลวงมา ส่วนข้าจะไปตามฝ่าบาทเอง”
พอนางกำนัลทั้ง 2 แบ่งงานกันเรียบร้อยแล้ว พวกนางก็รีบวิ่งออกจากตำหนักตี้เฉินไป
ทางด้านลี่เฟยยังคงกรีดร้องกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นอย่างทุกข์ทรมาน มันเจ็บปวดมากถึงขนาดทำให้นางอยากจะชักกระบี่ออกมาฆ่าคน
ในไม่ช้าข่าวนี้ก็ไปถึงตำหนักอวี๋ชิง
มู่เทียนฉงเดินกลับตำหนักตี้เฉินด้วยท่าทางเย็นชาจนทำให้มู่ไป๋ไป่เป็นกังวล ในขณะเดียวกัน เธอก็มีคำถามบางอย่างที่อยากจะถามลี่เฟยเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงขอไปพร้อมกับท่านพ่อ
หลังจากที่หญิงสาวออกไปแล้ว ซีเยว่ก็วางถ้วยชาในมือลงและเตรียมจะลุกขึ้นออกจากตำหนักเช่นกัน
แต่พอเธอลุกขึ้นจากที่นั่ง ร่างกายของเธอก็เริ่มโงนเงน
“ระวัง!” เสิ่นจวินเฉารีบเข้าไปช่วยพยุงหญิงสาวแล้วมองนางด้วยสายตาซับซ้อน “อาคมมีผลกับท่านจริง ๆ ด้วย ทำไมท่านถึงไม่บอกข้า?”
องค์หญิงซีฉือกะพริบตาเบา ๆ พร้อมกันนั้นดวงตาสีฟ้าสดใสก็เป็นประกาย “อ๋อ นี่ท่านเป็นห่วงข้าหรือ?”
ชายหนุ่มรีบผลักหญิงสาวออกเหมือนกับว่าเขากำลังสัมผัสเผือกร้อน แต่เขาก็ระมัดระวังในการกระทำของตัวเองมาก มันไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายต้องได้รับบาดเจ็บ “ใครเป็นห่วงท่านกัน?”
“เป็นเพราะว่าท่านช่วยไป๋ไป่เอาไว้ ถ้าเรื่องนี้มีผลกระทบกับท่าน ไป๋ไป่จะโทษตัวเอง”
ซีเยว่เดินเข้าไปหาคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม “แล้วท่านล่ะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับข้า ท่านจะเสียใจและโทษตัวเองหรือไม่?”
“ไม่” เสิ่นจวินเฉาถอยหลังหนีไป 2 ก้าว “ท่านกับข้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน ทำไมข้าจะต้องเสียใจเรื่องของท่านด้วย?”
“ในเมื่อท่านรู้สึกไม่สบายก็อยู่พักผ่อนที่ตำหนักอวี๋ชิงก่อนเถอะ อย่าฝืนตัวเองเลย”
หลังจากพูดจบชายหนุ่มก็รีบวิ่งหนีออกไปเหมือนกำลังหนีผี
ซีเยว่มองตามหลังคุณชายเสิ่นไปพร้อมกับเผยรอยยิ้มขบขัน “น่าสนใจจริง ๆ… ฉันไม่ได้เจอผู้ชายที่น่าสนใจแบบนี้มานานแล้ว ถ้าฉันได้พบกับเขาเร็วกว่านี้ก็คงจะดี… บางทีฉันอาจจะไม่อยากจากโลกนี้ไปอีก”
ในตอนที่พวกมู่ไป๋ไป่มาถึงตำหนักตี้เฉิน พวกเธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของลี่เฟยดังมาแต่ไกล
กลุ่มนางกำนัลและขันทีในตำหนักเองก็กำลังคุกเข่าอยู่ที่ด้านนอก แล้วพวกเขาก็ได้แต่นั่งก้มหน้าตัวสั่นทันทีที่เห็นมู่เทียนฉง เพราะพวกเขากลัวว่านายเหนือหัวจะระบายความโกรธใส่พวกตนและให้ร่วมฝังไปพร้อมกับลี่เฟย
“ฝ่าบาท แม่นางหลัวล้มป่วยอย่างกะทันหันพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงรีบก้าวออกมาทูลฝ่าบาทด้วยท่าทีระมัดระวัง “เราได้เรียกหมอหลวงมาตรวจนานแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยเห็นโรคประหลาดเช่นนี้มาก่อน”
“พวกเจ้าออกไปก่อน” มู่เทียนฉงสั่งเสียงเฉียบขาดโดยไม่มีร่องรอยวิตกกังวลปรากฏบนใบหน้า
อันกงกงที่เห็นดังนั้นก็ตะลึงไปชั่วขณะ ดวงตาขุ่นมัวตามวัยฉายแววสงสัยก่อนที่เขาจะแอบเหลือบมองพวกมู่จวินฝานที่เดินตามหลังฮ่องเต้มา ในไม่ช้าเขาก็เข้าใจอะไรบางอย่าง
ชายชราเลิกถามคำถามแล้วก้าวหลบออกไปพร้อมกับนางกำนัลและขันทีที่แสดงสีหน้าโล่งใจ
“ท่านพ่อ ให้หม่อมฉันเข้าไปดูก่อนเถิดเพคะ” มู่ไป๋ไป่เสนอออกมาในขณะที่ผู้เป็นพ่อกำลังจะผลักประตูเปิดเข้าไป “ซีเยว่บอกว่าอาคมใช้กับหม่อมฉันไม่ได้ผล”
มู่เทียนฉงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยอมก้าวถอยหลังเปิดทางให้ลูกสาว แต่เขาก็ยังเตือนนางให้ระวังตัวให้ดี
หญิงสาวสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถง จังหวะนั้นเธอรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนเดินตามหลังมา เธอจึงหันไปมองและเห็นเซียวถังอี้กำลังมายืนอยู่ข้างหลังตน
ในระหว่างที่หันกลับมา ชายหญิงทั้ง 2 ก็สบสายตากันพอดี
ชั่วขณะนั้นทั้งคู่เกิดความเข้าใจกันโดยปริยายซึ่งไม่ต้องอธิบายออกมาเป็นคำพูด
“ข้าจะไปกับเจ้า” เซียวถังอี้พูดเสียงเบาโดยไม่สนใจสายตาแปลกประหลาดของพวกมู่เทียนฉง
มู่ไป๋ไป่รีบหลบสายตาคู่นั้นอย่างขัดเขินแล้วกระซิบกลับไปว่า “ใครขอให้ท่านไปกับข้ากัน”
หลังจากพูดจบเธอก็ผลักประตูห้องโถงให้เปิดกว้างขึ้นในคราวเดียว
แล้วลมก็หอบเอากลิ่นเหม็นผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงมากระทบใบหน้าของทุกคน กลิ่นนั้นส่งผลให้พวกเขารีบเบือนหน้าหนีไปจากตำหนัก
“นั่นกลิ่นอะไรน่ะ?” มู่เทียนฉงถามพร้อมขมวดคิ้วแน่น
“หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบเพคะ” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัว เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบว่า “กลิ่นมันเหมือนกับที่หม่อมฉันได้กลิ่นจากของที่นางกำนัลฝังเอาไว้มาก”
ในเวลาเดียวกัน เมื่อลี่เฟยได้ยินเสียงดังมาจากด้านหน้าตำหนัก นางก็ลุกขึ้นมาจากเตียง “ใครน่ะ?”
“ไม่ว่าจะเป็นใคร ได้โปรดช่วยข้าด้วย ทั้งหน้าและตัวของข้ามันปวดแสบปวดร้อนแล้วก็คันเอามาก ๆ เลย”
“ขอเพียงเจ้าช่วยให้ข้าหลุดพ้นจากความทรมานนี้ ข้าจะให้ฝ่าบาทตอบแทนเจ้าให้ดี ไม่ว่าเจ้าอยากได้อะไรข้าก็จะให้”
ในตอนที่มู่เทียนฉงได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเขาที่เย็นชาอยู่แล้วกลับเย็นชามากขึ้นไปอีก เขาเดินตรงเข้าไปมองอีกฝ่ายที่แทบจะจำใบหน้าเดิมของนางไม่ได้อีกแล้วถามเสียงทุ้มต่ำ “จริงหรือ?”
เสียงคร่ำครวญของลี่เฟยชะงักไปอย่างกะทันหัน นางหันกลับมามองฝ่าบาทด้วยความหวาดกลัวและพยายามหลบซ่อนใบหน้าของตนเอาไว้ “ฝ่าบาท อย่ามองหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันป่วย… อีกไม่นานหม่อมฉันจะสามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้แล้วเพคะ”
“ท่านไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรอก” มู่ไป๋ไป่มองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา หน้าตาของลี่เฟยตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจากการถูกเกาอย่างแรง แม้แต่รอยแตกสีคล้ำก็ยังมองเห็นได้จาง ๆ “นี่เป็นผลสะท้อนกลับจากอาคมที่ท่านใช้กับเสด็จพ่อ”
“ตอนนี้อาคมถูกทำลายลงแล้ว อาคมทั้งหมดจะย้อนกลับไปเล่นงานท่าน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านจะกลายเป็นปีศาจก็ไม่ใช่ มนุษย์ก็ไม่เชิง”
“มู่ไป๋ไป่!” ทันทีที่ลี่เฟยได้ยินเสียงคนที่เกลียดชัง นางก็ลุกขึ้นยืนและเอื้อมมือไปหมายจะคว้าใบหน้าของอีกฝ่าย
น่าเสียดายที่ตอนนี้สายตาของนางฝ้าฟาง นางจึงทำได้เพียงติดตามเสียงนั้นไป ผลก็คือนางล้มหน้าคว่ำกับพื้นก่อนที่จะทันได้สัมผัสหญิงสาว
“มู่ไป๋ไป่ เจ้าทำอะไรกับข้า! ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นคนทำแบบนี้!”
“ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?” มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้ว ตั้งแต่ที่เธอยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ลี่เฟยก็จ้องแต่จะจับผิดเธอ อีกทั้งยังคิดจะฆ่าเธออยู่ตั้งหลายครั้ง
หลังจากเวลาผ่านไปนานหลายปี ความเกลียดชังที่อีกฝ่ายมีต่อเธอไม่ได้ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ตัวเธอเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใดลี่เฟยถึงได้จงเกลียดจงชังเธอมากขนาดนี้
“ท่านอยู่ในสภาพนี้เป็นเพราะการกระทำของท่านเอง ถ้าท่านไม่ใช้อาคมกับเสด็จพ่อของข้า ท่านคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ บอกข้ามาสิว่าใครสอนอาคมให้ท่าน?”
นี่คือคำถามที่เธอต้องการคำตอบจากอีกฝ่าย
เหตุการณ์ราชครูปลอมในสมัยนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าลี่เฟยไม่มีความรู้ทางด้านพวกนี้เลย
จู่ ๆ นางก็ใช้อาคมได้ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีคนสั่งสอนนางมาอีกที
มันไม่สำคัญว่าบุคคลนั้นกำลังหลอกใช้ลี่เฟยหรือสอนอาคมนางด้วยความบังเอิญ แต่เธอตั้งใจจะลากตัวคนที่อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้
ทว่าพอลี่เฟยได้ยินคำถามของมู่ไป๋ไป่ นางก็นิ่งเงียบไป นางนั่งนิ่งอยู่บนพื้นประหนึ่งว่าตนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอันแสนทุกข์ทรมานก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก สตรีหน้าตาเละเทะก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดังเหมือนคนเสียสติ “ฮ่า ๆๆๆ! ข้าไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าเกือบจะทำมันสำเร็จแล้ว ข้าเกือบจะได้ครอบครองบัลลังก์ของเป่ยหลง ก้าวเดียว… อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น”
“หึ ๆๆ… ข้าไม่มีวันบอกเจ้าหรอก… ฮ่า ๆๆ”