- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 526: หม่อมฉันมีสติชัดเจน
บทที่ 526: หม่อมฉันมีสติชัดเจน
บทที่ 526: หม่อมฉันมีสติชัดเจน
ซีเยว่ถอนหายใจแล้วหันไปพูดกับมู่ไป๋ไป่ว่า “ไป๋ไป่ สายเกินไปแล้ว ยามที่กำยานถูกจุด คนร่ายอาคมจะสังเกตเห็นมัน เราจะต้องรีบตัดสินใจ”
หญิงสาวกัดฟันดึงเชือกออกมาจากหลังเอวตัวเองพร้อมกับพูดว่า “ขอโทษนะท่านพ่อ พี่สามออกมาช่วยข้าหน่อย”
“ไป๋ไป่ เจ้าคิดจะทำอะไร?!” มู่เทียนฉงขมวดคิ้ว และความโกรธก็ค่อย ๆ ฉายชัดในดวงตาของเขา “เจ้ากำลังถูกอาคมของแคว้นซีฉือจนคิดจะทำร้ายเราหรือ?”
“ท่านพ่อ หม่อมฉันมีสติชัดเจนเพคะ” มู่ไป๋ไป่ไม่มีเวลาอธิบายให้ผู้เป็นพ่อฟัง เธอจัดการโยนเชือกเส้นหนึ่งไปให้เสิ่นจวินเฉาที่ออกมาจากมุมหนึ่ง แล้วทั้งคู่ก็ช่วยกันบังคับให้มู่เทียนฉงผูกติดอยู่ที่มุมห้อง
ส่วนซีเยว่เองก็อาศัยโอกาสนี้ก้าวเข้าไปหาฝ่าบาทพร้อมกับกระถางธูป
ในเวลานี้มีสิ่งแปลกประหลาดมากมายเกิดขึ้น ควันสีขาวจากกระถางธูปค่อย ๆ แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทำให้มู่ไป๋ไป่แสบตาจนลืมตาแทบไม่ขึ้น
“ซีเยว่ เกิดอะไรขึ้น?” หญิงสาวพยายามหรี่ตามองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อของตนให้ชัดเจน แต่ควันสีขาวตรงหน้าได้บดบังสายตาเธอไว้จนหมด เธอจึงมองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด
“นี่เป็นสถานการณ์ปกติ” องค์หญิงซีฉือพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ท่านอย่ากังวลไปเลย ไป๋ไป่ ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ เสด็จพ่อของท่านต้องไม่เป็นอะไรแน่”
มู่ไป๋ไป่กัดฟันแน่น ในเมื่อเรื่องได้มาถึงจุดนี้แล้ว เธอจึงไม่มีทางให้ถอยนอกจากจะต้องไว้ใจอีกฝ่าย
เวลาได้ไหลผ่านไปเฟินต่อเฟิน ขณะที่บริเวณโดยรอบเงียบสงบลงจนหญิงสาวได้ยินแม้กระทั่งเสียงเต้นของหัวใจตัวเอง
หลังจากเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ควันสีขาวประหลาดก็สลายลง เธอสามารถมองเห็นเงาร่างของมู่เทียนฉงและซีเยว่ได้ชัดขึ้น
ถัดมา องค์หญิงซีฉือเก็บกระถางธูปก่อนจะขยับไปยืนอยู่ไม่ไกลจากฝ่าบาท ขณะนั้นใบหน้าของมู่เทียนฉงดูไม่สู้ดีนัก มันซีดขาวราวกับว่าเขาเพิ่งหายจากโรคร้ายแรง
“ท่านพ่อ!” มู่ไป๋ไป่รีบคลายเชือกออกแล้วพุ่งเข้าไปช่วยพยุงผู้เป็นพ่อพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านพ่อรู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ?”
ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวในขณะที่เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่ทันไรเขาก็เอนตัวพิงกำแพงแล้วอาเจียนออกมา
ในตอนแรกมู่ไป๋ไป่คิดว่ามู่เทียนฉงกำลังจะกระอักเลือด เธอจึงตกใจมาก แต่หลังจากเห็นสิ่งที่พ่อของเธออาเจียนออกมานั้นเป็นของเหลวเหนียว ๆ สีดำ เธอก็ยิ่งตกใจนิ่งค้างไป
ของเหลวเหนียว ๆ นั้นมีกลิ่นเหม็นมาก มันเหมือนกลิ่นศพที่กำลังเน่าเปื่อย
กลิ่นนี้มันทำให้มู่ไป๋ไป่ต้องรีบกลั้นหายใจ กลิ่นมันรุนแรงมากจนเธอทนรับไม่ไหว แล้วร่างกายก็มีปฏิกิริยาอยากจะขย้อนของเก่าออกมา
“ไม่ต้องกังวล” ทางด้านซีเยว่นั่งลงดื่มชาด้วยท่าทีไม่รีบร้อน “เราต้องรอจนกว่าเสด็จพ่อของท่านอาเจียนของเหลวพวกนั้นให้หมดก่อน”
“ของเหลวพวกนั้นก็คือ ‘พิษ’ ที่ยังคงหลงเหลือในร่างกาย หลังจากที่พิษพวกนี้ถูกขจัดออกไปแล้ว พระองค์ถึงจะกลับมามีสติครบถ้วนสมบูรณ์”
“พิษ?” ท่าทีของมู่ไป๋ไป่เปลี่ยนไป เธอหันไปมองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ “ทำไมท่านไม่บอกข้าตั้งแต่แรก?!”
เธอคิดว่าขอเพียงซีเยว่ใช้อาคม เธอก็จะสามารถทำลายอาคมบนตัวมู่เทียนฉงได้อย่างง่ายดาย
ใครจะไปคาดคิดว่ามันจะไม่ต่างจากการถอนพิษที่เธอเคยทำเลยสักนิด
“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพิษพวกนี้ไม่ได้ถูกขจัดออกไป?” หญิงสาวขมวดคิ้วถาม “ท่านรับประกันได้หรือไม่ว่าพิษพวกนี้จะถูกขจัดออกไปจนหมด?”
ซีเยว่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยปากอธิบายว่า “ที่ข้าไม่ได้บอกท่านไปตั้งแต่แรกเพราะกลัวว่าท่านจะเป็นเช่นนี้ ไป๋ไป่ ท่านเป็นห่วงเสด็จพ่อของตัวเองมากเกินไป การเป็นห่วงมากจนเกินพอดีอาจจะทำให้เกิดความสับสน และท่านอย่าได้กังวลไปเลย สิ่งที่ข้าพูดในตอนแรกนั้นเป็นเรื่องจริง ข้าบอกว่าข้าสามารถทำลายอาคมบนตัวของเสด็จพ่อของท่านได้ และมันจะไม่มีผลข้างเคียงอะไรกับเขา”
ทันทีที่องค์หญิงซีฉือพูดจบ มู่เทียนฉงก็หยุดอาเจียน
“ท่านพ่อ?” มู่ไป๋ไป่รีบเทน้ำใส่ถ้วยแล้วส่งให้เขา “ท่านพ่อดื่มน้ำสักหน่อยเถิดเพคะ”
ผู้เป็นพ่อรับน้ำมาถือเอาไว้แต่ไม่ได้ดื่มในทันที เขาจ้องไปที่ลูกสาวและถามอย่างไม่แน่ใจว่า “ไป๋ไป่ นั่นเจ้าหรือ?”
“หม่อมฉันเองเพคะ” มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงกับปฏิกิริยาแรกของท่านพ่อ เธอจึงถามออกไปว่า “ท่านพ่อ ท่านจำได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น?”
มู่เทียนฉงคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เราจำได้… แต่เราก็จำได้ไม่ชัดเจนเช่นกัน”
“ช่วงเวลาที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝัน เราฝันว่ามีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ลี่เฟยถูกปล่อยตัว และนางก็ยังมีลูกอีกด้วย… จากนั้นก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา…”
“ใช่ ๆ” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าซ้ำ ๆ หลายครั้ง “ใช่เพคะ มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นจริง ท่านพ่อ ท่านจำไม่ผิด”
มู่เทียนฉงสูดหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อได้รู้ว่าเรื่องต่าง ๆ มากมายที่ผ่านมาล้วนเป็นเรื่องจริง “เมื่อกี้เจ้ากับองค์หญิงซีเยว่กำลังคุยกันเรื่องอาคม นั่นหมายความว่าอย่างไร? ว่าแต่มีใครทำอะไรกับเราหรือ?”
หลังจากที่หลุดจากการควบคุมของอาคม ฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องก็กลับมาในทันที
มู่ไป๋ไป่รู้สึกมีความสุขมากที่ได้เห็นผู้เป็นพ่อกลับมาเป็นปกติจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา เธอพยายามกล้ำกลืนความรู้สึกนั้นลงคอไปแล้วพยักหน้าตอบว่า “ท่านพ่อ ท่านพูดถูกแล้ว มีคนร่ายอาคมเพื่อควบคุมท่าน”
จากนั้นดวงตาของมู่เทียนฉงก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา “เป็นลี่เฟยใช่หรือไม่?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ” หญิงสาวเล่าถึงเหตุการณ์ที่คนของเซียวถังอี้ค้นพบนางกำนัลที่ติดตามลี่เฟยฝังบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ด้านหลังตำหนักตี้เฉิน
“แต่สิ่งนั้นไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ ของพวกนั้นถูกไฟเผาจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแต่เดิมเป็นอะไร”
ชายวัยกลางคนคิดไตร่ตรองสักครู่แล้วหันไปถามซีเยว่อย่างสุภาพว่า “องค์หญิงซีเยว่ ท่านมีหนทางที่จะจับผู้ที่ใช้อาคมกับเราได้หรือไม่?”
องค์หญิงซีฉือที่กำลังหลับตาพักผ่อน พอได้ยินแบบนั้นเธอก็ยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องจับหรอกเพคะ ตอนนี้อาคมที่ครอบงำฝ่าบาทถูกทำลายลงแล้ว ผู้ที่ร่ายอาคมจะได้รับผลสะท้อนกลับอย่างแน่นอน อีกไม่นานฝ่ายนั้นก็จะเผยธาตุแท้ของตัวเองออกมาเอง”
ในเวลาเดียวกัน ภายในตำหนักตี้เฉิน
ลี่เฟยซึ่งแต่เดิมกำลังแต่งตัวจู่ ๆ ก็พบรอยดำแปลก ๆ บนใบหน้า
นางขมวดคิ้วแล้วรีบเดินไปที่คันฉ่องทองแดงพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เข้ามา เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ส่งคันฉ่องผุพังมาที่นี่ หากเจ้าทำให้ฝ่าบาททรงกริ้ว เจ้าจะรับผลที่ตามมาไหวหรือไม่?!”
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นางให้มู่เทียนฉงคอยดูแลนางโดยอ้างว่ากำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ
ทุกคนที่อยู่ในตำหนักตี้เฉินเห็นว่านางได้รับการเอาใจใส่จากฝ่าบาทและเข้าใจโดยปริยายว่านางอาจจะได้รับความโปรดปรานกลับคืนมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าขัดใจนาง
หลังจากนางกำนัลทั้ง 2 ได้ยินลี่เฟยตะโกนเช่นนี้ พวกนางก็รีบก้มหัวขอโทษพร้อมกับร้องขอความเมตตา และจะรีบเอาคันฉ่องมาเปลี่ยนให้ทันที
อย่างไรก็ตาม ตอนที่นางกำนัลในตำหนักเดินเข้าไปมองดูคันฉ่อง พวกนางก็พบว่าคันฉ่องยังอยู่ในสภาพที่ดีอยู่ไม่มีรอยแตกร้าวใด ๆ
ขณะที่พวกนางกำลังสงสัยว่าลี่เฟยหาเรื่องพวกตนอยู่หรือไม่ ทั้งคู่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นลี่เฟยเต็มตาและพากันกรีดร้องออกมา
“พวกเจ้าจะเสียงดังกันทำไม?” ลี่เฟยหันกลับมาขมวดคิ้วพูดเยาะเย้ย “ข้าแค่สั่งให้พวกเจ้ามาเปลี่ยนคันฉ่อง แค่นี้ก็ไม่พอใจแล้วหรือ?”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้ฝ่าบาทตัดสินโทษพวกเจ้าเป็นการส่วนตัวในตอนที่พระองค์เสด็จกลับมา”
“ไม่-ไม่ใช่เพคะ…” นางกำนัลทั้ง 2 พูดตะกุกตะกัก “พระสนม หน้าพระสนม…”
ลี่เฟยขมวดคิ้วก่อนจะหันไปส่องคันฉ่องทองแดง และนางก็เห็นว่าบนใบหน้าที่เคยมีจุดดำเพียงจุดเดียวได้เปลี่ยนเป็น 4 จุดแล้ว
อีกทั้งยังมีรอยดำค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่ว
ปัจจุบันใบหน้าของนางเหมือนคนถูกฉีกผิวหนังออกทีละรอย ซึ่งภาพที่ปรากฏมันดูน่าขนลุกมาก
“หน้าข้า!” ลี่เฟยเข้าใจได้ทันทีว่ารอยนั้นไม่ได้เกิดจากคันฉ่อง แต่เป็นใบหน้าของนางต่างหากที่มีปัญหา
จากนั้นนางก็พุ่งตัวเข้าไปเพ่งมองคันฉ่องใกล้ ๆ พร้อมกับยกมือขึ้นปิดหน้าไว้ “ทำไมหน้าของข้าถึงกลายเป็นเช่นนี้!”
“โอ๊ย เจ็บ! มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?!”
จากใต้รอยแตกนั้น ความเจ็บปวดที่เหมือนถูกมีดกรีดค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่วใบหน้า ทำให้นางต้องล้มลงไปกลิ้งอยู่บนพื้นพลางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
--------------------------------------------------
พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เป็นไงล่ะ! ของย้อนกลับเข้าตัวเองแล้ว